CafeMagazineAfterhourClass-ExamLinksCamp-Excursion

 

กระดานเสวนาเรือนไทย หน้าต่างโลก ศิลปะวัฒนธรรม เรือนไทย Main ภาษาและวรรณคดี ประวัติศาสตร์ แต่งกลอน นิยายและเรื่องสั้น

 

นครโสเภณี

เทาชมพู pinkandgrey@doramail.com

คำว่า "โสเภณี" ที่ปัจจุบันแตกลูกแตกหน่อออกเป็นหลายคำเช่นโสเภณีชาย โสเภณีเด็ก เดิมมาจากคำเต็มๆว่า "นครโสเภณี" แปลว่า "หญิงงามแห่งนคร" ค่ะ คนรุ่นคุณปู่คุณตาเรียกเป็นไทยๆว่า "หญิงงามเมือง"

คำว่า "นครโสเภณี" มาจากอินเดีย ในสมัยโบราณบางแคว้นของชมพูทวีป มีหญิงเหล่านี้เอาไว้เชิดหน้าชูตา เป็นแรงดึงดูดการท่องเที่ยวและนำเงินตราเข้าบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี อย่างในเรื่อง กามนิต ก็ได้กล่าวถึงเอาไว้ว่า นางนครโสเภณีเหล่านี้คือ "มงกุฎดอกไม้หลากสีของกรุงอุชเชนี"

บรรดาสิ่งที่ขึ้นชื่อลือชาในกรุงอุชเชนี ไม่มีอะไรจะวิเศษไปกว่าหมู่นางคณิกา มีตั้งแต่เป็นนางงามชั้นสูงอยู่ในปราสาท... ในห้องรับแขกจะมีจินตกวี นักละคร แขกเมืองคนสำคัญ บางทีก็มีเจ้านายไปเยี่ยมเยียน นางเหล่านี้ตลอดจนชั้นเลวลงมาล้วนสวยงามทรวดทรง มีกิริยาอ่อนช้อยยียวนใจหาที่เปรียบมิได้ ถึงคราวมีงานสมโภชครั้งใหญ่ในคราวแห่แหนหรือมีการประกวด นางคณิกาเหล่านี้จะเป็นอาภรณ์สำคัญประสมอยู่ในวิถีมรรคา... ล้วนพัสตราภรณ์สีแดง ถือพวงมาลารำเพยกลิ่นหอมตลบอบอวล แพรวพราวด้วยมณีรัตน์เครื่องประดับ...

นางเหล่านี้พระราชาก็ประทานเกียรติยศ ประชาชนก็บูชา จินตกวีก็กล่าวขวัญเป็นบทเพลงเยินยอ ซึ่งเป็นการสมควรแล้วที่จะขนานนามว่า"มงกุฎดอกไม้หลากสีของกรุงอุชเชนีที่สถิตเหนือฐานศิลา" กระทำให้แคว้นใกล้เมืองเคียงต่างๆอิจฉากรุงอุชเชนีเป็นกำลัง นางงามเหล่านี้บางคนที่เลือกสรรแล้วเคยรับเชิญเป็นแขกเมืองไปเยี่ยมแดนต่างๆก็บ่อยๆ

ส่วนทางแผ่นดินแหลมทอง โสเภณีเป็นวัฒนธรรมมาจากอินเดียหรือว่าเกิดขึ้นเอง ตามธรรมดาของชุมชนก็ไม่ทราบ คิดว่าน่าจะเกิดขึ้นเองได้โดยไม่ต้องไปอาศัยอิทธิพลจากใคร เดิมเราไม่ได้เห็นอาชีพนี้เชิดหน้าชูตาแบบกรุงอุชเชนี กลับเป็นเรื่องน่ารังเกียจด้วยซ้ำ เทพชู ทับทอง เขียนไว้ในหนังสือ กรุงเทพฯในอดีต ว่ากฎหมาย "ลักษณะผัวเมีย" ซึ่งบัญญัติขึ้นในสมัยพระรามาธิบดีที่ ๑ อู่ทอง ลงโทษเอาไว้ หนักหากนำหญิงเหล่านี้มาเป็นภรรยา แล้วหล่อนเกิดทำชั่วคบชู้ขึ้นมา

มาตราหนึ่ง ชายใดสู่ขอเอาหญิงคนขับ คนรำ เที่ยวขอทานเลี้ยงชีวิต แลหญิงนครโสเภณีมาเลี้ยงทำเมีย ทำชั่วเหนือผัวก็ดี ผัวรู้ด้วยประการใดๆ…ท่านให้ผจานหญิงชายนั้นด้วยไถนา อันหญิงร้ายให้เอาเฉลวปะหน้า ทัดดอกฉะบาทั้งสองหู ร้อยดอกฉะบาแดงเป็นมาลัยใส่ศีศะใส่คอ แล้วให้เอาหญิงนั้นเข้าเทียมแอกข้างหนึ่ง ชายชู้เข้าเทียมแอกข้างหนึ่ง ผจานด้วยไถนาสามวัน"

ในกฎหมายนี้ยังบอกด้วยว่าถ้าผัวยังรักเมียอยู่ จับได้ว่าคบชู้แล้วยังรักเมียไม่อยากให้ประจาน บ้านเมืองจะลงโทษให้เทียมแอกไถนาเสียอีกคน ฟังแล้วหนุ่มๆหลายคนก็คงสยอง ดีไม่ดีตัวเองมีสิทธิ์กลายเป็นเครื่องมือไถนาด้วยได้ง่ายๆ

ไม่ว่าจะรังเกียจอย่างไรก็ตาม อาชีพเก่าแก่นี้ก็ยังมีเรื่อยมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ แหล่งประจำอยู่ที่สำเพ็ง ใน นิราศเมืองแกลง เมื่อสุนทรภู่ออกเดินทางไประยองในตอนยามสอง นั่งเรือล่องไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา ก็ได้ยินเสียงหญิงเหล่านี้ขับร้องเพลงลอยลมมา

ถึงสำเพ็งเก๋งตั้งริมฝั่งน้ำ แพประจำจอดเรียงเคียงขนาน
มีซุ้มซอกตรอกนางเจ้าประจาน ยังสำราญร้องขับไม่หลับลง

ลูกค้าของเธอคงเป็นพวกชาวจีนเพราะสำเพ็งเป็นแหล่งคนจีนมาตั้งแต่สร้างกรุง เป็นอาชีพที่ทางการบ้านเมืองไม่ได้ห้ามปราม แต่ก็ไม่ได้ปล่อยเอาไว้เฉยๆ ในเมื่อมีรายได้ ทางการก็เก็บภาษีอากรเข้ารัฐ ด้วยการเก็บภาษีสำนัก เป็นภาษีโรงเรือนเหมือนการเช่าอาคารร้านรวงทั่วไป

มาถึงรัชกาลที่ ๕ และ ๖ โสเภณีมีชื่อใหม่ว่า "หญิงโคมเขียว" เพราะสำนักของเธอแขวนโคมกระจกสีเขียวไว้เป็นเครื่องหมาย พอค่ำก็เปิดไฟหรือจุดตะเกียงในโคมให้ลูกค้ารู้กัน แหล่งที่ขึ้นชื่อมากเรียกว่า "ตรอกเต๊า" มีสำนักตั้งกันเรียงรายตลอดตรอก

สำนักโสเภณีมีแม่เล้าหรือมาม่าซังเหมือนเดี๋ยวนี้ สมัยนั้นบรรดาลูกสาวเรียกว่า "คุณแม่" แต่ชาวบ้านเรียก "ยาย" คนที่ดังที่สุดมีชื่อเสียงติดอยู่ในประวัติโสเภณีไทยก็คือคุณแม่แฟง เพราะทำมาค้าขึ้นจนมีเงินมากมายพอสร้างวัดขึ้นมาได้ที่ตรอกวัดโคก ชื่อวัด "คณิกาผล" ชื่อก็บอกว่าเป็นผลมาจากโสเภณีนั่นเอง แต่ชาวบ้านเรียกว่า "วัดใหม่ยายแฟง"

มาม่าซังแฟงมีลูกสาวสืบทอดธุรกิจชื่อกลีบ บริหารงานได้เก่งไม่แพ้แม่ ขึ้นชื่อว่าเป็นสำนักเกรดเอ ตกแต่งห้องอย่างดี มีเครื่องใช้ประจำอย่างเครื่องแป้ง ขันน้ำ กระโถน เป็นพวกเครื่องถมมีราคา ราวกับบ้านคหบดี ที่นอนหมอนมุ้งขาวสะอาดสะอ้าน เป็นที่นิยมของลูกค้าระดับสูงกระเป๋าหนัก จนคุณแม่กลีบร่ำรวยสามารถสร้างวัดได้เหมือนกันชื่อ "วัดกันมาตุยาราม" บุตรของคุณแม่กลีบไม่ได้เจริญรอยตามแม่ แต่ได้เข้ารับราชการเป็นขุนนางจนได้เป็นถึงคุณพระ

โสเภณีสมัยนั้นรูปร่างหน้าตาเป็นยังไงหรือคะ? ก็เป็นสาวๆนี่ละค่ะอายุสิบห้าสิบหกขึ้นไป ทำตัวฉูดฉาดสะดุดตาชาย ผัดหน้าขาว กินหมากปากแดง ใส่น้ำอบไทยหอมฟุ้ง แต่งตัวก็นุ่งผ้าลายหรือโจงกระเบนห่มผ้าแถบหรือสไบเฉียง บางคนใส่เสื้อคอคือเป็นเสื้อมีสายโยงบ่าคล้ายๆเสื้อสายเดี่ยว ตกค่ำพวกนี้ก็จะมานั่งโชว์ตัวอยู่หน้าห้องริมตรอกอย่างเปิดเผย คอยต้อนรับลูกค้า ส่วนกลางวันพวกเธอนอนพักไม่ออกมาทำงาน

ส่วนผลกระทบต่อสังคม มีไหม? เรื่องกระทบกระเทือนชื่อเสียงของประเทศชาติ-ไม่มีค่ะ เรื่องจะต้องรณรงค์เปลี่ยนค่านิยมก็ไม่มีอีกเหมือนกัน เรื่องปราบปรามจับกุมก็ไม่มี แต่ทางด้านสาธารณสุข-มีแน่นอน ในยุคที่เอดส์ยังไม่เกิดขึ้นในสังคมมนุษย์ มีประวัติสถิติของกรมสุขาภิบาลกระทรวงมหาดไทย ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ระบุว่าพวกผู้ชาย(วัยหนุ่ม?) ในพระนครที่ป่วยเป็นกามโรค มีจำนวนถึงร้อยละเจ็ดสิบห้าทีเดียว



สนับสนุน
โดย สสวท.
หน้าหลัก   V คาเฟ่   V แมกกาซีน    บทเรียนข้อสอบ   บันเทิง   วิชาการไกด์
เรือนไทย   ข่าววิชาการ   ข่าวประชาสัมพันธ์   ปรับปรุงใหม่ๆ   ทีมงาน

email: vcharkarn@vcharkarn.com

Copyright 2001, Vcharkarn.com. All rights reserved.

พสวท. เพื่อ
วิทยาศาสตร์ไทย