คงปฎิเสธไม่ได้ว่าการเรียนต่อต่างประเทศ เป็นปัจจัยหลักสู่ความสำเร็จในอนาคตของเด็กไทยในยุคปัจจุบัน ที่ผ่านมาพ่อแม่ส่วนใหญ่จะส่งลูกให้ไปเรียนต่อต่างประเทศในระดับปริญญาโท ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการให้ลูกสร้างเครือข่ายเพื่อนฝูงที่เรียนในระดับปริญญาตรีด้วยกันก่อน กอรปกับประเทศไทย มีมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพสูงอยุ่หลายแห่ง หลังจากจบจึงไปเรียนต่อระดับที่สูงขึ้นในต่างประเทศ เพื่อพัฒนาทักษะทางภาษา (โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ) และได้วุฒิปริญญาโทหรือเอกจากต่างประเทศกลับมา เพื่อใช้เป็นบันได้สู่ความสำเร็จในหน้าที่การงานในอนาคต

แต่แนวโน้มของการส่งลูกไปเรียนต่างประเทศได้เปลี่ยนไปในช่วงหลายปีนี้ ด้วยความที่ Social Network เช่น Facebook, Twitter เป็นต้น ได้ทำให้โลกแคบลง คนเราสามารถติดต่อกันข้ามทวีปด้วยเวลาเพียงเสี้ยววินาที ทำให้พ่อแม่ยุคใหม่เริ่มเปลี่ยนมุมมองในการส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ พ่อแม่ที่มีหัวก้าวหน้าและเลี้ยงลูกแบบให้ลูกโตจากการเรียนรู้และจากประสบการณ์ใหม่ๆ เริ่มที่จะส่งลูกไปเรียนต่อมัธยมในต่างประเทศมากขึ้น เพราะเชื่อว่าลูกจะได้พัฒนาภาษาของตนได้ดีกว่าไปเรียนหลังจบปริญญา เมื่อกลับมา สามารถใช้ภาษาได้ใกล้เคียงกับเจ้าของภาษามากกว่า เพราะลูกไปเรียนในช่วงที่ศักยภาพการเรียนรู้อยู่ในระดับสูง นอกจากนั้น ยังเปิดโอกาสให้ลูกได้ไปเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เรียนรู้วิธีการเข้าสังคมและปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดลัอมที่แตกต่างออกไป แถมท้ายด้วยการจบจากวุฒิต่างประเทศที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก สามารถใช้เป็นประตูเข้าสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

พ่อแม่บางท่าน อาจจะมีข้อสงสัยมากมายเมื่อคิดจะส่งลูกไปเรียนมัธยมในต่างประเทศ เช่น จะส่งไปประเทศไหนดี ประเทศไหนมีสภาพแวดล้อมเหมาะกับลูกเรา ราคาค่าเรียนในต่างประเทศสูงแค่ไหนและจ่ายไหวไหม ถ้าลูกไม่สบายใครจะเป็นคนดูแลลูกเรา เรียนจบแล้วลูกจะไปเรียนต่อปริญญาตรีที่ไหนได้ หรือกลับมาเรียนต่อเมืองไทยได้ไหม เป็นต้น วันนี้ เราได้สัมภาษณ์ 3 หนุ่ม 3 สไตล์ที่ไปเรียนมัธยมในต่างประเทศ คือน้องภู หรือ นายณัฐกิตติ์ สดากร (เรียนที่ Serangoon Secondary School, Singapore คนที่สองคือ น้องเอก หรือ นายอภิวัตน์ สิริวรวิทย์ (เรียนที่ Roncalli College, New Zealand) และคนสุดท้าย น้องเน็ต หรือ นายภาณุวิชญ์ ภู่แพร(เรียนที่ Burnaby North Secondary School, Canada) น้องทั้ง 3 คน แม้จะเลือกเรียนคนละประเทศ แต่พ่อแม่ของน้องทุกคนมีจุดประสงค์เดียวกันคือ ให้น้องได้เรียนที่ที่ดีที่สุดและเปิดโอกาสให้กับอนาคตที่ดีที่สุดของน้อง

น้องภู (คนกลางแถวหน้าสุด) เล่าว่า คุณพ่อคุณแม่วางแผนให้น้องไปเรียนสิงคโปร์ เพราะต้องการให้ได้ภาษาจีนเพิ่มมาด้วย หลังจากจบ ป.6 จากโรงเรียนชั้นนำของไทยน้องก็ถูกส่งให้ไปเรียนปรับพื้นฐานภาษาที่สิงคโปร์ก่อนที่จะสอบเข้า secondary 1 หรือ ม.1 ที่โรงเรียนรัฐบาลของสิงคโปร์ได้ ระหว่างที่เรียน น้องต้องเรียนหนักมาก ต้องติว ต้องอ่านหนังสือเยอะ เพราะระบบการศึกษาของสิงคโปร์เข้มข้นมากๆ เรียนจบ ม.4 ของสิงคโปร์ ก็สามารถนำมาเทียบวุฒิม.6 ของไทยได้แล้ว ทำให้น้องภูจบการศึกษาในระดับมัธยมก่อนเพื่อนๆที่เรียนด้วยกันในประเทศไทยถึงปีกว่าๆ ค่าเรียนก็แสนจะถูก โดยเฉลี่ยแล้วประมาณปีละแสนกว่าบาทเท่านั้น น้องภูบอกว่า โรงเรียนที่สิงคโปร์ จะเน้นเรื่องระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ การตรงต่อเวลา การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รวมทั้งการตั้งเป้าหมายการเรียนของตัวเอง ระหว่างเรียน ทางโรงเรียนยังเปิดโอกาสให้นักเรียนทำกิจกรรมมากมาย ได้พัฒนาความสามารถในการทำงานเป็นทีมและเป็นผู้นำ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของนักเรียนที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกต้องการ แถมทางรัฐบาลสิงคโปร์ยังเชิญให้น้องเป็นประชากรของที่สิงคโปร์อีกด้วย ปัจจุบัน น้องภูได้รับการตอบรับเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรีที่ Newcastle University ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของอังกฤษและติดอันดับ Top ของโลก

ส่วนน้องเอกนั้น ตัดสินใจไปเรียนที่นิวซีแลนด์หลังจากที่ได้ไปโครงการแลกเปลี่ยนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ช่วงที่น้องไปแลกเปลี่ยน น้องเอกได้เห็นถึงความแตกต่างของระบบไทยและต่างประเทศ คือในต่างประเทศ จะไม่เน้นให้เด็กท่องจำ แต่จะให้เด็กทำความเข้าใจในเนื้อหา จำนวนชั่วโมงเรียนก็น้อยกว่าประเทศไทย แต่ได้ความรู้มากกว่า กิจกรรมต่างๆที่จัดขึ้นในโรงเรียนก็มีส่วนช่วยพัฒนาให้น้องเป็นผู้ใหญ่ขึ้น หลังจากน้องเอกกลับมาที่เมืองไทย จึงต้องการจะกลับไปเรียนต่อที่อเมริกาจนจบ แต่ด้วยกฏของวีซ่านักเรียนแลกเปลี่ยน น้องไม่สามารถกลับเข้าไปเรียนในโรงเรียนรัฐบาลได้ คุณพ่อคุณแม่จึงตัดสินใจส่งน้องไปเรียนต่อที่นิวซีแลนด์ ซึ่งน้องได้เพื่อนใหม่ๆ มากมายจากหลากหลายประเทศทั่วโลก ได้โฮสแฟมิลี่หรือครอบครัวท้องถิ่นที่ดูแลน้องเหมือนลูกหลานจริงๆ น้องบอกว่ามีความสุขมากตลอดระยะเวลา 1 ปีในนิวซีแลนด์ การเรียนการสอนก็มีคุณภาพสูง คุณครูเอาใจใส่ จนไม่มีความจำเป็นจะต้องไปเรียนพิเศษนอกเวลาเหมือนตอนที่อยู่ในเมืองไทย น้องเลือกเรียนวิชาคณิต เคมี ฟิสิกส์ อังกฤษ ชีววิทยา และดนตรี ทำให้มีส่วนร่วมกับการเล่นดนตรีของโรงเรียนด้วย น้องเอกยังเสริมว่าภาษาอังกฤษของตนได้รับการพัฒนาอย่างที่ตั้งใจ และได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปประมาณ 700,000 บาท ต่อปี (รวมทั้งค่าเรียนและที่พัก) ปัจจุบัน น้องกลับมาเรียนต่อวิศวกรรมศาสตร์ในระดับปริญญาตรีที่สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านการเรียนการสอนวิศวกรรมศาสตร์ของไทย

น้องเน็ต เลือกไปเรียนที่แคนาดา เพราะคุณแม่ได้ทราบถึงคุณภาพการศึกษาที่สูงในราคาที่ไม่แพง (ประมาณ 800,000 บาท ต่อปี) ด้วยพื้นฐานทางการเรียนที่ดี กอรปกับน้องเน็ตเคยไปแลกเปลี่ยนกับ AFS 1 ปีที่เยอรมัน ทำให้น้องเน็ตสามารถเข้าเรียนที่ Burnaby North Secondary School ที่มีการแข่งขันกันสูงได้ไม่ยากนัก น้องเน็ตเรียนต่อที่แคนาดาอีก 2 ปีจนจบม.6 และได้รับการตอบรับเข้าเรียนต่อในสาขาวิศกรรมเคมี ที่ University of Alberta ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ด้านวิศวกรรมศาสตร์ของแคนาดา และติด Top 100 ของโลก แต่น้องตัดสินในเรียนวิศวกรรมศาสตร์ในเมืองไทยแทน น้องเน็ตบอกว่าช่วงแรกๆที่ไป มีปัญหาเรื่องเรียนอยู่บ้าง เพราะว่าภาษาที่ใช้เรียนเป็นภาษาวิชาการ ต้องอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นเยอะมาก แต่ก็ได้เพื่อนๆ ที่เป็นกันเอง และคุณครูที่เอาใจใส่นักเรียนช่วยแนะนำ การเรียนการสอนที่แคนาดาจะเน้นให้นักเรียนใช้ความคิดเห็นของตัวเองและการหาเหตุผลมาประกอบ ทำให้ต้องเขียนเยอะ จนทำให้การเขียนภาษาอังกฤษของน้องสละสลวยขึ้น นอกจากเรียนแล้ว น้องเน็ตยังชอบทำกิจกรรมและเล่นกีฬาด้วย ปีแรกที่ได้เจอหิมะ น้องเน็ตได้ลองเล่นสโนว์บอร์ดดู ปรากฏว่าติดใจจนบางวันเลิกเรียนแล้วรีบขึ้นเขาไปเล่นจนค่ำเลยก็มี น้องเน็ตบอกว่าเพื่อนที่แคนาดาเป็นกันเอง พยายามเข้าหาเรา ช่วยเราเมื่อเจอปัญหา ยิ่งเพื่อนเยอะ น้องก็ได้พัฒนาทักษะทางภาษาอังกฤษของน้องได้เร็วขึ้น คุ้มมากกับการมาเรียนต่อที่แคนาดา เป็นเวลา 2 ปีแห่งการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองจริงๆ

พ่อแม่ท่านใดที่สนใจจะส่งลูกไปเรียนมัธยมในต่างประเทศเหมือนน้องทั้ง 3 คนนี้ ลองเริ่มต้นหาข้อมุลเรื่องระบบการศึกษาดูก่อนว่าระบบไหนเหมาะกับลูกเรา ราคาค่าเรียนประมาณเท่าไร จ่ายไหวไหม ลองเริ่มต้นจากการเข้าชมงาน มหกรรมเรียนต่อมัธยมและเส้นทางสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำ จัดโดย TIECA (สมาคมไทยแนะแนวการศึกษานานาชาติ) ซึ่งเป็นงานเดียวของไทยที่รวบรวมโรงเรียนมัธยมจากทั่วโลก พร้อมกับการสัมมนาระบบการศึกษาหลากหลายจากเจ้าหน้าที่สถานทูต เข้าชมงานฟรี!ในวันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2558 นี้ เวลา 10.00-17.00 น.ที่โรงแรมดุสิตธานี สนใจเข้าดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.tieca.com หรือโทร 02-642-6114