CafeMagazineAfterhourClass-ExamLinksCamp-Excursion

 

กระดานเสวนาเรือนไทย หน้าต่างโลก ศิลปะวัฒนธรรม เรือนไทย Main ภาษาและวรรณคดี ประวัติศาสตร์ แต่งกลอน นิยายและเรื่องสั้น

 

จากวัดระฆังถึงศิริราช

เทาชมพู pinkandgrey@doramail.com


วันนี้ขอชวนนั่งเรือเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ข้ามฟากจากท่าช้างวังหลวงไปฝั่งตรงข้าม   ผ่านหน้าวัดระฆังไปถึงโรงพยาบาลศิริราชสักครั้งค่ะ   จะชวนรำลึกถึงอดีตเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน

เมื่อเห็นวัดระฆังโฆษิตารามแล้ว  ขอให้มองเจดีย์สามองค์ด้านเหนือพระอุโบสถ   ทั้งสามสร้างโดยเจ้านายสามพระองค์ คือกรมหมื่นนราเทเวศร์  กรมหมื่นนเรศร์โยธี  และกรมหลวงเสนีบริรักษ์    ในครั้งที่พระมารดาผู้เป็นพระชายากรมพระราชวังบวรสถานพิมุข ทรงปฏิสังขรณ์วัดนี้    บัดนี้ไม่ว่ากรมพระราชวังบวรฯ พระชายา หรือพระนามของทั้งสามพระองค์ เลือนหายไปตามกาลเวลา   ลบจากความทรงจำของคนไทยรุ่นหลัง

นั่งเรือต่อมาถึงหน้าศิริราช   ย้อนหลังไปสองร้อยกว่าปีก่อน  ตรงนี้เดิมเรียกว่า "สวนลิ้นจี่"  เป็นที่ตั้งของพระราชวังหลัง   คนทั้งฝั่งธนและฝั่งกรุงเทพย่อมรู้จักเจ้าของวังคือ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข หรือกรมพระราชวังหลังเป็นอย่างดี ในฐานะจอมทัพที่สามของแผ่นดินรองลงมาจากสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท หรือวังหน้า    ทั้งกรมพระราชวังหลังและพระโอรสได้ทำศึกขับเคี่ยวกับพม่ามาตลอดพระชนม์ชีพก็ว่าได้

กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข ทรงเป็น ' หลานน้า ' ในรัชกาลที่ ๑   พระนามเดิมว่า ทองอิน  พระบิดาคือพระอินทรรักษาเจ้ากรมพระตำรวจในสมัยพระเจ้าบรมโกศ ส่วนพระมารดาคือท่านสา  พระพี่นางในสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี)   ทรงถือกำเนิดตอนปลายอยุธยา  เมื่อพระชนม์ได้ ๒๑ กรุงศรีอยุธยาก็แตก   จึงเสด็จหนีออกมารับราชการอยู่ที่กรุงธนบุรีจนได้เป็นพระยาสุริยอภัย  และได้รับโปรดเกล้าฯสถาปนาเป็นเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุขในรัชกาลที่ ๑

เกือบตลอดชีวิตจนกระทั่งพระชนม์ ๕๖ พรรษา กรมพระราชวังหลังทรงตรากตรำทำศึกใหญ่น้อยไม่ว่างเว้นโดยมิได้ทรงย่อท้อ   เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ว่าจะในการศึกสงครามหรือในยามสงบ  เมื่อมีพระราชโอรสทั้ง ๓ พระองค์ ก็ให้ตามเสด็จไปในการศึกด้วยตั้งแต่ทรงพระเยาว์  จนเจริญพระชนม์ขึ้นมาเป็นนักรบเข้มแข็งเช่นเดียวกับพระบิดา    พี่น้องทั้งสามพระองค์ทรงร่วมเป็นร่วมตายกันมาในสนามรบ   และกลมเกลียวกันดีตลอดพระชนม์ชีพ  ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันเลย

ที่น่าทึ่งอีกอย่างหนึ่งคือนอกจากเป็นนักรบแล้ว  กรมพระราชวังหลังทรงมีพระปรีชาในทางวรรณคดีอีกไม่น้อย    เห็นได้จากทรงเป็นผู้อำนวยการแปลพงศาวดารจีนเรื่อง ไซ่ฮั่น คู่กับเรื่อง สามก๊ก ซึ่งเจ้าพระยาพระคลัง(หน) เป็นผู้อำนวยการแปล   ฝีมือแปลนั้นอยู่ในระดับดีเยี่ยมไล่เลี่ยกับ สามก๊ก   โดยเฉพาะตอน 'เตียวเหลียงเป่าปี่สะกดทัพ' ที่กลายมาเป็นแรงบันดาลใจของสุนทรภู่ใน พระอภัยมณี   น่าเสียดายว่าเนื้อเรื่องไม่เป็นที่ประทับใจเท่าใด      คนอ่านก็เลยไม่ติดใจเท่ากับ สามก๊ก   ตอนนี้ก็เกือบไม่มีใครรู้จักเรื่องนี้กันแล้วทั้งที่เป็นเรื่องแปลสำนวนดีเรื่องหนึ่ง    นอกจากเรื่องนี้ เชื่อกันว่าเคยนิพนธ์บทละครเรื่อง พระศรีเมือง อีกเรื่องหนึ่งด้วย

กรมพระราชวังหลังเป็นเจ้านายที่ควรแก่การยกย่องในพระอัธยาศัย  ทรงมีความเป็นอยู่อย่างสงบในยามสงบ ใฝ่พระทัยด้านทะนุบำรุงศาสนาและวรรณคดี    แต่เมื่อถึงยามศึกก็ทำศึกอย่างเข้มแข็งทุกครั้ง   นอกจากนี้แม้จะเจริญด้วยพระเกียรติยศก็ไม่ทรงติดอยู่กับสุขลาภยศสรรเสริญ     เมื่อพระชนม์ได้ ๕๖ พรรษา ทรงปลดเปลื้องพระราชภาระทั้งหลายออก  ตัดสินพระทัยออกผนวชอยู่นานนับปี   แต่ก็ยังไม่วายทรงห่วงบ้านเมือง เมื่อพม่ายกมาตีเชียงใหม่เมื่อพ.ศ. ๒๓๔๕   ก็ทรงลาผนวชกลับมาทำศึกอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย  ขึ้นไปทำศึกทางเหนือจนไทยตีค่ายพม่าแตกไปได้   หลังจากนั้นจึงเสด็จกลับมาพระนคร  และประชวร   ทิวงคตเมื่อพระชนม์ได้ ๖๑ พรรษา

สิ้นกรมพระราชวังหลังแล้ว  สายพระโลหิตของพระองค์ก็ยังได้สืบทอดเชื้อสายนักรบต่อมา   แม้เวลาล่วงมาถึงรัชกาลที่ ๓  เมื่อเกิดศึกเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทร์   กรมหมื่นนราเทเวศร์สิ้นพระชนม์แล้วเหลือแต่พระอนุชาทั้งสองพระองค์ พระชนม์สูงถึง ๕๐ เศษ  ก็ทรงยกทัพหน้าไปด้วยกัน เหมือนดังที่เคยทำศึกร่วมกันมาตลอด

เรื่องทำศึกของพระโอรสกรมพระราชวังหลังในตอนนี้ มีบันทึกเหตุการณ์เล่าเอาไว้สีสันน่าตื่นตาตื่นใจ    เลยขอยกมาให้อ่านด้วยกันค่ะ

เมื่อไทยตีค่ายหนองบัวลำภูแตกแล้ว  ทัพหน้าก็ยกไปตั้งอยู่ที่ทุ่งส้มป่อย  ลาวจัดทัพมา ๓ ทัพ ล้อมทัพไทยไว้ ๗ วันเพื่อให้อดอาหารจะได้เสียที   พอดีทัพกรมหมื่นนเรศร์โยธียกขึ้นไปทัน  มีพล ๑๐๐ คนเศษ ก็เข้าโจมตี   พวกลาวเห็นไทยมีกำลังน้อยกว่าก็หันมารบถึงขั้นตะลุมบอนกัน   แต่กรมหมื่นนเรศร์โยธีมีอาจารย์ไปด้วย ๔ คน  กล่าวกันว่าอาจารย์เหล่านั้นกระทำวิทยามนต์ให้พวกข้าศึกเห็นว่าเป็นคนอยู่บนต้นไม้ทุกต้น   พวกลาวก็ตั้งใจยิงปืนขึ้นไปบนต้นไม้อย่างเดียวไม่ได้ยิงต่ำลงมาข้างล่าง    พวกข้าไทยของกรมหมื่นนเรศร์โยธีจึงไม่ได้เป็นอันตรายเลยแม้แต่สักคนเดียว    พอกรมหมื่นเสนีบริรักษ์คุมกองทัพขึ้นไปทันก็เข้าช่วยกรมหมื่นนเรศร์โยธีตีทัพลาว   ทัพไทยที่ถูกล้อมก็ตีหักวงล้อมออกมาประจบกัน  ทัพลาวก็แตกพ่ายไป

เมื่อโจมตีทัพลาวแตกพ่ายไปแล้ว   ทั้งสองพระองค์ก็ข้ามฝั่งโขงไปตั้งทัพอยู่ได้ในเมืองเวียงจันทน์   หลังจากเสร็จศึกได้ชัยชนะ  เสด็จกลับมาพระนครได้ไม่กี่ปี  ก็ประชวรและสิ้นพระชนม์ตามกันไปตามอายุขัย

พระราชวังหลังเหลือแต่เจ้านายสตรีเป็นส่วนใหญ่เมื่อสิ้นเจ้านายทั้งสามพระองค์  มีเพียงหม่อมเจ้าและหม่อมราชวงศ์อยู่กันต่อมา  ไม่มีการสถาปนากรมพระราชวังหลังพระองค์ใหม่  และไม่มีเจ้านายสำคัญพระองค์อื่นเสด็จไปครองวังให้เฟื่องฟูขึ้นมาอีก     วังหลังก็ทรุดโทรมลงเป็นลำดับ  จนในที่สุดถูกเวนคืนไปเป็นที่ตั้งโรงพยาบาลศิริราชในปัจจุบัน

นายมีหรือหมื่นพรหมสมพัตสร ศิษย์ของสุนทรภู่เคยรำพึงไว้ด้วยความเศร้าสลดใน นิราศพระแท่นดงรัง เมื่อนั่งเรือผ่านวัง

ถึงวังหลังเป็นวัดสงัดเงียบ
เย็นยะเยียบโรยรานิจจาเอ๋ย
แต่ก่อนเปรื่องเฟื่องฟ้าสง่าเงย พระคุณเคยปกเกล้าชาวบุรี
สามพระองค์ทรงชำนาญในการศึก ออกสะอึกราญรบไม่หลบหนี
แต่ครั้งพวกพม่ามาราวี พระต้อนตีแตกยับอัปรา
ทุกวันนี้มีแต่พระนามเปล่า พระผ่านเกล้านิพพานนานหนักหนา
เสียดายองค์พงศ์กษัตริย์ขัตติยา ชลนานองเนตรสังเวชวัง

เชื้อสายของวังหลังยังสืบทอดมาถึงปัจจุบัน   สายกรมหมื่นนราเทเวศร์ คือราชสกุล ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา     และเชื้อสายของกรมหมื่นเสนีบริรักษ์ คือ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา   ส่วนกรมหมื่นนเรศร์โยธีไม่มีพระโอรสธิดา

ขึ้นท่าน้ำ  เดินเข้าไปถึงโรงพยาบาลศิริราช  ถ้าอยากจะหยุดสักนิด ส่งใจแสดงคารวะรำลึกถึงจอมทัพเจ้าของสถานที่ดั้งเดิม ในฐานะที่ทรงมีส่วนปกป้องผืนแผ่นดินไทยไว้ให้คนรุ่นหลังได้อาศัยจนทุกวันนี้    ก็ทำได้นะคะ ไม่มีใครว่า

 



สนับสนุน
โดย สสวท.
หน้าหลัก   V คาเฟ่   V แมกกาซีน    บทเรียนข้อสอบ   บันเทิง   วิชาการไกด์
เรือนไทย   ข่าววิชาการ   ข่าวประชาสัมพันธ์   ปรับปรุงใหม่ๆ   ทีมงาน

email: vcharkarn@vcharkarn.com

Copyright 2001, Vcharkarn.com. All rights reserved.

พสวท. เพื่อ
วิทยาศาสตร์ไทย