คำว่า “
ข้าวัด ” หมายความว่า เลกวัด ซึ่งนอกจากคำว่า ข้าวัดแล้ว ยังมีคำอื่น ๆ ในเชิงที่มีความหมายเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น
ข้าพระ, ข้าอยาดน้ำหมายทาน, ข้าน้ำอยาด, ข้าโอกาสอยาดน้ำ, ข้าพระเจ้า อันล้วนแล้วแต่หมายถึง เลกวัด หรือ บุคคลที่มีผู้กรวดน้ำอุทิศถวายไว้เพื่อให้ดูแลวัดเป็นต้น [1] สำหรับจารึกบางหลักอาจใช้คำว่า “
อารามิก” [2] อันหมายถึง ผู้ทำการในวัด หรือคนสำหรับประจำวัด หรือในเอกสารทางอยุธยา จะเรียกว่า “
คนทานพระกัลปนา” [3] ซึ่งก็คือ ข้าวัดเช่นเดียวกัน
ข้าวัดเมื่อแรกเริ่มในล้านนา
จากการที่ได้กล่าวแล้วว่า “ข้าวัด” เป็นผลจากกระบวนการกัลปนา ของผู้มีอำนาจในสังคม สำหรับในดินแดนล้านนานานั้น ประเพณีการกัลปนาอุทิศที่ดิน ผู้คน และสิ่งของให้เป็นทานไว้กับวัด หรือไว้กับพระพุทธศาสนานั้น มีหลักฐานปรากฏว่ามีอย่างน้อยที่สุดในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ อันเป็นของกลุ่มที่ใช้อักษรมอญ ภาษามอญ ในบริเวณลุ่มน้ำปิง ในบริเวณจังหวัดลำพูน [4] ด้วยถือหลักฐานอันเป็นศิลาจารึกเป็นสำคัญ
หากเมื่อพิจารณาจากตำนาน อันเป็นงานเขียนที่มีมากในดินแดนล้านนา จะพบว่ามีหลายตำนานที่อ้างถึงการกัลปนาข้าวัดไกลกว่าพุทธศตวรรษที่ ๑๗ นั่นคือในสมัยของพระนางจามเทวี
พระเจ้าละโว้ พระพุทธรูปปางนาคปรก ว่ากันว่านำมาพร้อมกับพระนางจามเทวี
ในตำนานพระธาตุลำปางหลวงตอนหนึ่งว่า
“
แล้วพระนางก็สั่งให้มีการฉลองสมโภชพระสารีริกธาตุตลอด ๗ วัน ๗ คืน เสร็จแล้ว พระนางจึงได้จัดการถวายนาราคาล้านเบี้ยให้เป็นนาของพระบรมสารีริกธาตุ และถวายล่ามพันทองกับนางดอกไม้ ที่เป็นทาสาและทาสีของพระนาง ให้อยู่เป็นผู้ปฏิบัติรักษาพระบรมสารีริกธาตุ นอกจากนี้ พระนางยังได้ถวายข้าทาสชายหญิงของพระนางอีก ๘ ครัว ให้อยู่ปฏิบัติรักษาพระบรมสารีริกธาตุ กับไว้ข้าทาสชายหญิงอีก ๒ ครัว ให้อยู่ปฏิบัติรักษาบ่อน้ำที่เกิดจากการตั้งสัจจอธิษฐานของพระองค์” [5]
ซึ่งก็พ้องกันกับตำนานพระธาตุลำปางหลวง อีกสองฉบับ ที่บอกว่า “
นางจามเทวี ไว้ข้ากับพระมหาธาตุเจ้า ๙ ฅนแล” [6] ส่วนอีกฉบับหนึ่งก็ว่า “
นางจามเทวีไว้ขากับพระมหาธาตุเจ้า ๙ ครัวแล” [7]
ส่วนในเรื่องราวตำนานแห่งพระธาตุดอยตุง นั้นได้อ้างการกัลปนาข้าวัดไปถึงในสมัยของพระญาอชุตราช อันเป็นกษัตริย์ลำดับที่ ๓ แห่งราชวงศ์สิงหนวัติ ของเวียงโยนกนครซึ่งครองราชย์ตั้งแต่ พ.ศ. ๕๖๑ – ๖๖๐ [8] ว่า “
เมื่อนั้น พระญาอชุตธรรมราช ก็อยู่อุปัฏฐากธาตุเจ้ากับทั้งอรหันตาที่นั้น พระญาก็เอาทมิละทั้งหลาย กล่าวคือ ลวะ ทั้งมวลได้ ๕๐๐ คน มาหยาดน้ำไว้เป็นข้าพระมหาธาตุเจ้า ที่อยู่หื้ออุปัฏฐากแล้ว จิ่งไว้เขต ๓๐๐๐ วา รอดชุด้าน แล้วพระญาก็หยาดน้ำไว้ชุอัน แล้วก็ลงมาสู่ที่อยู่แห่งตน แล้วก็หื้อทานรักษาศีลบ่ขาด” [9] กับอีกฉบับหนึ่งว่า “
อชุตราชเจ้า ซื้อเอากับปู่เจ้าลาวจก บริจาคไว้รักษาพระบรมธาตุเจ้านั้นเป็นราคา ๑,๐๐๐ ตำลึงทอง” [10]
1พระธาตุดอยตุงในอดีต
ฉะนั้นเมื่อพิจารณาจากตำนานพระธาตุแล้วก็กล่าวได้ว่า “ข้าวัด” ก็มีมานานในช่วง พุทธศตวรรษที่ ๗ กันเลยทีเดียว และก็มีข้อเสนอบางข้อที่กล่าวว่า ข้าพระอาจจะมีสมัยที่ชาวล้านนานับถือพุทธศาสนานิกายมหายานแล้วก็เป็นได้ [11]
การสืบทอดการกัลปนาข้าวัดในล้านนา
เมื่อมีจารีตการกัลปนา ทานผลประโยชน์ไว้กับวัดเป็นหลายสิ่ง ทั้งที่เป็นอาณาเขตวัด ที่นา ทั้งนาพระเจ้า นาวัด และส่วนที่เป็นนาจังหัน คือนาที่สำหรับทำนาไว้เป็นจังหันให้กับพระภิกษุสามเณรที่อยู่ในวัดนั้น นอกจากนี้ยังมีสวนหมากสวนพลู ข้าวของเครื่องใช้ที่กษัตริย์พระราชทานมาไว้ สำหรับวัดที่กษัตริย์เป็นผู้สร้าง หรือโปรดให้สร้าง รวมถึงของที่มาจากจิตศรัทธา จึงจำเป็นต้องมีการกัลปนาข้าพระให้มาจัดการดูแลในส่วนนี้ด้วย โดยเฉพาะในแง่ของแรงงานในการอุปัฏฐาก จากสมัยหนึ่ง ไปสู่อีกสมัยหนึ่ง สืบทอดกันมาตลอดในช่วงเวลาที่ผ่านมา
หลังสมัยของพระนางจามเทวีเป็นต้นมา ในสมัยอาณาจักรหริภุญไชยก็มีการสืบทอดจารีตนี้มา โดยเฉพาะในการพบพระบรมธาตุ ในสมัยของพระยาอาทิตตราช ที่ว่า
“
พระยาอาทิตตราช ก็ให้ช่างทั้งหลาย ก่อสร้างปราสาทหลังหนึ่ง มี ๔ เสา มีโชง(โค้ง) ทั้ง ๔ ด้าน สูง ๑๒ ศอก ปราสาทหลังนี้ ก่อด้วยอิฐดิน อิฐเงิน อิฐทองคำ แต่ละก้อนมีน้ำหนัก ๑,๕๐๐ วิจิตรด้วยรัตนะ ๗ ประการ สร้างครอบโกศทองคำอีกชั้นหนึ่ง และพระองค์ก็ทรงกระทำการสักการบูชาและถวายทานเป็นอันมาก ได้ทรงถวายทานทาสไว้สำหรับปฏิบัติกวาดแผ้ว จำนวน ๔ ครัวเรือน ถวายไม้สีฟันแลน้ำล้างหน้าแก่พระธาตุเจ้าด้วย” [12]
พระธาตุหริภุญชัย หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ธาตุหลวงหละปูน
ส่วนในสมัยราชวงศ์มังราย ก็มีการทำบุญมากมาย ซึ่งทางหนึ่งก็เป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับกษัตริย์ในการขึ้นครองราชย์ ด้วยการทำตัวเป็น “ธรรมราชา” ที่เป็นศาสนูปถัมภก เช่น
ดังเริ่มจากตัวของพระญามังรายเอง อันเป็นปฐมวงศ์นี้คราวเมื่ออยู่เมืองเชียงราย ก็ได้ทำการกัลปนาข้าคนไว้กับวัดด้วยเช่นกัน ดังที่ว่า “
สกราช ๖๒๔ (พ.ศ. ๑๘๐๕) ทานลวะไว้กับวัดพระหลวง ๘ ครัว แดที่ ๔ เสาไว้กับวัดพระหลวงที่นั้นก่อนแล” [13]
จวบจนในสมัยของพระญากือนาในคราวที่มาครองเมืองเชียงราย ก็มีการกัลปนาคนซ้ำอีก “
ท้าวมหาพรหม แลพระกือนามากินเมืองเชียงรายปีล้วงไค้ สกราช ๗๓๓ ตัว ท้าวมหาพรหม อันน้องซ้ำทานลวะ ๘ ครัวนั้นตามดั่งพระมังรายนั้นแล้ว ไว้แดนที่แถมตั้งห้วยหว้ายท่างัว ขึ้นแผวแม่กกจุแดนเมืองฝาง ไว้กับวัดพระหลวงนั้น ตราบเมี้ยนสาสนา ๕ พระวัสสา ตามเจ้ามังรายเปนถ้วนสองแล” [14]
ในสมัยของพญาแสนภูที่สร้างวัดป่าสักที่เมืองเชียงแสน แล้วราชบุตรของพญาแสนภู อันได้แก่ ท้าวพันพู ท้าวเพิงพู ท้าวผายู และท้าวฅำพู ก็ร่วมกันกัลปนาข้าพระไว้ด้วย ดังที่ว่า “
ท้าวทัง ๔ ตนก็โอกาสข้าลวะ ๓ ร้อยครัวนั้น กับแผ่นดินคามเขตป่ายางทังมวลฝูงนี้ เวนทานกับวัดป่าสัก ส่องหน้าพระสังฆเจ้า ๓ ร้อยปลาย ๔ พระองค์ในข่วงมหาเจติยะ เทียนหลวงเหล้มหมื่น (จำนวน) ๔ เหล้ม เจาะปูชาหยาดน้ำตกเหนือแผ่นดิน ส่งหน้าพระสังฆะเจ้าชุตน วันเดือน ๗ เพ็ง เม็งวัน ๑ ไทย กาบเส้ด ฤกษ์ ๒๖ ตัว เปนอัจจริยะมากนักแล” [15]
สำหรับในช่วงเวลาเดียวกับรัชสมัยของพระญาผายู นั้น ในเมืองแพร่ ซึ่งขณะนั้นยังเป็นเมืองอิสระ และยังไม่ได้ผนวกรวมกับเชียงใหม่นั้น ก็ได้มีการกัลปนาคนไว้กับศาสนาด้วยเช่นกัน ดังที่ว่า “
ปีกัดเหม้าแลโถะแต่ก่อหินแลงสิบ..(ทั้)งสทายปูนเดือนหนึ่ง แล้วจึงปลูกทั้งศาลาด้วยแล จึงแต่งหากระยาทา(น) ......คนครอกหนึ่งให้ดูพระ” [16]
ส่วนในสมัยของเจ้าสามฝั่งแกน ก็มีการกัลปนาข้าพระให้กับวัดสุวรรณวิหาร ดังนี้ “
จะนับจะบ้านไซร้ได้ ๑๘๗ บ้าน ย่อมบ้านมีเลิน ผิจะนับเรินว่าไซร้ได้ ๒๔๖ เริน” [17]
ในสมัยของพระเจ้าติโลกก็มีการให้ทานกัลปนาข้าพระไว้กับวัดด้วย เช่นที่วัดป่าเหียง ที่ว่า “
ในอารามนี้ไว้คน ๑๑ ครัว นายสังสา ๑ ชาวไคร ๑ ญาณโพธิ์ ๑ เชียงไต ๑ อ่อน ๑ อุ่น ๑ ทิดขีด ๑ สิบน้อย ๑ สอง ๑ เหม ๑ ฐาอัวแม่ไอ้ชี ๑ฯ” [18] สำหรับที่วัดพระธาตุหริภุญชัยพระเจ้าติโลกก็ได้ไว้ข้าทาสไว้กับพระธาตุด้วยเช่นกัน ที่ว่า “
แล้วทรงหลั่งทักขิโณทกพระราชทาน ทาสแก่พระพุทธ ทาสแก่พระธรรม, ทาสแก่พระสงฆ์ และลูกฆ้องแก่พระมหาชินธาตุเจ้า แต่ละด้านพันครัวเรือนมีหมื่นข่มด้านและนายด้านทั้ง ๔ ด้าน นายขึ้นพระ ช่างตีเหล็ก ตีทอง ตีคำ (ทองคำ) ขึ้นพระมหาธาตุเจ้าเป็นประธาน เราไว้ทาสแก่แก้วทั้งสามให้ทำงานแก่พระมหาธาตุเจ้าทุกประการ” [19]
ตั้งแต่สมัยของพระยอดเชียงรายเป็นต้นไป จะพบว่ามีการกัลปนาข้าคนไว้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสมัยของพระเมืองแก้ว ที่พบหลักฐานจารึกในการทำบุญเป็นจำนวนมาก ซึ่งดูจากจารึกของเจ้าเมืองพะเยา จากหนังสือประชุมจารึกเมืองพะเยา นั้นพบว่า ทำในสมัยของพระเจ้าสามฝั่งแกน มีอยู่ ๔ หลัก [20] ทำในสมัยของพระเจ้าติโลกราช มีอยู่ ๓ หลัก [21] ทำในสมัยของพระเจ้ายอดเชียงราย มีอยู่ ๘ หลัก [22] และทำในสมัยของพระเมืองแก้ว ๙ หลัก [23] นอกจากจะแผ่ไปยังเมืองพะเยาแล้ว ในเมืองน่าน ที่เพิ่งจะรวมกับเชียงใหม่ในสมัยของพระเจ้าติโลกราชเป็นต้นมานั้น ก็มีการกัลปนาข้าคนในดินแดนนี้ด้วย แต่เป็นการกัลปนาโดยเหล่าขุนนาง ดังเช่นการกัลปนาผลประโยชน์ให้กับวัดพระเกิดที่ว่า
“
ผ้าขาวเพิงครัว ๑ อ้ายคำครัว ๑ ขานี้หมื่นซ้ายยอดทาน, แม่มิ่งครัว ๑ หมื่นซ้ายเพกทาน, กับนารี ๕๐ เข้าเป็นนาพระ ๒๕ เป็นนาจังหัน ๒๕, แม่สิมวางครัว ๑ กัลยาครัว ๑ พ่อเพ็งครัว ๑ พ่อไขครัว ๑ นางพิมครัว ๑ มงคลครัว ๑ เขานี้นาเป็(น) มหาสามีญานะสูธระเจ้าทาน...” [24]
และลักษณะการทำบุญนี้ ก็จะพบจนถึงกษัตริย์รัชการสุดท้ายแห่งราชวงศ์มังรายด้วย คือสมัยของพระนางวิสุทธิเทวี ดังที่จะกล่าวต่อไปข้างหน้า
จนแม้ในสมัยของที่พม่าเข้ามาปกครองล้านนาแล้ว จารีตธรรมเนียมเดิมก็ยังมีการสืบทอดอยู่ต่อไป ด้วยกษัตริย์ของพม่าเองนั้นก็มีความเคารพและนับถือพุทธศาสนาด้วยเช่นกัน จึงมีการกัลปนาข้าวัดด้วยเช่นกัน
ดังในสมัยของเจ้าฟ้าสาวัตถีนรตรามังซอศรีมังนรธาช่อ ที่ได้เสด็จมาไหว้พระในวิหารวัดเชียงมั่นในปี พ.ศ. ๒๑๒๔ ซึ่งได้ทำจารึกวัดเชียงหมั้นขึ้น ซึ่งได้มีการกัลปนาพร้อมกับสลักรายชื่อข้าวัดไว้ด้วย ตั้งแต่ ด้านแรก บรรทัดที่ ๒๒ จนหมดด้าน และ ด้านที่สองอีกทั้งด้าน เป็นรายชื่อข้าวัดทั้งหมด [25]
จารึกวัดเชียงหมั้น(เชียงมั่น) ด้านที่ ๒ ที่เป็นรายชื่อของข้าวัดทั้งหมด
แม้นว่าในสมัยของตลุนมิน หรือในตำนานทางล้านนาเรียกว่า “ฟ้าสุทโธธรรมราชา” หลังจากที่ปราบล้านนาได้แล้ว ก็ได้สร้างวิไชยอาราม พร้อมกันนั้นก็ได้ไถ่คนมาเป็นข้าวัด ดังที่ว่า “
ได้ไถ่ชาวเชียงแสนสิบคน จักไว้อุปฐากพระพุทธเจ้าในวิไชยอารามที่นี้ จิ่งใส่จารึกไว้หื้อหมั้นคุงตราบต่อเท่าเสี้ยงสานา” [26] และตอนหนึ่งว่า “
พระองค์เราก็วางราชอนุญาตอนุโมทนาฅนสิบครัวนี้และข้ากับโทสครัวหนึ่ง รอมเปนสิบเอ็ดครัว เปนทานเราไว้หื้ออุปฐากพระพุทธเจ้าในวิไชยอารามสืบเช่นลูกเช่นหลาน เหลน หลีด หลี้ ตราบต่อเท่า ๕ พันวัสสา” [27]
จวบจนมาในสมัยฟื้นม่านเป็นผลสำเร็จ และเชียงใหม่เข้ามาสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้ากรุงธนบุรี มาขอขึ้นเป็นเมืองประเทศราชของอาณาจักรสยามในปี ๒๓๑๗ นั้นข้าวัดที่กัลปนาอยู่เดิมก็ยังคงมีอยู่ และจารีตการกัลปนาคนไว้กับพระศาสนาในล้านนาก็ยังคงมีอยู่เช่นกัน
ดังเช่นในเมืองน่าน สมัยของเจ้าสุมนเทวราช ก็ได้บูรณะซ่อมแซมวัดพระธาตุแช่แห้งขึ้น และได้เฉลิมฉลองในวัน ๖ เพ็ง อันเป็นประเพณีขึ้นพระธาตุประจำปีของวัดพระธาตุแช่แห้ง ในปี พ.ศ. ๒๓๖๓ ซึ่งตรงกับสมัยของพระญาธรรมลังกาแห่งเชียงใหม่ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๒ และตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ แห่งรัตนโกสินทร์ ได้กัลปนาข้าวัดไว้ดังนี้
พระธาตุแช่แห้งในอดีต
“
เดือน ๖ เพ็ง วันอาทิตย์ ท่านก็เบิกบายฉลองให้เปนทานไว้กับพุทธสาสนา ปูชาพระมหาชินธาตุเจ้าหั้นแล ดั่งสัพพวัตถุทานนอกนี้ มีคน ๓ คน แม่ลูก ชาย ๒ ยิง (หญิง) นึ่งถวายให้เปนทานไว้กับพระมหาชินธาตุเจ้าพูเพียงตราบเมี้ยน ๕๐๐๐ พระวัสสาวันนั้นแล” [28]
สำหรับในเมืองเชียงใหม่เองนั้น ข้าวัดส่วนใหญ่จะมีตามวัดที่เป็นวัดสำคัญที่อยู่นอกเมือง ด้วยเมืองเชียงใหม่สมัยก่อนนั้น เคยร้างผู้คนไปช่วงหนึ่งประมาณ ๒๐ ปี คือระหว่างปี พ.ศ. ๒๓๑๙ – ๒๓๓๙ [29] ด้วยสมัยนั้นบ้านเมืองระส่ำระสาย สภาพเมืองเชียงใหม่เป็น “
ป่ารุกขะอุกตันด้วยฅุ่มไม้เครือเขาเถาวัลลิ์ เปนที่อยู่แรดช้างเสือหมี ผู้ฅนค็บ่หลาย ข้อนกันอยู่เท่าพอหมดแต่ร่มชายฅาแลหนทางเทียวไพมาหากัน เหตุว่าบ่มีโอกาสจักได้เผี้ยวได้ถาง” [30] ฉะนั้นพระยาวชิรปราการ (บุญมา) ได้ทิ้งเมืองเชียงใหม่และตั้งมั่นอยู่หลายแห่ง และในที่สุดก็ไปเสียชีวิตที่กรุงธนบุรี และพระเจ้ากาวิละก็ได้มาฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ในปี ๒๓๓๙ อีกครั้งในวาระที่เชียงใหม่ครบรอบ ๕๐๐ ปี โดยการ ‘เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง’ ทำให้ข้าวัดที่อยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่ไม่มีหลงเหลืออยู่เลย
ดังในสมัยของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ก่อนจะมีการปฏิรูปการเมืองการปกครอง ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้านั้น พบว่ามีข้าวัดกระจายอยู่ตามนอกเมือง ดังที่ Carl Bock ได้เดินทางมาเชียงใหม่ และได้บันทึกไว้ว่า
“
ตำบลหนึ่งในเมืองเชียงใหม่ ที่ประชาชนในหมู่บ้านนั้น ได้รับการยกเว้นไม่ต้องทำการงานทั่วไป ให้กรมการเมืองของเจ้าหลวง หน้าที่ของคนในหมู่บ้านนี้จำกัดแต่เพียงว่าจะต้องคอยดูแลวัด เช่น ปัดกวาดทำความสะอาด และคอยซ่อมแซมหรือคอยช่วยเหลือเมื่อมีการสร้างวัด สร้างโบสถ์เท่านั้น คนพวกนี้เรียกว่า “ข้าวัด” หรือ “ทาสของวัด” เมื่อข้าพเจ้าอยู่ที่เชียงใหม่ เจ้าหลวงได้สั่งให้ “ข้าวัด” จำนวนหนึ่งจากบ้านซำตอง (หมู่บ้านสันป่าตองกระมัง?) อันเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ใกล้เมือง ไปช่วยสร้างโบสถ์หลังใหม่ที่กำลังสร้างอยู่ในเมือง พวกชาวบ้านไม่พอใจที่จะทำงานใด ๆ ทั้งนั้น จึงพากันไปเฝ้าเจ้าอุปราช และนำของไปถวายเพื่อขอร้องให้ช่วยพวกเขาให้พ้นจากความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหลวง เจ้าอุปราชก็ประทานอนุญาตโดยไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรเลย และสั่งให้คนพวกนั้นกลับบ้านได้ทันที” [31]
ส่วนทางวัดพระธาตุศรีจอมทอง ที่อยู่ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่นั้น ตามรายงานตรวจราชการของพระยาศึกษาสมบูรณ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๖ นั้นบอกด้วยอีกว่า ที่วัดพระธาตุศรีจอมทองนี้มีข้าวัดราว ๗๐๐ คน สำหรับผลัดเปลี่ยนกันมาทำงาน [32]
จะเห็นได้ว่า การสืบทอดของความเป็นข้าวัด แม้ว่าจะมีการปฏิรูปการเมืองในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้วก็ตาม สิทธิสภาพอาจจะเปลี่ยนไป แต่ความเป็นข้าวัดในตัวตามจารีตเดิมนั้นก็ยังมีอยู่
---------------
เชิงอรรถ
[1] ดู อุดม รุ่งเรืองศรี รวบรวม. พจนานุกรมล้านนา – ไทย ฉบับแม่ฟ้าหลวง. ฉบับปรับปรุงครั้งที่ ๑. (เชียงใหม่:มิ่งเมือง, ๒๕๔๗) หน้า ๘๕
[2] พย.๑๔ จารึกวัดมหาเจดีย์หลวง ใน ประชุมจารึกเมืองพะเยา = Inscriptional history of Phayao . หน้า ๓๓๔
[3] เรื่องการกัลปนาวัด จังหวัดพัทลุง ใน คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและโบราณคดี. ประชุมพระตำราบรมราชูทิศเพื่อกัลปนาสมัยอยุธยา ภาค ๑. (กรุงเทพฯ : สำนักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๑๐) หน้า ๖๔
[4] ระวิวรรณ ภาคพรต. การกัลปนาในลานนาไทยตั้งแต่กลางพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๒. หน้า ๔๓
[5] สงวน โชติสุขรัตน์. ประชุมตำนานลานนาไทย เล่ม ๒. (กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, ๒๕๑๕), หน้า ๓๔๗
[6] สรัสวดี อ๋องสกุล ปริวรรต. ประชุมตำนานลำปาง. (อัดสำเนา). (เชียงใหม่ : ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๔๘) , หน้า ๙
[7] ตำนานพระธาตุลำปางหลวง ใน อนุสรณ์ ในงานฌาปนกิจศพ เจ้าแม่บัวคำ สมสวัสดิ์ . (กรุงเทพฯ : มิตรนราการพิมพ์, ๒๕๒๓), หน้า ๙๐
[8] ดู สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการ. พระเจ้าพรหม "วีรบุรุษในตำนาน" ของ โยนก-ล้านนา. (กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๔๕), หน้า ๓๒
[9] จากตำนานพระธาตุดอยตุง เชียงราย ใน ประชุมตำนานลานนาไทย เล่ม ๒ หน้า ๓๙๖ - ๓๙๗
[10] ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๑. , หน้า ๖๕
[11] อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว. การวิเคราะห์สังคมเชียงใหม่ สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ตามต้นฉบับใบลานในภาคเหนือ. (กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๐) หน้า ๒๓๑
[12] สิงฆะ วรรณสัย รวบรวมและเรียบเรียง. ตำนานพระธาตุเจ้าหริภุญชัย จังหวัดลำพูน. พิมพ์เป็นที่ระลึกในงานสมโภชสมณศักดิ์ พระครูประสาท สุตาคม เจ้าคณะอำเภอเมืองลำพูน เลื่อนเป็นพระครูรองเจ้าอาวาส พระอารามหลวงชั้นเอก คณะหลวง วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร อ.เมืองลำพูน ๑๗ มีนาคม ๒๕๑๖, หน้า ๑๕
[13] รวมเรื่องเมืองเชียงใหม่: หลักฐานประวัติศาสตร์. ใน สรัสวดี อ๋องสกุล ปริวรรตและจัดทำ. หลักฐานประวัติศาสตร์ล้านนาจากเอกสารคัมภีร์ใบลานและพับหนังสา : โครงการปริวรรตคัมภีร์ใบลานและพับหนังสาจากอักษรธรรมล้านนาเป็นอักษรไทยกลาง. (เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๓๖) หน้า ๕๑
[14] เรื่องเดียวกัน
[15] ดู พื้นเมืองเชียงราย เชียงแสน ใน สรัสวดี อ๋องสกุล ปริวรรต ตรวจสอบ วิเคราะห์. พื้นเมืองเชียงแสน. (กรุงเทพฯ: อมรินทร์, ๒๕๔๖) หน้า ๑๘๙ – ๑๙๐
[16] พร.๑ จารึกวัดบางสนุก ใน จารึกล้านนา ภาค ๑ เล่ม ๑ , หน้า ๒๔๗
[17] ลพ. ๙ จารึกกษัตริย์ราชวงศ์มังราย. ใน ประชุมจารึกเมืองพะเยา = Inscriptional history of Phayao . หน้า ๕๕
[18] พย.๕ จารึกวัดป่าเหียง. ใน เรื่องเดียวกัน . หน้า ๑๐๑
[19] สิงฆะ วรรณสัย. เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๖
[20] ประชุมจารึกเมืองพะเยา = Inscriptional history of Phayao . หน้า ๑๗
[21] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๑
[22] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๔
[23] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๐
[24] นน. ๒ จารึกวัดเมืองพง (วัดพระเกิด) ใน จารึกล้านนา ภาค ๑ เล่ม ๑ , หน้า ๕๕ - ๕๖
[25] ดู หลักที่ ๗๖ ศิลาจารึกวัดเชียงมั่น จังหวัดเชียงใหม่ ใน ประชุมจารึก ภาคที่ ๓ , หน้า ๒๑๒ – ๒๑๖
[26] พื้นเมืองเชียงราย เชียงแสน อ้ายงใน สรัสวดี อ๋องสกุล ปริวรรต ตรวจสอบ วิเคราะห์. พืนเมืองเชียงแสน. (กรุงเทพฯ: อมรินทร์, ๒๕๔๖) หน้า ๒๐๑
[27] เรื่องเดียวกัน
[28] สรัสวดี อ๋องสกุล ปริววรต. พื้นเมืองน่าน ฉบับวัดพระเกิด. (กรุงเทพฯ: อมรินทร์, ๒๕๓๙) หน้า ๕๐
[29] สรัสวดี อ๋องสกุล. ประวัติศาสตร์ล้านนา, หน้า ๒๖๔
[30] ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับ เชียงใหม่ ๗๐๐ ปี, หน้า ๑๑๖
[31] Carl Bock ; เสฐียร พันธรังษี, อัมพร ทีขะระ เรียบเรียง. ท้องถิ่นสยามยุคพระพุทธเจ้าหลวง. (พิมพ์ครั้งที่ ๔)(กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๔๓) หน้า ๒๒๓
[32] พรรณนิภา อพิญชพงศ์. เจ้า ไพร่ กับความเปลี่ยนแปลงในสังคมล้านนาระหว่าง พ.ศ. ๒๔๒๗ – ๒๔๗๖. (กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, ๒๕๓๕) หน้า ๔๔