|
คำว่า "โสเภณี" ที่ปัจจุบันแตกลูกแตกหน่อออกเป็นหลายคำเช่นโสเภณีชาย
โสเภณีเด็ก เดิมมาจากคำเต็มๆว่า "นครโสเภณี" แปลว่า "หญิงงามแห่งนคร"
ค่ะ คนรุ่นคุณปู่คุณตาเรียกเป็นไทยๆว่า "หญิงงามเมือง"
คำว่า "นครโสเภณี" มาจากอินเดีย ในสมัยโบราณบางแคว้นของชมพูทวีป
มีหญิงเหล่านี้เอาไว้เชิดหน้าชูตา เป็นแรงดึงดูดการท่องเที่ยวและนำเงินตราเข้าบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี
อย่างในเรื่อง กามนิต ก็ได้กล่าวถึงเอาไว้ว่า
นางนครโสเภณีเหล่านี้คือ "มงกุฎดอกไม้หลากสีของกรุงอุชเชนี"
บรรดาสิ่งที่ขึ้นชื่อลือชาในกรุงอุชเชนี ไม่มีอะไรจะวิเศษไปกว่าหมู่นางคณิกา
มีตั้งแต่เป็นนางงามชั้นสูงอยู่ในปราสาท... ในห้องรับแขกจะมีจินตกวี
นักละคร แขกเมืองคนสำคัญ บางทีก็มีเจ้านายไปเยี่ยมเยียน นางเหล่านี้ตลอดจนชั้นเลวลงมาล้วนสวยงามทรวดทรง
มีกิริยาอ่อนช้อยยียวนใจหาที่เปรียบมิได้ ถึงคราวมีงานสมโภชครั้งใหญ่ในคราวแห่แหนหรือมีการประกวด
นางคณิกาเหล่านี้จะเป็นอาภรณ์สำคัญประสมอยู่ในวิถีมรรคา... ล้วนพัสตราภรณ์สีแดง
ถือพวงมาลารำเพยกลิ่นหอมตลบอบอวล แพรวพราวด้วยมณีรัตน์เครื่องประดับ...
นางเหล่านี้พระราชาก็ประทานเกียรติยศ
ประชาชนก็บูชา จินตกวีก็กล่าวขวัญเป็นบทเพลงเยินยอ ซึ่งเป็นการสมควรแล้วที่จะขนานนามว่า"มงกุฎดอกไม้หลากสีของกรุงอุชเชนีที่สถิตเหนือฐานศิลา"
กระทำให้แคว้นใกล้เมืองเคียงต่างๆอิจฉากรุงอุชเชนีเป็นกำลัง
นางงามเหล่านี้บางคนที่เลือกสรรแล้วเคยรับเชิญเป็นแขกเมืองไปเยี่ยมแดนต่างๆก็บ่อยๆ
ส่วนทางแผ่นดินแหลมทอง โสเภณีเป็นวัฒนธรรมมาจากอินเดียหรือว่าเกิดขึ้นเอง
ตามธรรมดาของชุมชนก็ไม่ทราบ คิดว่าน่าจะเกิดขึ้นเองได้โดยไม่ต้องไปอาศัยอิทธิพลจากใคร
เดิมเราไม่ได้เห็นอาชีพนี้เชิดหน้าชูตาแบบกรุงอุชเชนี กลับเป็นเรื่องน่ารังเกียจด้วยซ้ำ
เทพชู ทับทอง เขียนไว้ในหนังสือ กรุงเทพฯในอดีต
ว่ากฎหมาย "ลักษณะผัวเมีย" ซึ่งบัญญัติขึ้นในสมัยพระรามาธิบดีที่
๑ อู่ทอง ลงโทษเอาไว้ หนักหากนำหญิงเหล่านี้มาเป็นภรรยา แล้วหล่อนเกิดทำชั่วคบชู้ขึ้นมา
มาตราหนึ่ง ชายใดสู่ขอเอาหญิงคนขับ
คนรำ เที่ยวขอทานเลี้ยงชีวิต แลหญิงนครโสเภณีมาเลี้ยงทำเมีย
ทำชั่วเหนือผัวก็ดี ผัวรู้ด้วยประการใดๆ
ท่านให้ผจานหญิงชายนั้นด้วยไถนา
อันหญิงร้ายให้เอาเฉลวปะหน้า ทัดดอกฉะบาทั้งสองหู ร้อยดอกฉะบาแดงเป็นมาลัยใส่ศีศะใส่คอ
แล้วให้เอาหญิงนั้นเข้าเทียมแอกข้างหนึ่ง ชายชู้เข้าเทียมแอกข้างหนึ่ง
ผจานด้วยไถนาสามวัน"
ในกฎหมายนี้ยังบอกด้วยว่าถ้าผัวยังรักเมียอยู่ จับได้ว่าคบชู้แล้วยังรักเมียไม่อยากให้ประจาน
บ้านเมืองจะลงโทษให้เทียมแอกไถนาเสียอีกคน ฟังแล้วหนุ่มๆหลายคนก็คงสยอง
ดีไม่ดีตัวเองมีสิทธิ์กลายเป็นเครื่องมือไถนาด้วยได้ง่ายๆ
ไม่ว่าจะรังเกียจอย่างไรก็ตาม อาชีพเก่าแก่นี้ก็ยังมีเรื่อยมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์
แหล่งประจำอยู่ที่สำเพ็ง ใน นิราศเมืองแกลง
เมื่อสุนทรภู่ออกเดินทางไประยองในตอนยามสอง นั่งเรือล่องไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา
ก็ได้ยินเสียงหญิงเหล่านี้ขับร้องเพลงลอยลมมา
| ถึงสำเพ็งเก๋งตั้งริมฝั่งน้ำ |
แพประจำจอดเรียงเคียงขนาน |
| มีซุ้มซอกตรอกนางเจ้าประจาน |
ยังสำราญร้องขับไม่หลับลง |
ลูกค้าของเธอคงเป็นพวกชาวจีนเพราะสำเพ็งเป็นแหล่งคนจีนมาตั้งแต่สร้างกรุง
เป็นอาชีพที่ทางการบ้านเมืองไม่ได้ห้ามปราม แต่ก็ไม่ได้ปล่อยเอาไว้เฉยๆ
ในเมื่อมีรายได้ ทางการก็เก็บภาษีอากรเข้ารัฐ ด้วยการเก็บภาษีสำนัก
เป็นภาษีโรงเรือนเหมือนการเช่าอาคารร้านรวงทั่วไป
มาถึงรัชกาลที่ ๕ และ ๖ โสเภณีมีชื่อใหม่ว่า "หญิงโคมเขียว"
เพราะสำนักของเธอแขวนโคมกระจกสีเขียวไว้เป็นเครื่องหมาย พอค่ำก็เปิดไฟหรือจุดตะเกียงในโคมให้ลูกค้ารู้กัน
แหล่งที่ขึ้นชื่อมากเรียกว่า "ตรอกเต๊า"
มีสำนักตั้งกันเรียงรายตลอดตรอก
สำนักโสเภณีมีแม่เล้าหรือมาม่าซังเหมือนเดี๋ยวนี้ สมัยนั้นบรรดาลูกสาวเรียกว่า
"คุณแม่" แต่ชาวบ้านเรียก "ยาย" คนที่ดังที่สุดมีชื่อเสียงติดอยู่ในประวัติโสเภณีไทยก็คือคุณแม่แฟง
เพราะทำมาค้าขึ้นจนมีเงินมากมายพอสร้างวัดขึ้นมาได้ที่ตรอกวัดโคก
ชื่อวัด "คณิกาผล" ชื่อก็บอกว่าเป็นผลมาจากโสเภณีนั่นเอง
แต่ชาวบ้านเรียกว่า "วัดใหม่ยายแฟง"
มาม่าซังแฟงมีลูกสาวสืบทอดธุรกิจชื่อกลีบ บริหารงานได้เก่งไม่แพ้แม่
ขึ้นชื่อว่าเป็นสำนักเกรดเอ ตกแต่งห้องอย่างดี มีเครื่องใช้ประจำอย่างเครื่องแป้ง
ขันน้ำ กระโถน เป็นพวกเครื่องถมมีราคา ราวกับบ้านคหบดี ที่นอนหมอนมุ้งขาวสะอาดสะอ้าน
เป็นที่นิยมของลูกค้าระดับสูงกระเป๋าหนัก จนคุณแม่กลีบร่ำรวยสามารถสร้างวัดได้เหมือนกันชื่อ
"วัดกันมาตุยาราม" บุตรของคุณแม่กลีบไม่ได้เจริญรอยตามแม่
แต่ได้เข้ารับราชการเป็นขุนนางจนได้เป็นถึงคุณพระ
โสเภณีสมัยนั้นรูปร่างหน้าตาเป็นยังไงหรือคะ? ก็เป็นสาวๆนี่ละค่ะอายุสิบห้าสิบหกขึ้นไป
ทำตัวฉูดฉาดสะดุดตาชาย ผัดหน้าขาว กินหมากปากแดง ใส่น้ำอบไทยหอมฟุ้ง
แต่งตัวก็นุ่งผ้าลายหรือโจงกระเบนห่มผ้าแถบหรือสไบเฉียง บางคนใส่เสื้อคอคือเป็นเสื้อมีสายโยงบ่าคล้ายๆเสื้อสายเดี่ยว
ตกค่ำพวกนี้ก็จะมานั่งโชว์ตัวอยู่หน้าห้องริมตรอกอย่างเปิดเผย
คอยต้อนรับลูกค้า ส่วนกลางวันพวกเธอนอนพักไม่ออกมาทำงาน
ส่วนผลกระทบต่อสังคม มีไหม? เรื่องกระทบกระเทือนชื่อเสียงของประเทศชาติ-ไม่มีค่ะ
เรื่องจะต้องรณรงค์เปลี่ยนค่านิยมก็ไม่มีอีกเหมือนกัน เรื่องปราบปรามจับกุมก็ไม่มี
แต่ทางด้านสาธารณสุข-มีแน่นอน ในยุคที่เอดส์ยังไม่เกิดขึ้นในสังคมมนุษย์
มีประวัติสถิติของกรมสุขาภิบาลกระทรวงมหาดไทย ในสมัยรัชกาลที่
๖ ระบุว่าพวกผู้ชาย(วัยหนุ่ม?) ในพระนครที่ป่วยเป็นกามโรค มีจำนวนถึงร้อยละเจ็ดสิบห้าทีเดียว
|