คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี | กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
santi_sur (สันติ สุรรัตน์)
โพสต์ล่าสุด
15 July 2007, 10:45 pm จากกระทู้ (ชมแล้ว: 633 ครั้ง)
ความเข้าใจเกี่ยวกับ เชื้อเพลิงที่มนุษย์ปัจจุบันคุ้นเคย เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน แอลกอฮอล์ หรือ อื่นๆ ที่เป็นสารประกอบระหว่างธาตุไฮโดรเจน ธาตุคาร์บอน และ ธาตุอ๊อกซิเจน หรือที่เรียกกันว่า สารประกอบไฮโดรคาร์บอน กับ ความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อเพลิง(อันที่จริงอยากจะเรียกใหม่ว่าเชื้อพลัง)ไฮโดรเจน นั้น คงต้องมีการปรับเปลี่ยนความเข้าใจ ปรับเปลี่ยนแนวคิดของมนุษย์ยุคนี้กันพอสมควร เพราะถ้ายึดถือเอาวิธีการบริโภคเชื้อเพลิงรูปแบบปัจจุบัน ก็จะสับสนได้กับ วิธีการของเซลล์เชื้อเพลิงกับไฮโดรเจน



สิ่งแรกๆ ที่ต้องเปลี่ยนความเข้าใจ คือ



1. การได้มาซึ่งพลังงาน เพื่อนำมาใช้อำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์นั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องเผาหรือสันดาปเชื้อเพลิงให้ได้เป็นพลังงานความร้อนก่อน อีกแล้ว ซึ่งถ้าไม่ต้องมีการสันดาปเชื้อเพลิงเมื่อใด มลภาวะทางอากาศจะลดไปทันที ไม่ว่าจะเป็น สารประกอบ NOx SOx และ COx



2. เชื้อเพลิงที่เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน หรือเชื้อเพลิงไฮโดรเจน ต่างก็เป็นสารนำพาพลังงาน (Energy Carrier) ด้วยกันทั้งสิ้น Fossil Fuel มีการหมักบ่มสะสมพลังงานจากธรรมชาติมานานเป็นล้านๆปี แล้วมนุษย์ก็ไปขุดขึ้นมาใช้ แล้วมาทำให้เกิดเป็นธุรกิจ กำหนดราคาต่อลิตร ต่อบาเรล กันอย่างสนุกสนานไม่เกรงใจธรรมชาติ ถ้าสมมุติว่าไม่มีน้ำมันดิบมาให้กลั่นเป็นน้ำมันเบ็นซิน เป็นน้ำมันดีเซล แล้วให้มีการสังเคราะห์น้ำมันดังกล่าวขึ้น ราคาคงจะแพงมากถึงขั้นทำไม่ได้ แต่ไฮโดรเจนสามารถผลิตออกมาได้ด้วยการแยกน้ำ (จะไม่มีมลภาวะใดๆ) หรือแยกจากสารประกอบไฮโดรคาร์บอน (จะมี COx ออกมาด้วย แต่ไม่มี SOx และ NOx เพราะไม่มีการสันดาป) ซึ่งก็มีการกล่าวกันมากว่าแพง เพราะไปเทียบกับต้นทุนเฉพาะที่มนุษย์นำมาประกอบธุรกิจ ไม่ได้รวมต้นทุนที่ธรรมชาติหมักบ่มมาเป็นล้านๆปีเข้าไว้ด้วย แต่เมื่อธุรกิจพลังงานปัจจุบันสามารถชี้นำโลกได้ ก็ต้องยอมที่จะรอให้มีการคิดกระบวนการใช้พลังงานธรรมชาติมาใช้ผลิตไฮโดรเจนให้ได้ประสิทธิภาพสูงขึ้น อันเป็นกระบวนการแปรรูปพลังงานธรรมชาติมาอยู่ในรูปของสารนำพาพลังงาน(คือไฮโดรเจน) ด้วยระยะเวลาที่สั้นและเร็ว ให้มนุษย์นำไปใช้สร้างพลังงาน เพื่อนำไปอำนวยความสะดวกต่างๆแก่มนุษย์เช่นที่คุ้นเคยในปัจจุบัน และทุกวันนี้ประเทศต่างๆ เร่งให้ทุนการวิจัยแก่นักวิจัยของตน ให้หากระบวนการ และวิธีการที่จะสามารถใช้พลังงานธรรมชาติที่แต่ละประเทศมีอยู่ (ซึ่งไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน) มาผลิตเชื้อเพลิงไฮโดรเจน แล้วไปจดสิทธิบัตรไว้ เอาไว้ขายให้ประเทศที่ไม่มีการเตรียมการในเรื่องนี้ สหรัฐฯเขาเก่งเรื่องพลังงานนิวเคลีย เขาก็จะผลิตไฮโดรเจนจากน้ำด้วยนิวเคลีย ไอซ์แลนด์เขามีพลังความร้อนใต้ดิน พลังงานจากธารน้ำแข็ง เขาก็จะใช้พลังงานธรรมชาติเหล่านั้นมาผลิตไฮโดรเจนจากน้ำ ประเทศในแถบเส้นศูนย์สูตรซึ่งเชื่อกันว่ามีแดดมาก ก็พากันคิดที่จะใช้พลังงานแสงแดดมาผลิตไฮโดรเจนจากน้ำ ประเทศในแถบอื่นๆเขาก็มองหาศักยภาพพลังงานธรรมชาติที่เขามีอยู่มาใช้ผลิตไฮโดรเจน แล้วประเทศของเราละ มีพลังงานธรรมชาติตัวไหนที่มีศักยภาพ รู้กันหรือยัง ถ้าเรามีซ้ำกับของประเทศอื่น แล้วเขาจดสิทธิบัตรไว้แล้ว ทำอย่างไรดีล่ะ ก็ต้องซื้อวิชาการของเขามาสินะ ถ้าไม่เตรียมตัวกัน ต่อไปแดดที่ส่องบนหลังคาบ้านเรา ถ้าจะเอามาผลิตไฮโดรเจน ก็ต้องจ่ายให้ลาวหรือกัมพูชาก่อน แล้วจะมานั่งเจ็บใจกันนะ



3. พลังงานไฟฟ้า ไม่จำเป็นว่าจะต้องได้จากการหมุนขดลวดผ่านเส้นแรงแม่เหล็ก เท่านั้น เพราะไฟฟ้าที่ได้จากปฏิกิริยาเคมีระหว่าง ไฮโดรเจน กับอ๊อกซิเจนในอากาศ ก็เพียงพอที่จะใช้อำนวยความสะดวกภายในบ้าน ขับเคลื่อนยานพาหนะ ให้พลังงานแก่อุปกรณ์พกพาทั้งหลาย ได้เช่นเดียวกัน และต่อไปถ้าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าไม่มีทั้งเสียงไม่มีทั้งควันพิษและใช้สารนำพาพลังงานที่ผลิตขึ้นได้เองจากพลังงานธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่นเป็นแหล่งต้นพลัง (เครื่องเซลล์เพลิง+ไฮโดรเจน) มนุษย์ทั้งหลายก็สามารถมีแหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดพอดีใช้ตั้งอยู่ข้างบ้านตนเอง หรือรวมกันตั้งขึ้นในหมู่บ้าน จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีการตั้งโรงผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่อยู่นอกเมืองไกลๆ (เพราะมันมีมลภาวะ) ซึ่งก็ต้องไปรบกวนความเป็นอยู่ของคนในละแวกนั้นให้ได้พบกับมลภาวะต่างๆ



4. สารนำพาพลังงาน (Energy Carrier) ทุกชนิดมีอันตราย หากใช้ไม่เป็น ไฮโดรเจน ก็ไม่ต่างจากสารไฮโดรคาร์บอนตัวอื่น เพียงแต่มนุษย์ทุกวันนี้ยังไม่คุ้นเคยกับมัน ก็จะต้องคิดไปสารพัด ยิ่งมีข้อมูลมาว่า มันเป็นสารที่มีจุดลุกไหม้ที่อุณหภูมิต่ำ (แสดงว่าไวไฟ) มันต้องระเบิดง่ายแน่ๆ เพราะถังที่เก็บก็คงไม่ต่างจากถังก๊าซที่เคยเห็นตามบ้านตามรถยนต์ ซึ่งนักวิจัยและพัฒนาก็ทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี ก็มีการออกแบบอุปกรณ์เก็บบรรจุแบบใหม่ ใช้วิทยาการด้าน Metal Hydride บ้าง ใช้ Carbon Nanotube บ้าง มีการสร้างอุปกรณ์ตรวจจับการรั่วซึม (ไฮโดรเจนไม่มีสีไม่มีกลิ่น) และวิทยาการทันสมัยอื่นๆอีกมากมาย เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่มนุษย์ที่จะใช้ไฮโดรเจนเป็นสารนำพาพลังงาน ทดแทน สารไฮโดรคาร์บอน และมีข้อมูลอีกประการหนึ่งที่จะบอกว่า เรือเหาะฮินเดนเบอร์กที่เกิดระเบิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 1937 ขณะลงจอดที่เมือง Lakehurt รัฐนิวเจอร์ซี่ สหรัฐอเมริกา ท่ามกลางพายุฝนฟ้าคนอง โดยทำการบินมาจากประเทศเยอรมันนีนั้น องค์การนาซ่าของสหรัฐฯ ได้มีผลสรุปออกมาเมื่อปี 1997 โดยนาย Addison Brain วิศวกรของ NASA ได้ใช้วิทยาการที่หลากหลายตรวจสอบหลักฐานต่างๆที่ยังหลงเหลืออยู่ จนได้ข้อสรุปว่า สาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนั้น ไม่ใช่เกิดจากไฮโดรเจน แต่เกิดจากแผ่นห่อหุ้มตัวยานซึ่งมีองค์ประกอบของสารใกล้เคียงกับเชื้อเพลิงที่ใช้ในจรวดปัจจุบัน โดยเกิดการสปาร์กของไฟฟ้าสถิตขณะที่ทิ้งเชือกโยงจากยานลงสู่พื้นดิน เปลวไฟสีส้มสดที่พยานเห็นนั้น ไม่ใช่เปลวไฟของไฮโดรเจน เพราะไฮโดรเจนเมื่อลุกไหม้จะไม่มีเปลวไฟให้ได้เห็น และถ้าเกิดจากไฮโดรเจนที่บรรจุภายในตัวยานจะต้องมีการระเบิดฉีกชิ้นส่วนต่างๆให้กระเด็นออกไป แต่พยานไม่เห็นการปลิวของชิ้นส่วนใดๆ เหตุผลต่างๆเหล่านี้ NASA จึงได้สรุปออกมาแล้วว่า ไฮโดรเจนไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมฮินเดนเบอร์ก อย่างที่เข้าใจกัน



Sources:



National Hydrogen Association: http://www.hydrogenus.com/advocate/ad22zepp.htm






PBS: http://www.pbs.org/wnet/secrets/html/e 3-resources.html



Vidicom Media Productions: http://www.vidicom-tv.com/tohiburg.htm






Navy Lakehurst Historical Society, INC: http://www.nlhs.com/hindenburg.htm






What You Need to Know About: http://history1900s.about.com/library/weekly/aa102600a.htm






ดังนั้นเรื่องความปลอดภัยนั้น มีการเตรียมการกันไว้อย่างรอบคอบ ก็อยู่ที่คนใช้ด้วยว่า ต้องทำตามวิธีที่กำหนด ซึ่งก็คงไม่ยากเกินไป



เหล่านี้คือประเด็นที่มนุษย์ในยุคปัจจุบัน จะต้องปรับเปลี่ยนความเข้าใจ ก่อนที่โลกจะเคลื่อนเข้าสู่ยุคไฮโดรเจน ซึ่งมีการประมาณการกันไว้ว่า น่าจะเริ่มที่ปี 2010 เป็นต้นไปนะครับ และยังมีพยากรณ์กันไว้อีกว่า ยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engine : ICE) จะหมดไปจากถนนในราวปี 2020 และอาจจะเร็วขึ้นถ้าราคาน้ำมันเชื้อเพลิงยังไม่หยุดขึ้น



คนไทยรุ่นที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปอาจจะไม่มีโอกาสได้สัมผัส ห่วงแต่เด็กๆ และคนรุ่นหนุ่มสาว จะต้องได้พบแน่ๆ แล้วเราไม่เตรียมความรู้ความเข้าใจไว้ให้พวกเขาบ้างเลยหรือ เด็กประถม เด็กมัธยมในวันนี้ของ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ยุโรป เขาเพิ่มหลักสูตรวิทยาศาสตร์ให้ได้เรียนรู้เรื่องไฮโดรเจน และเซลล์เชื้อเพลิงกันแล้ว ของไทยเรายังไม่มีท่าทีของภาครัฐที่จะเตรียมตัวใดๆเลย



รถยนต์ Fuel Cell มีการผลิตเป็นรถต้นแบบกันทุกยี่ห้อ หลายประเทศมีการติดต่อขอนำไปทดสอบเก็บตัวเลข ทำสถิติกันอยู่อย่างขมักเขม่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตของไทย (EGAT) มีการผลิตไฮโดรเจนเพื่อใช้ในขบวนการผลิตไฟฟ้า และมีเหลือใช้นำออกขายที่ราคา 44 บาทต่อ 1 ลบ.เมตรที่ 150 แรงดันบรรยายกาศ มีใครในประเทศไทยทราบมั่งว่า ปริมาณไฮโดรเจนขนาดนี้ถ้าใช้ขับเคลื่อนรถยนต์ Necar IV ของ เดมเล่อร์ไคร์สเล่อร์ จะแล่นได้กี่กิโลเมตร (แต่สิงคโปร์รู้แล้ว เขาเอาไป 6 คันวิ่งทดสอบอยู่เกือบ 6 เดือน จนมหาวิทยาลัยนานยาง ได้แนะนำให้รัฐบาลเตรียมประเทศของเขาให้เป็น Hydrogen Cluster แล้ว) ในการจัดกีฬาโอลิมปิก 2008 ที่กรุงปักกิ่ง รัฐบาลจีนได้รับการสนับสนุนจาก เดมเล่อร์ไคร์สเล่อร์ นำรถยนต์โดยสาร Fuel Cell รุ่น Citaro จำนวน 20 คัน ไปวิ่งบริการที่กรุงปักกิ่ง คงจะมีการเก็บตัวเลขต่างๆเอาไว้มากมาย ทราบแล้วก็ได้แต่ทำใจ

บทความ โดยสมาชิกท่านนี้

กระทู้ โดยสมาชิกท่านนี้
ยังไม่มีงานเขียน

ข้อสอบ โดยสมาชิกท่านนี้
ยังไม่มีงานเขียน

นิยาย โดยสมาชิกท่านนี้
Blog ของ santi_sur (views: 36)
เรื่องราวน่าสนใจ น่่าตื่นเต้น ที่ฉันพบเห็น และอยากบันทึกไว้ และอยากแบ่งปันให้ ทุกคนได้อ่านใน Blog ของ santi_sur



santi_sur
(สันติ สุรรัตน์)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 300 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 10 เดือน
แบ่งปันความรู้ 2 ครั้ง
ได้รับดาว 150 ดวง

โหวตเพิ่มดาว
Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.