15 December 2007, 10:15 am จากกระทู้
(ชมแล้ว: 61 ครั้ง)
เรื่องการแบ่งกำไรนี้ ต้องถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาครับที่ใครนำเงินมาลงทุน ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างประเทศ ก็ย่อมต้องได้รับการแบ่งปันผลตอบแทนอยู่บ้างเป็นเรื่องทั่วไปของการลงทุน เพราะการนำเงินจากต่างประเทศเข้ามาลงทุน ก็ส่งผลให้เกิดการขยายงาน ขยายธุรกิจขององค์กร ซึ่งทำให้ผู้ถือหุ้นได้กำไรโดยถ้วนหน้ากันด้วยครับ
สำหรับเหตุใดที่ไม่มีการระดมทุนภายในประเทศ 100% นั้น ผมเข้าใจว่าปัจจุบันแม้สภาวะการออมของประชาชนในประเทศจะมีอยู่สูง แต่บัญชีการออม หรือเงินฝากส่วนใหญ่ของประชาชนยังเป็น short-run saving คือ มีสภาพการหมุนเวียนสูง หรือ บัญชีที่เป็นเงินเย็นๆ มันมีน้อยครับ ส่วนใหญ่เป็นเงินร้อนๆ เป็น Hot money ได้มาและใช้ไป เมื่อไม่นานมานี้มีการสำรวจสถานภาพการออมของประชาชนพบว่าผู้ที่มีบัญชีเงินฝากเป็นเงินสดเกิน 2 ล้านบาท มีไม่กี่หมื่นบัญชี ขณะที่บัญชีที่มีเงินฝากหลักหมื่นมีอยู่ถึงหลักสิบล้านบัญชีครับ (ผมไม่แน่ใจตัวเลขแน่นอน ลอง search ใน internet ได้ครับ ไม่นานมานี้เอง)
อีกอย่างหนึ่งภาพลักษณ์ของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ถูกดึงให้ไปผูกพันกับภาพของคนรวยๆ ไม่กี่คนที่เดินไปเดินมาในตลาดหลักทรัพย์ เหมือนส่งทรัพย์สินของชาติไปเป็นของเล่นให้คนรวยใช่มั้ยครับ แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกที่เราๆ ท่านๆ เห็นว่าเป็นนักลงทุนเล่นหุ้นในตลาดนั้น เป็นส่วนเล็กๆ เท่านั้นครับ คือเป็นนักลงทุนรายย่อยที่ทำการซื้อขายหุ้นในสัดส่วนเพียงไม่กี่%เท่านั้นครับ
แต่ส่วนของนักลงทุนรายใหญ่นั้นจะปรากฏชื่อในโครงสร้างผู้ถือหุ้นของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญ และการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นรายใหญ่บางครั้งมีผลกระทบต่อการครอบงำกิจการ หรือเข้าควบคุมอำนาจการบริหารกิจการด้วยครับ ตรงนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจมากกว่าสำหรับการติดตามการแปรรูปรัฐวิสาหกิจว่าเป็นคุณหรือเป็นโทษครับ แต่เท่าที่ผมติดตามดูยังพบว่าทิศทางการบริหารรัฐวิสาหกิจภายหลังการแปรรูปยังคงอยู่ภายใต้การบริหารของผู้บริหารคนไทย และภายใต้การดูแลของกระทรวงการคลัง กับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ SEPO ครับ ตรงนี้ยังคงพอไว้วางใจได้ในระดับหนึ่งว่า การบริหารโดยกระทรวงการคลังจะไม่สร้างผลกระทบหรือความเดือดร้อนให้แก่ผู้ใช้บริการจนเกินสมควร ขณะเดียวกันประชาชนก็สามารถตรวจสอบและกำหนดทิศทางการบริหารได้โดยอ้อมผ่านการเลือกตั้งครับ เพราะพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลจะมีนโยบายการบริหารรัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐแตกต่างกัน ซึ่งสามารถดูหรือสอบถามได้จากผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งจากพรรคการเมืองแต่ละพรรคได้โดยตรง ฉะนั้นกลไกการตรวจสอบตรงนี้ประชาชนมีส่วนร่วมอยู่แล้วครับ แต่เราไม่ได้ให้ความสนใจหรือใส่ใจกับมันมากนัก เพราะเราใช้แหล่งข้อมูลราคา 10 บาทเป็นตัวชี้วัด และเป็นตัวชี้วัดที่ค่อนข้างหยาบพอสมควร
อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ เรื่องของบริษัทผู้ถือหุ้น PTT หรือหุ้นบริษัทต่างๆ ในตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทตัวแทน หรือ nominee ซึ่งเป็นการถือหุ้นตามหลัก Chain principle เป็นเพราะกม.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวเรายังกำหนดให้บุคคลต่างชาติ หรือนิติบุคคลต่างชาติถือหุ้นในกิจการได้ไม่เกินร้อยละ 49 เพื่อคงหุ้นอีก 51%ให้บุคคลหรือนิติบุคคลสัญชาติไทยครับ ดังนั้นนักลงทุนต่างชาติจึงจำเป็นต้องจัดตั้งบริษัท หรือลงทุนผ่านบริษัทตัวแทนต่างๆ แต่เท่าที่ติดตามก็ยังไม่พบความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติใดๆ ครับ เอาไว้ ptt หลุดจากเครื่องหมาย SP เมื่อไหร่ ค่อยติดตามกันอีกทีว่าจะมีข่าวเคลื่อนไหวใดๆ หรือเปล่า เพราะแน่นอนว่าคำสั่งของศาลปกครองส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินขององค์กรที่ต้องลดลงเพราะโอนคืนให้แก่กระทรวงการคลัง แต่ไม่กระทบต่อการดำเนินกิจการแน่นอนครับ เพราะ ptt ยังคงมีสิทธิเช่าใช้ทรัพย์สินจากกระทรวงการคลังได้
สำหรับโครงสร้างของการบริหารจัดการทรัพย์สินซึ่งรัฐวิสาหกิจโอนคืนแก่กระทรวงการคลังนั้นต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีความชัดเจนอย่างไรหรือไม่ เพราะความจริงรัฐบาลต้องจัดตั้งองค์กรเฉพาะขึ้นมาบริหารสินทรัพย์พวกนี้ให้มีการ Utilization ให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยครับ เช่น ท่อก๊าซ โครงข่ายโทรคมนาคม เสาและสายส่งไฟฟ้า ท่อประปา ฯลฯ ครับ
สุดท้ายต้องขอติรัฐบาลชุดปัจจุบันว่ามีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและสื่อสารกับประชาชนจนสร้างความบิดเบือนจากความเป็นจริงอยู่มาก แต่ผมคาดว่าที่เป็นเช่นนั้นเพราะสถานการณ์ และสถานะรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งบีบบังคับ จึงต้องให้อภัยกันโดยปริยาย แต่ยังเจ็บลึกๆ ในใจอยู่บ้าง ครับ ก็หวังว่าวันที่ 23 ธันวาคม นี้ประชาชนที่ให้ความสนใจกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจจะออกไปใช้สิทธิเลือกพรรคการเมืองที่มีแนวนโยบายเกี่ยวกับการแปรรูปและการบริหารรัฐวิสาหกิจเข้ามาจัดการปัญหาต่างๆ เพื่อให้สามารถนำศักยภาพรัฐวิสาหกิจไทยที่ไม่น้อยหน้าใครขึ้นมาใช้ได้อย่างเต็มที่ครับ