เมื่อ50 ปีมาแล้ว ยังไม่มีใครเคยได้ยินชื่อสวนน้ำนันทศักดิ์เรืองเดช
สวนน้ำนันทศักดิ์เรืองเดช เป็นชื่อสถานที่ที่เขตวัฒนาพัฒนาขึ้นให้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของผู้คนในบริเวณ ซอยเอกมัย 30 อยู่ริมคลองแห่งหนึ่ง ซึ่งแต่เดิมเต็มไปด้วยผักตบชวา ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น
เมื่อ50 ปีก่อนนั้นบ้านของฉันอยู่ริมคลองแห่งนี้ รายรอบด้วยท้องทุ่งนาอันกว้างใหญ่ ประชาชนแถวนี้ประกอบอาชีพทำสวน ทำนา กันเกือบทั้งนั้น
เช่นเดียวกับพ่อแม่ของฉัน
วันหนึ่งพ่อแม่ ไปทำนา ปล่อยให้พี่สาวซึ่งแก่กว่าฉัน 2 ปี ดูแล โดยพี่จะบังคับให้ฉันนอนกลางวัน ถ้าไม่หลับ ห้ามออกมาจากห้อง มันเป็นอะไรที่น่าเบื่อหน่ายมาก คนไม่ง่วงก็จะให้นอน
ฉันจึงแกล้งทำทีเหมือนว่านอนหลับ สักพักใหญ่ พี่สาวก็นอนหลับไป ฉันจึงวิ่งตื๋อออกมานอกบ้าน ชีวิตนี้เป็นอิสระแล้ว
ฉันวิ่งไปที่สะพานท่าน้ำ ซึ่งเป็นไม้กระดานทอดออกไปในคลองที่เต็มแน่นไปด้วยผักตบชวา ทั้งต้นสีเขียวสด และดอกสีม่วงสวยงาม เชิญชวนฉันอยู่ นั่งยอง ๆ เอื้อมมือไปดึงลำต้นของผักตบชวา เพื่อจะเอามันไปหั่นเป็นชิ่นเล็ก ๆ เพื่อทำเป็นข้าวแกงขาย (ขายเอง ซื้อเอง เล่นคนเดียว) ฉันออกแรงดึงต้นผักตบเต็มกำลัง มันก็ไม่ขาดออกจากกัน ฉันก็ดึงอีก แรงขึ้น ๆ ๆ
ผึง! ผักตบไม่ได้ขาดออกจากกัน แต่มันหลุดขึ้นมาทั้งกอ ทั้งราก
ผลจากการออกแรงดึงเต็มกำลังนั้น เมื่อผักตบหลุดติดมือมา ฉันก็เสียหลัก ส่งผลให้ฉันหงายหลังลงสู่ท้องน้ำซึ่งเต็มแน่นไปด้วยผักตบชวานั้น!
ความตกใจ ประหลาดใจ ของเด็กวัย 5 ขวบ ทำให้ฉันลืมตาโพลง ลืมตา หยุดหายใจ ไปชั่วขณะหนึ่ง ฉันมองเห็นรากผักตบชวา ดำเป็นพรึ่ดไปหมด ฉันอยู่ใต้รากของมัน
ไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าใกล้ความตายไปขนาดไหน สายตาของฉันยังสำรวจรากดำ ๆของมันอยู่ยังไม่ได้หายใจเอาน้ำเข้าไปในท้องเลย แม่แต่นิดเดียว เมื่อตกลงไป ฉันก็ทะลึ่งขึ้นมา ขึ่นมาตามมุมที่ตกลงไป
ขณะนั้น ฉันรู้สึกเจ็บที่หนังศีรษะมาก เหมือนผมจะหลุดออกมาทั้งหัว ฉันถูกดึงขึ้นมา และนั่งห้อยขาอยู่ที่ไม้กระดานที่ทอดออกไปเป็นท่าน้ำ
ยังสำรวจรากมันไม่หมดเลย
คุณยายพา หรือที่เขาเรียกกันว่า "โต๊ะพา" นั่นเอง ที่ดึงฉันขึ้นมา
โต๊ะพา มีอาชีพเป็นคนตกปลาหมอ ล่อปลาใหญ่ (ตามที่แม่เคยพูดให้ฟัง) วันหนึ่งๆ โต๊ะพา
จะยืนถือเบ็ด หย่อนลงไปในคลอง และทำมือสั่นน้อย ๆ เพื่อล่อปลา ฉันไม่ค่อยได้สัมพันธ์กับโต๊ะพาเท่าไหร่นัก เพราะพ่อแม่จะห้ามไม่ให้มาที่คลองนี้ คลองนี้คือเขตหวงห้ามสำหรับฉัน ดังนั้น ฉันกับโต๊ะพาจึงไม่ค่อยได้พบกัน
โต๊ะพา คือคนที่ช่วยชีวิตฉัน เธอยังได้สั่งสอนฉันว่า อย่ามาเล่นที่นี้อีก ให้กลับบ้านไปซะฉันก็กลับบ้าน ไม่ได้ขอบคุณ ไม่ได้ยกมือไหว้ ไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น ไม่ได้เล่าให้ใครฟัง
พอกลับมาถึงบ้านก็เปลี่ยนเสื้อผ้า พี่สาวยังนอนไม่ตื่น ฉันก็นอนลงใกล้ ๆ พี่สาว แล้วหลับไป
น่าประหลาดที่ฉันไม่มีแม้อาการเป็นหวัด แสบจมูก เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยจริง ๆ
บัดนี้ คลองแห่งนี้ได้รับการดูแลจากสำนักงานเขตวัฒนา ไม่มีผักตบชวามาก เหมือนเมื่อก่อน มีเก้าอี้ มีเสาไฟฟ้าสว่างตอนกลางคืน เป็นสถานที่ให้คนมานั่งพักผ่อนหย่อนใจ
ตกปลาได้ด้วย
เมื่อนึกย้อนไป ถ้าไม่มีโต๊ะพา อยู่ ณ ตรงนั้น ฉันก็คงจมน้ำลงไปอีก หลังจากที่ทะลึ่งขึ้นมาได้ครั้งหนึ่ง และคราวนี้ ฉันจะไม่มีโอกาสได้ขึ้นมาจากน้ำพร้อมกับชีวิตตของฉันอีกเลย คงจะทิ้งร่างให้อยู่ใต้นั้น เพราะจะไม่มีใครมองเห็น คนข้างบนก็คงจะตามหากันจ้าละหวั่น และเมื่อไม่มีฉัน พ่อแม่ก็จะเศร้าโศกเสียใจมาก แต่ไม่น่าจะนานนัก ไม่นานคนก็คงจะลืมเลือนกันไป เพราะเด็ก 5 ขวบ ยังไม่ทันได้สร้างความดี ความชั่วอะไร
ชีวิตของฉันจากนั้น จนบัดนี้ ได้กำไรเหลือล้น เพราะมันควรจะเป็นศูนย์ แล้วในวันนั้น
แต่ฉันยังคงได้กำไรชีวิต ได้อยู่ต่อมาอีกนานหลายสิบปี ได้สั่งสอน อบรม นักเรียน หลายร้อยหลายพันคน
ขอบคุณพระเจ้าที่มอบชีวิตที่เหลือให้แก่ฉัน ฉันจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในการทำความดีในสายงานการประกอบอาชีพ ในการเป็นมนุษย์ ให้สมกับที่พระเจ้าให้กำไรอันประเสริฐนี้มา!