|
วันนี้ขอชวนนั่งเรือเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ข้ามฟากจากท่าช้างวังหลวงไปฝั่งตรงข้าม
ผ่านหน้าวัดระฆังไปถึงโรงพยาบาลศิริราชสักครั้งค่ะ จะชวนรำลึกถึงอดีตเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน
เมื่อเห็นวัดระฆังโฆษิตารามแล้ว ขอให้มองเจดีย์สามองค์ด้านเหนือพระอุโบสถ
ทั้งสามสร้างโดยเจ้านายสามพระองค์ คือกรมหมื่นนราเทเวศร์ กรมหมื่นนเรศร์โยธี
และกรมหลวงเสนีบริรักษ์ ในครั้งที่พระมารดาผู้เป็นพระชายากรมพระราชวังบวรสถานพิมุข
ทรงปฏิสังขรณ์วัดนี้ บัดนี้ไม่ว่ากรมพระราชวังบวรฯ พระชายา
หรือพระนามของทั้งสามพระองค์ เลือนหายไปตามกาลเวลา ลบจากความทรงจำของคนไทยรุ่นหลัง
นั่งเรือต่อมาถึงหน้าศิริราช ย้อนหลังไปสองร้อยกว่าปีก่อน
ตรงนี้เดิมเรียกว่า "สวนลิ้นจี่" เป็นที่ตั้งของพระราชวังหลัง
คนทั้งฝั่งธนและฝั่งกรุงเทพย่อมรู้จักเจ้าของวังคือ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข
หรือกรมพระราชวังหลังเป็นอย่างดี ในฐานะจอมทัพที่สามของแผ่นดินรองลงมาจากสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
และกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท หรือวังหน้า ทั้งกรมพระราชวังหลังและพระโอรสได้ทำศึกขับเคี่ยวกับพม่ามาตลอดพระชนม์ชีพก็ว่าได้
กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข ทรงเป็น ' หลานน้า ' ในรัชกาลที่
๑ พระนามเดิมว่า ทองอิน พระบิดาคือพระอินทรรักษาเจ้ากรมพระตำรวจในสมัยพระเจ้าบรมโกศ
ส่วนพระมารดาคือท่านสา พระพี่นางในสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
(ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี)
ทรงถือกำเนิดตอนปลายอยุธยา เมื่อพระชนม์ได้ ๒๑ กรุงศรีอยุธยาก็แตก
จึงเสด็จหนีออกมารับราชการอยู่ที่กรุงธนบุรีจนได้เป็นพระยาสุริยอภัย
และได้รับโปรดเกล้าฯสถาปนาเป็นเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุขในรัชกาลที่
๑
เกือบตลอดชีวิตจนกระทั่งพระชนม์ ๕๖ พรรษา กรมพระราชวังหลังทรงตรากตรำทำศึกใหญ่น้อยไม่ว่างเว้นโดยมิได้ทรงย่อท้อ
เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ว่าจะในการศึกสงครามหรือในยามสงบ
เมื่อมีพระราชโอรสทั้ง ๓ พระองค์ ก็ให้ตามเสด็จไปในการศึกด้วยตั้งแต่ทรงพระเยาว์
จนเจริญพระชนม์ขึ้นมาเป็นนักรบเข้มแข็งเช่นเดียวกับพระบิดา
พี่น้องทั้งสามพระองค์ทรงร่วมเป็นร่วมตายกันมาในสนามรบ และกลมเกลียวกันดีตลอดพระชนม์ชีพ
ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันเลย
ที่น่าทึ่งอีกอย่างหนึ่งคือนอกจากเป็นนักรบแล้ว กรมพระราชวังหลังทรงมีพระปรีชาในทางวรรณคดีอีกไม่น้อย
เห็นได้จากทรงเป็นผู้อำนวยการแปลพงศาวดารจีนเรื่อง ไซ่ฮั่น
คู่กับเรื่อง สามก๊ก ซึ่งเจ้าพระยาพระคลัง(หน) เป็นผู้อำนวยการแปล
ฝีมือแปลนั้นอยู่ในระดับดีเยี่ยมไล่เลี่ยกับ สามก๊ก
โดยเฉพาะตอน 'เตียวเหลียงเป่าปี่สะกดทัพ' ที่กลายมาเป็นแรงบันดาลใจของสุนทรภู่ใน
พระอภัยมณี น่าเสียดายว่าเนื้อเรื่องไม่เป็นที่ประทับใจเท่าใด
คนอ่านก็เลยไม่ติดใจเท่ากับ สามก๊ก ตอนนี้ก็เกือบไม่มีใครรู้จักเรื่องนี้กันแล้วทั้งที่เป็นเรื่องแปลสำนวนดีเรื่องหนึ่ง
นอกจากเรื่องนี้ เชื่อกันว่าเคยนิพนธ์บทละครเรื่อง พระศรีเมือง
อีกเรื่องหนึ่งด้วย
กรมพระราชวังหลังเป็นเจ้านายที่ควรแก่การยกย่องในพระอัธยาศัย
ทรงมีความเป็นอยู่อย่างสงบในยามสงบ ใฝ่พระทัยด้านทะนุบำรุงศาสนาและวรรณคดี
แต่เมื่อถึงยามศึกก็ทำศึกอย่างเข้มแข็งทุกครั้ง นอกจากนี้แม้จะเจริญด้วยพระเกียรติยศก็ไม่ทรงติดอยู่กับสุขลาภยศสรรเสริญ
เมื่อพระชนม์ได้ ๕๖ พรรษา ทรงปลดเปลื้องพระราชภาระทั้งหลายออก
ตัดสินพระทัยออกผนวชอยู่นานนับปี แต่ก็ยังไม่วายทรงห่วงบ้านเมือง
เมื่อพม่ายกมาตีเชียงใหม่เมื่อพ.ศ. ๒๓๔๕ ก็ทรงลาผนวชกลับมาทำศึกอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย
ขึ้นไปทำศึกทางเหนือจนไทยตีค่ายพม่าแตกไปได้ หลังจากนั้นจึงเสด็จกลับมาพระนคร
และประชวร ทิวงคตเมื่อพระชนม์ได้ ๖๑ พรรษา
สิ้นกรมพระราชวังหลังแล้ว สายพระโลหิตของพระองค์ก็ยังได้สืบทอดเชื้อสายนักรบต่อมา
แม้เวลาล่วงมาถึงรัชกาลที่ ๓ เมื่อเกิดศึกเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทร์
กรมหมื่นนราเทเวศร์สิ้นพระชนม์แล้วเหลือแต่พระอนุชาทั้งสองพระองค์
พระชนม์สูงถึง ๕๐ เศษ ก็ทรงยกทัพหน้าไปด้วยกัน เหมือนดังที่เคยทำศึกร่วมกันมาตลอด
เรื่องทำศึกของพระโอรสกรมพระราชวังหลังในตอนนี้ มีบันทึกเหตุการณ์เล่าเอาไว้สีสันน่าตื่นตาตื่นใจ
เลยขอยกมาให้อ่านด้วยกันค่ะ
เมื่อไทยตีค่ายหนองบัวลำภูแตกแล้ว ทัพหน้าก็ยกไปตั้งอยู่ที่ทุ่งส้มป่อย
ลาวจัดทัพมา ๓ ทัพ ล้อมทัพไทยไว้ ๗ วันเพื่อให้อดอาหารจะได้เสียที
พอดีทัพกรมหมื่นนเรศร์โยธียกขึ้นไปทัน มีพล ๑๐๐ คนเศษ ก็เข้าโจมตี
พวกลาวเห็นไทยมีกำลังน้อยกว่าก็หันมารบถึงขั้นตะลุมบอนกัน
แต่กรมหมื่นนเรศร์โยธีมีอาจารย์ไปด้วย ๔ คน กล่าวกันว่าอาจารย์เหล่านั้นกระทำวิทยามนต์ให้พวกข้าศึกเห็นว่าเป็นคนอยู่บนต้นไม้ทุกต้น
พวกลาวก็ตั้งใจยิงปืนขึ้นไปบนต้นไม้อย่างเดียวไม่ได้ยิงต่ำลงมาข้างล่าง
พวกข้าไทยของกรมหมื่นนเรศร์โยธีจึงไม่ได้เป็นอันตรายเลยแม้แต่สักคนเดียว
พอกรมหมื่นเสนีบริรักษ์คุมกองทัพขึ้นไปทันก็เข้าช่วยกรมหมื่นนเรศร์โยธีตีทัพลาว
ทัพไทยที่ถูกล้อมก็ตีหักวงล้อมออกมาประจบกัน ทัพลาวก็แตกพ่ายไป
เมื่อโจมตีทัพลาวแตกพ่ายไปแล้ว ทั้งสองพระองค์ก็ข้ามฝั่งโขงไปตั้งทัพอยู่ได้ในเมืองเวียงจันทน์
หลังจากเสร็จศึกได้ชัยชนะ เสด็จกลับมาพระนครได้ไม่กี่ปี ก็ประชวรและสิ้นพระชนม์ตามกันไปตามอายุขัย
พระราชวังหลังเหลือแต่เจ้านายสตรีเป็นส่วนใหญ่เมื่อสิ้นเจ้านายทั้งสามพระองค์
มีเพียงหม่อมเจ้าและหม่อมราชวงศ์อยู่กันต่อมา ไม่มีการสถาปนากรมพระราชวังหลังพระองค์ใหม่
และไม่มีเจ้านายสำคัญพระองค์อื่นเสด็จไปครองวังให้เฟื่องฟูขึ้นมาอีก
วังหลังก็ทรุดโทรมลงเป็นลำดับ จนในที่สุดถูกเวนคืนไปเป็นที่ตั้งโรงพยาบาลศิริราชในปัจจุบัน
นายมีหรือหมื่นพรหมสมพัตสร ศิษย์ของสุนทรภู่เคยรำพึงไว้ด้วยความเศร้าสลดใน
นิราศพระแท่นดงรัง เมื่อนั่งเรือผ่านวัง
|
ถึงวังหลังเป็นวัดสงัดเงียบ
|
เย็นยะเยียบโรยรานิจจาเอ๋ย |
| แต่ก่อนเปรื่องเฟื่องฟ้าสง่าเงย |
พระคุณเคยปกเกล้าชาวบุรี |
| สามพระองค์ทรงชำนาญในการศึก |
ออกสะอึกราญรบไม่หลบหนี |
| แต่ครั้งพวกพม่ามาราวี |
พระต้อนตีแตกยับอัปรา |
| ทุกวันนี้มีแต่พระนามเปล่า |
พระผ่านเกล้านิพพานนานหนักหนา |
| เสียดายองค์พงศ์กษัตริย์ขัตติยา |
ชลนานองเนตรสังเวชวัง |
เชื้อสายของวังหลังยังสืบทอดมาถึงปัจจุบัน สายกรมหมื่นนราเทเวศร์
คือราชสกุล ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา และเชื้อสายของกรมหมื่นเสนีบริรักษ์
คือ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ส่วนกรมหมื่นนเรศร์โยธีไม่มีพระโอรสธิดา
ขึ้นท่าน้ำ เดินเข้าไปถึงโรงพยาบาลศิริราช ถ้าอยากจะหยุดสักนิด
ส่งใจแสดงคารวะรำลึกถึงจอมทัพเจ้าของสถานที่ดั้งเดิม ในฐานะที่ทรงมีส่วนปกป้องผืนแผ่นดินไทยไว้ให้คนรุ่นหลังได้อาศัยจนทุกวันนี้
ก็ทำได้นะคะ ไม่มีใครว่า
|