คืนนี้เป็นคืนขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เมื่อย้อนไปในอดีตกาลสองพันกว่าปีก่อนนั้น สภาวะเวลานี้ โลกมนุษย์ได้สูญสิ้นพระบรมศาสดาองค์สำคัญองค์หนึ่งในแคว้นภารตะแต่โลกวิญญาณได้ต้อนรับดวงวิญญาณดวงหนึ่งซึ่งโลกวิญญาณส่งมาทำงานได้สำเร็จผลตามที่ได้กำหนดไว้ เพราะฉะนั้นคืนนี้อาตมาภาพจะขอเทศน์ในหัวข้อว่า
"ตามรอยองค์สมณโคมดม"
สภาพการณ์เวลานี้ ทุกคนในโลกมนุษย์ที่กล่าว่า ข้านี้คือชาวพุทธ แต่หารู้ไม่วาการเป็นชาวพุทธนั้นเป็นอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการศาสนาขององค์สมณโคดมในปัจจุบันนี้เป็นวิถีการแห่งปลายกลียุคของโลกมนุษย์อยู่ในระหว่างเข้าใจผิดตีธรรมะขององค์มณโคดมไปในทางที่ผิด อย่างเช่นพระภิกษุในปัจจุบันก็ดี ฆราวาสในปัจจุบันก็ดี นักบวชในปัจจุบันก็ดี ทั้งบรรพชิตและฆราวาสโดยมากถือในหลักแห่งการติด หนึ่งติดในนิกาย สองติดในปรมัตถ์ บ้างติดในพระสูตร บ้างติดในพระวินัย แต่หารู้ไม่ว่ากฏเกณฑ์เหล่านี้เกิดจากอะไร กฏเหล่านี้
เช่น พระวินัยก็ดี ศึล 8 ก็ดี ศีล 10 ก็ดี ศีล 108 ก็ดี ศีล 227 ก็ดี ศีลเท่าไหร่ก็ดี เกิดจากสภาวะแห่งผู้ที่เข้ามาในศาสนาขององค์สมณโคดม ไม่ปฏบัติตามหลักแนวทางขององค์สมณโคดมที่วางไว้ จึงบัญญัติวินัยเหล่านี้ขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหลักของพระสูตร ซึ่งเป็นการสอนในระหว่างบุคคลที่ฟังเข้าใจในสูตรนั้นๆ เพราะฉะนั้น
โลกมนุษย์เวลานี้หลงอยู่ในพระไตรปิฏก ซึ่งสภาวะอันนี้แหล่ไม่คิดไม่นึกว่าพระไตรปิฏกเกิดขึ้นมาเพราะอะไร
การที่พระไตรปิฏกเกิดขึ้นมาก็เพราะเหล่าอรรถกถาจารย์ทั้งหลาย เหล่าเกจิอาจารย์ทั้งหลายก็ได้รวบรวมคำเทศนาสั่งสอนขององค์สมณโคดมรวมไว้ในทางอรรถกถาบ้าง ในทางฏีกาบ้าง หลังจากองค์สมณโคดมได้ปรินิพพานไปแล้วประมาณ 3 พรรษา แต่หารู้ไม่ว่าโลกในปัจจุบันนี้คนทุกคนเข้าใจว่าคำเทศน์เหล่านั้นเป็นขององค์สมณโคดม
องค์สมณโคดมได้เทศน์เอาไว้ยังมากกว่า 84,000 พระธรรมขันธ์ แต่รวบรวมไว้ไม่พร้อม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งยุคปัจจุบันนี้กฏขององค์สมณโคดมที่วางไว้ไม่เสื่อม แต่มนุษย์เสื่อม การบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ของมนุษย์ทุกวันนี้ ติดนิกาย ติดอาจารย์ ติดพรรค ติดพวก ติดเหล่า ติคคณะ เพราะอะไรเล่า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเพณีการบวชในกรุงสยามนั้น เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่รู้ว่าเป็นหลักของใครเพราะอะไรเล่า
เมื่อสองพันกว่าปีก่อนนั้น ผู้ที่จะบวชเป็นบรรพชิตนั้น ถือว่าสละแล้วซึ่งโลกียะเพื่อบำเพ็ญไปสู่ในหลักแห่งโลกกุตรเพื่อหลุดพ้นแห่งวัฏสงสารการเวียนว่ายตายเกิดนั้น
แต่หารู้ไม่ว่า ปัจจุบันนี้การบวชแก้บน บวชสามเดือนบ้าง บวชสิบห้าวันบ้าง บวชสิบวันบ้าง เหล่านี้แหละ ทำให้พุทธศาสนาของเราเสื่อม เพราะคนเรามองไม่เข้าใจ กฏอันนี้อาตมากล้าพูดว่าองค์สมณโคดมไม่เคยบัญญัติเลย ว่ามีบวชแก้บน มิฉะนั้นจะมีพระอรหันต์ พระอนาคามีหรือ เพราะว่าบวชแล้วต้องบวช หมายถึงเราสละแล้ว
ทีนี้สภาวะนั้น เหล่าฆราวาสทั้งหลายถ้าอยากจะบวชสามเดือน บวชสิบห้าวันนั้น อาตมาอยากจะขอร้องว่าอย่าไปบวชเลย เสียข้าวของเสียผ้าเหลืองเปล่าๆ ถ้าจะบวชจริงๆ ก็ให้
"บวชใจ" หรือกักบริเวณบำเพ็ญของตนเอง ถือแบบพระจริงๆ โดยไม่ต้องไปโปรดสัตว์ไปบิณฑบาตก็ได้ เรียกว่าบวชจริงๆ บวชทางใจ การบวชแก้บนคือการที่บางคนไปห่มผ้าเหลือง ห่มแล้วกลับมากลับเป็นคนไม่ดี เพราะอะไรเล่า เพราะคนในปัจจุบันนี้ล้วนแล้วรู้เพียงแค่ละอองของพุทธะ ไม่รู้ว่าพุทธแท้เป็นอย่างไร
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักแห่งความจริงแล้ว ถ้าเราจะเป็นชาวพุทธที่แท้จริง อาตมาอยากจะบอกว่าไม่ต้องไปศึกษาพระไตรปิฏก ไม่ต้องไปศึกษาอรรกถา ฏีกาใดๆ ทั้งนั้น ควรจะศึกษากายในกาย ควรจะศึกษาสังขารในสังขาร ควรจะศึกษาวิญญาณในวิญญาณ เพราะอะไรเล่าเพราะว่านี่คือหลักแห่งความจริงที่องค์สมณโคดมวางไว้
ทีนี้ถ้าเราจะเป็นชาวพุทธแบบพุทธของโลกียะ อยากให้เขาถือว่า ฉันนี่แหละรู้เรื่องพระพุทธศาสนา เรียกว่าเอาแค่ชนะการพูดนั่นก็ควรศึกษา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ายิ่งศึกษาตำรายิ่งยุ่ง ยิ่งไม่รู้เรื่อง ถ้าจะศึกษาในหลักธรรมะอรรถกถาฏีกาต่างๆ หรือหลักธรรมะที่เกจิอาจารย์คนนี้บัญญัติไว้ เกจิอาจารย์คนนั้นบัญญัติไว้แล้ว ทั้งชาติที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ก็ศึกษาไม่จบ เพราะตำราทั้งหลายเกิดสะสมกันขึ้นมา เพราะฉะนั้นยิ่งศึกษาก็ยิ่งฟุ้งซ่านการเป็นชาวพุทธที่แท้จริงหรือ
การตามรอยองค์สมณโคดมที่แท้จริงคือการปฏิบัติ การพิจารณากายในกาย การพิจารณาธรรมในธรรม การพิจารณาวิญญาณในวิญญาณ การพิจารณาสังขารในสังขาร นี้แหละผู้นั้นจะเดินตามรอยองค์สมณโคดมทที่แท้จริง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า
"บวช" นั้นหมายความว่าตัดแล้วซึ่งโลกียะ ไม่ยุ่งแล้วซึ่งโลกของโลกียะ บวชตัวเพื่อที่จะบำเพ็ญให้ถึงจุดพุทธะ แล้วเอาหลักแห่งการบำเพ็ญถึงจุดแห่งพุทธะที่องค์สมณโคดมได้วางไว้ มาเผยแพร่สอนคนอื่นต่อไป
แต่ทุกวันนี้ รู้สึกว่าโลกของศาสนาพุทธกำลังไปสู่กาลแห่งความเสื่อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัจจุบันนี้กลายเป็นว่าบรรพชิตต้องอยู่ในปกครองของฆราวาส บรรพชิตจะต้องมีการตั้งตำแหน่งอะไรทั้งหลาย ซึ่งตำแหน่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ก่อให้จิตฟุ้งซ่าน เพราะฉะนั้นผู้ที่จะบำเพ็ญไปตามองค์สมณโคดมไม่สมควรหลงในตำแหน่งยศถาบรรดาศักดิ์เจ้าคุณเจ้าอะไรที่เขาตั้งกัน
เมื่อสมัยที่อาตมาอยู่ ณ กรุงศรีอโยธยา ได้รับตำแหน่งเป็นพระสังฆราชในวงศ์ของพระรามาธิบดีที่ 2 อาตมาได้เป็นสังฆราชอยู่ 3 พรรษา อาตมาหนีตำแหน่งสังฆราชไปสร้างวัดที่ปัตตานี เพราะอะไรเล่า เพราะว่าทีแรกๆ เราก็ไม่รู้นึกว่าเป็นสังฆราชเราก็ต้องทำตามแบบองค์สมณโคดมจะไปไหนๆ หรือไปในวังเราก็เดินไป แต่เขาบอกว่าไม่ได้ ท่านเป็นสังฆราชเดินไปไม่ได้ ต้องให้คนแบกไป นั่งเปลอะไรก็ไม่รู้ สองคนแบกกันไป อาตมาก็คิดในใจว่า แย่แล้วพอเป็นสังฆราชก็กลายเป็นคนป่วย เดินไม่ได้ ต้องให้เขาหาม ทีนี้ถ้าเราขืนหลงอยู่ในตำแหน่งนี้ เราก็ยิ่งฟุ้งกันใหญ่ ไม่รู้อะไรเป็นอะไร อาตมาเลยหนีไปจำพรรษาอยู่ ณ น้ำตกทรายขาว
วิถีการพิจารณาของอาตมาที่บำเพ็ญอยู่นั้น อาตมาไม่ได้มีอะไร อาตมาเริ่มด้วยการเพ่งน้ำในน้ำตกว่า น้ำนี้ไหลมาอย่างไร มาจากจุดใด มาอย่างไร ไปอย่างไร จึงรู้ว่ามันเป็นน้ำ เรื่องนี้เป็นเรื่องของธรรม มิฉะนั้นองค์สมณโคดมจะไม่เทศน์เอาไว้ว่า
"ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ผู้ใดปฏิบัติธรรม ผู้นั้นรู้เอง"
ถ้าจะเดินตามรอยองค์สมณโคดม ขั้นแรกแห่งการเป็นปุถุชนก็ต้องปฏิบัติในหลักศีล เมื่อศีลบริสุทธิ์แล้วก็ให้ปฏิบัติในหลักแห่งความเป็นสมาธิ เมื่อมีสมาธิแล้วให้ขึ้นสู่จุดแห่งปัญญา คือ เอาสมาธิพิจารณาสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ถึงพลังแห่งความสำเร็จของมัน สิ่งนี้ถ้าเปรียบเทียบกับทางโลกก็มีอยู่สองทาง สุดยอดของนิพพานคือละจนถึงที่สุด
สุดยอดของความรักคือเพิ่มกิเลสจนถึงที่สุด ทั้งสองทางนี้รวมกลุ่มเดินของมันแข่งกันไป ถ้าสภาวะนั้นผู้นั้นจิตอยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งถึงจุดอันหนึ่งมันก็เป็นความสำเร็จของมัน คือสำเร็จทางโลกกียะ หรือโลกกุตระ เหล่านี้แหละเป็นสิ่งที่แท้จริงขององค์สมณโคดม