"อ้าวคุณธรรม์ทำไมวันนี้แต่งตัวเสร็จแต่เช้าเลยค่ะ รีบไปไหนค่ะ จะรับข้าวตัมหน่อยมั้ยคะ" ธรรม์ยกหูโทรศัพท์ อีกมือนึงก็ควานหาเบอร์จากออแกนไนเซอร์อีเลคทรอนีกที่อยู่ในมือ
"ไม่หล่ะแม่อุ่น ผมมีธุระนิดหน่อย คงต้องรีบออกไปก่อน"
"สวัสดีครับ ขอสายหมออัญหน่อยครับ"
"ครับ ๆ .... จากธรรม์ครับ"
เสียงหวานใสจากอีกฝ่ายดังผ่านมาตามสาย
อัญ : "เจ้าธรรม์เหรอกลับมาเมื่อไหร่เนี่ย ไม่เห็นโทรมาบอกพี่มั่งเลยนะเรานี่"
ธรรม์:"เพิ่งกลับไม่ถึงเดือนเลยครับพี่อัญ พี่เป็นไงมั่งครับ"
อัญ :"ก็ดีหล่ะนะเพียงแต่ยุ่งนิดหน่อยช่วงนี้ ว่าแต่เราเถอะกลับมาแล้วทำงาน ที่ไหนหรือยังนี่"
ธรรม์ : "ยังเลยครับ ก็เดินเล่นไปมา"
อัญ : "มีเรื่องอะไรไม่สบายใจ ใช่มั้ยหล่ะถึงได้โทรมาหาพี่วันนี้"
ธรรม์ : "แหม! สมกับที่เป็นจิตแพทย์ เกียรตินิยมอันดับหนึ่งจาก King's College จริง ๆ นะครับ"
อัญ : "พี่รู้จักเธอดีต่างหากจ๊ะธรรม์ ว่าไง มีอะไรไม่สบายใจเหรอ"
ธรรม์ : "คือเรื่องเป็นยังงี้ครับ..."
หมออัญฟังเรื่องที่ผู้เป็นทั้งเพื่อนและน้องเล่ามาอย่างตั้งอกตั้งใจ ในที่สุดทนไม่ได้จึงหลุดปาดออกมา
"แกเพ้อหรือเปล่า นายธรรม์"
"โถ่พี่ เพ้ออะไรกัน พี่ก็รู้ว่าผมไม่ใช่พวกเพ้อฝัน"
"เออ จริงว่ะ งั้นไม่เพ้อก็บ้า"
"อ้าว ตกลงพี่จะเชื่อผมหรือเปล่า"
หมออัญหัวเราะใส่กระบอกโทรศัพท์นิดๆ ก่อนจะตกลงปลงใจเชื่อเรื่องที่ธรรม์กล่าวมา เขารู้จักผู้ชายคนนี้ดี
"พี่ว่าเราไม่บ้าหรอก แต่พี่ก็ไม่ค่อยเชื่อเรื่องผีสางหรือการย้อนยุคซักเท่าไหร่ แต่ธรรม์อาจจะรู้สึกผูกพันและกลัวการสูญเสียมากกว่า เอางี้สิจ๊ะธรรม์ พี่ว่า ธรรม์ลองไปค้างที่เรือนไทยดูซักสองสามคืนมั้ยหล่ะ ยังมีคนอยู่ไม่ใช่เหรอ"
ธรรม์วางสายจากหมออัญชลิกา ก่อนที่จะขับรถออกไปจากบ้านและแวะไปที่เรือนไทยก่อนที่จะไปทำงาน
" อ้าว คุณธรรม์ วันนี้มาแต่เช้าเชียวครับ" ลุงสุขที่กำลังดูแลสวนอยู่ วางเครื่องมือลงกับพื้นหญ้า ก่อนที่จะเดินเข้ามาต้อนรับผู้เป็นนาย
" ฉันจะแวะมาบอกลุงสุขน่ะ ฉันว่าฉันจะตกแต่งเรือนไทยข้างบนไว้ให้เรียบร้อยน่ะ" ธรรม์พูดกับลุงสุขแต่สายตามองเลยไปยังแก้วกินรีในชุดนักศึกษา
"วันนี้คงมีช่างเข้ามาจัดการหาของเข้ามาตกแต่งห้องซะใหม่นะ" ธรรม์บอกพลางถอนใจ
เรื่องราวทั้งในอดีตและปัจจุบันของเขากำลังอยู่ในจุดที่วุ่นวายเหลือกำลัง เมื่อคุณโสภาพรรณกับสุกัญญา มาถึงเมืองไทย เขาคงมีเรื่องปวดหัวเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า
ธรรม์ละสายตาจากนายสุขอีกครั้งเมื่อเห็นแก้วกินรี เดินผ่านเขากับนายสุขไป
"แก้ว จะไปเรียนใช่ไหม ฉันจะไปส่ง" ธรรม์หันไปบอกลานายสุข ก่อนที่จะเดินไปหาหญิงสาวที่ยืนหน้างออยู่ห่าง ๆ
"ฉันไปเองได้" ไม่พูดเปล่าหญิงสาวเดินหนีออกไปทันทีเมื่อชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้ แต่ก็ยังไม่ไวเท่ามือของธรรม์ที่คว้าแขนเธอเอาไว้ได้อย่างรวดเร็ว "ทางผ่านอยู่แล้ว ฉันจะไปส่งเอง" ธรรม์กึ่งลากกึ่งจูงแก้วกินรีไปที่รถ ก่อนจะเปิดประตูฝั่งข้างคนขับแล้วยัดแก้วกินรีลงไป ก่อนที่จะเดินไปเปิดประตูด้านคนขับ
"ว่าง่าย ๆ ตั้งแต่แรกก็ไม่ต้องจูงกันให้เหนื่อย"
หญิงสาวที่นั่งข้าง ๆ ไม่ตอบ สายตามองออกไปนอกหน้าต่างและไม่พูดจากับธรรม์ตลอดทาง
สุรชาติก้าวเข้ามาในห้องทำงานของธรรม์ สีหน้าแสดงความวิตกกังวลอย่างมาก
"มีอะไรเหรอ ชาติ หน้าตาไม่สบายเลยนะ"
"เรื่องคุณปีเตอร์ ลูกค้าที่มาติดต่อกับทางเราเมื่อวันก่อนน่ะครับ" สุรชาติขยับตัวเล็กน้อยอย่างอึดอัดที่จะพูดต่อ " คุณปีเตอร์เป็นลูกค้าเก่าของนายกำธร บริษัทคู่แข่งของเราน่ะครับ"
ธรรม์ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เรื่องปวดหัวอีกหนึ่งเรื่องแล้วสินะ
" นายกำธรนะมีอิทธิพลมากนะครับ ผมกลัวว่าเขาจะเล่นสกปรก" สุรชาติกล่าวต่อเมื่อเห็นธรรม์นิ่งฟัง
ธรรม์หมุนเก้าอี้เล่นก่อนที่จะลุกขึ้นมองสุรชาติด้วยสายตาที่มุ่งมั่น
" เราทำธุรกิจนะชาติ มันก็ต้องมีได้มีเสีย นายกำธรอะไรนั่นน่าจะเข้าใจ บ้านเมืองมีกฎหมาย นายนั่นคงไม่ทำอะไรรุนแรงนัก"
" ครับ" สุรชาติรับคำ แต่ก้มหน้านิ่งอย่างหนักใจ
ชายหนุ่มรำพึงกับตนเอง ปัญหาเก่ายังไม่คลาย ปัญหาใหม่ก็เข้ามาให้เขาได้ปวดหัวอีกแล้ว ตกเย็นชายหน่มขับรภไปตามท้องถนนเรื่อยๆ หัวคิ้วขมวดเข้าหากัน ด้วยความคิดวิตกในเรื่องงานที่ยังค้างคาจากการประชุมด่วนเมื่อชั่วครู่ เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งรถก็จอกลงตรงหน้าเรื่อนไทยหลังเดิม นี่เขาใจลอยจนขับรถมาถึงนี่เชียวหรือ ชายหนุ่มไม่อยากตอบคำถามของตนเอง เพราะอันที่จริงเขาก็อยากเห็นใบหน้าของหญิงสาวที่เขาได้ไปส่งถึงหน้ามหาวิทยาลัย เมื่อเช้านี้
ธรรม์ก้าวขึ้นไปบนเรือนไทยที่เขาคุ้นตา ภาพในภวังค์แห่งอดีตนั้น เรือนไทยนี้ยังดูใหม่อยู่มาก เนื่องจากได้รับการดูแลอย่างดี และมีผู้คนอาศัยอยู่ ในปัจจุบันแม้ว่าจะมีนายสุขกับแก้วกินรีช่วยดูแล แต่ก็ไม่มีคนอยู่อาศัยทำให้สภาพบนเรือนดูทรุดโทรมลงมาก
"มาประเมินราคาเหรอคะ คุณเจ้าของบ้าน" เสียงของหญิงสาว สะกิดความสนใจของธรรม์ให้หันไปมอง
"เปล่า ฉันแค่อยากจะเดินดู รอบ ๆ เท่านั้นเอง" ธรรม์ตอบพลางหันไปมองรอบ ๆ ตัว เหมือนจะไม่อยากจะถูกหญิงสาวค่อนเอาอีก "จะได้รู้ว่าควรจะปรับปรุงตรงไหนบ้าง"
แก้วกินรีไม่ยอมแพ้ เดินมาขวางหน้าชายหนุ่มแล้วพูดต่อประโยคของเขาว่า "แล้วจะใช้เงินเท่าไร คุณจะได้คิดราคาค่าบ้านได้สมน้ำสมเนื้อ ได้เงินเข้ากระเป๋าเยอะ ๆ ใช่มั้ยล่ะ" หญิงสาวสบสายตาชายหนุ่มอย่างหาเรื่อง
ธรรม์ถอนหายใจ ก่อนที่จะพูดกับหญิงสาวด้วยน้ำเสียงเอ็นดู
"เธอยังไม่เข้าใจอะไรอีกหลายอย่างนะแก้ว ฉันไม่อยากให้เธอเห็นฉันเป็นคนเห็นแก่เงินแบบนี้"
"ก็เห็นอยู่นี่ไงล่ะ" หญิงสาวไม่ยอมเลิกราง่าย ๆ
ธรรม์วางมือลงบนบ่าของหญิงสาว ก่อนที่จะพูดทิ้งท้าย
"เธอยังเด็กอยู่มากนะ บางทีคนเราก็ทำในสิ่งที่ไม่ต้องการจะทำ หรือไม่เคยคิดจะทำหรอก"
แก้วกินรียืนนิ่ง พูดอะไรไม่ออก สายตาที่ชายหนุ่มมองเธอนั้น มันอะไรกันนะ
"สักวันเธอจะเข้าใจเอง" ชายหนุ่มดึงมือกลับก่อนที่จะเดินหันกลับไปทางบันไดหน้าเรือน "ฉันกลับก่อนนะ"
ภาพในอดีตเกิดขึ้นอีกครั้งในคืนนั้น
"แม่สร้อย" คุณเทพกอดผู้เป็นภรรยาอย่างเอาใจ คุณสร้อยนั้นแม้จะรู้เรื่องที่คุณเทพ ไปติดพันหญิงคนอื่น หากแต่เธอก็นิ่งและสงบพอที่จะคิดได้ บางครั้งการทำหูหนวก ตาบอดไปบ้าง ก็ช่วยให้ชีวิตคู่ราบรื่น และคุณสร้อยนั้นก็รักคุณเทพมากจนยอมให้ได้ทุกอย่าง แม้แต่
ฉันมีเรื่องจะขอแม่สร้อย" คุณเทพพูดอย่างไม่มั่นใจในเรื่องที่จะขอนัก
"เรื่องผู้หญิงหรือคะ" คุณสร้อยต่อให้เมื่อเห็นผู้เป็นสามีนิ่งเงียบไป คุณเทพนั้นยิ้มให้ภรรยาอย่างดีใจ และมั่นใจที่จะพูดมากขึ้น
"แม่นวลน่ะ แม่สร้อย ตอนนี้แม่นวลอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีคนดูแล"
"สร้อยจะให้เด็กจัดห้องให้ค่ะ" คุณสร้อยไม่รอให้คุณเทพได้พูดต่อ บางที มันอาจจะเจ็บปวดมากเกินไป หากได้คำขอนั้นออกมาจากปากสามีจริง ๆ วันรุ่งขึ้น คุณนวล ก็เข้ามาอยู่ในบ้านในฐานะภรรยาอีกคนหนึ่งของคุณเทพ
คำพูดที่ว่าความอดทนของมนุษย์มีจุดสิ้นสุดนั้นมีอยู่จริง แทนที่นวลจะประพฤติตัวอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว กลับจองหอง หยิ่งผยอง แม้ในบางครั้งลับหลังกลับพูดจาข่มขู่คุณสร้อย คุณสร้อยเสมือนตกอยู่ในที่นั่งลำบากเพียงคนเดียว ไม่กล้าแม้นแต่จะเอ่ยปากปรึกษาใคร ในที่สุดจดหมายที่ระบายความทุกข์แสนสาหัสก็ถูกส่งไปยังมือคุณทัด คุณเทพซึ่งไม่รู้เลยว่าคุณสร้อยผู้เป็นที่รักลำบากเพียงใด จึงเอาอกเอาใจคุณนวลจนไม่สนใจคุณสร้อยแม้แต่นิดเดียว จดหมายที่ถูกส่งไปยังคุณทัดจึงไม่ได้มีเพียงฉบับเดียว
รุ่งขึ้น ธรรม์ตื่นมาและกำลังจะเดินทางไปหาหมออัญชลิกาเพื่อเล่าเรื่องเมื่อคืนให้ฟังในขณะที่นั่งรถไปนั้น เขาก็พยายามทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเขา ตั้งเเต่เรื่องธุรกิจตลอดจนสิ่งแปลกๆที่เขาพบเจอในช่วงนี้ เเละในที่สุดเขาก็ถึงคลินิกที่หมออัญชลิกาทำงานอยู่ เขาเข้าไป บอกพยาบาลที่นั่งอยู่ว่าต้องการพบหมออัญชลิกา พยาบาลจึงบอกว่า"ตอนนี้คุณหมออัญชลิกามีเพื่อนมาเยี่ยม คุณจะเข้าไปเลยรึเปล่าคะ" ธรรม์ตอบตกลง แล้วเดินตามพยาบาลเข้าไป แล้วธรรม์ก็ต้องตะลึงเพราะหญิงที่นั่งอยู่กับหมออัญชลิกา มีใบหน้าเหมือนกับคุณนวลที่อยู่ในภาพอดีต เมื่อหมออัญชลิกาเห็นธรรม์เดินเข้ามา จึงกล่าวว่า "สวัสดีธรรม์ เข้ามานี่สิ แนะนำเลยละกันนี่เพื่อนพี่ชื่อโสประภา โสนี่น้องเราชื่อธรรม์" ทั้งสามคุยกันอยู่ครู่หนึ่งโสประภาจึงลากลับ
อัญชลิกาและธรรม์เดินออกไปส่งโสประภาที่รถ
"ทำไมธรรม์ ดูตกใจกับเพื่อนพี่ละ คงไม่ได้ตกตะลึงในความงามของเพื่อนพี่หรอกนะ"อัญชลิกาถามธรรม์ หลังจากที่โสประภาออกรถไปแล้ว ธรรม์นิ่งไม่ได้ตอบอะไร นอกจากคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน
"เอ...หรือจะเป็นเรื่องกลับชาตินั่นอีก เพื่อนโสของพี่คงไม่ได้เป็นใครในชาติที่แล้วของธรรม์อีกหรอกนะ" อัญถามเล่นๆ หวังพูดแซวให้หายเครียด แต่สีหน้าของธรรม์กลับเข้มขึ้นไป
"เฮ้ย...จริงหรือว่ะ...จริงหรือจ๊ะ ธรรม์ แล้วไม่มีพี่ในชาติที่แล้วบ้างเลยหรือไง" อัญยังคงหยอกเหย้าธรรม์ ให้หายเครียด เธออาจไม่ได้ปลงใจเชื่อเสียร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า "เรื่องการกลับชาติมาเกิด" จะมีจริง แต่อย่างไรเธอก็เชื่อในตัวน้องชาย เธอเดินนำน้องชายเข้าคลินิก พร้อมกับพูดว่า "ไหนเล่าให้พี่ฟังสิ"
************************************************
สามารถแต่งต่อจากนี้ได้...เป็นต้นไป โดยแต่งต่อได้ใน หน้า 1