ประวัติศาสตร์ชุมชนบางมด
ในอดีตราวปี พ.ศ.2485 ในบริเวณที่ตั้งใกล้วัดพุทธบูชาในปัจจุบัน เกือบทั้งหมดเป็นพื้นที่ทำนาข้าวและทำสวนส้ม สภาพคูคลองบางมดและฝั่งตลิ่งยังแคบอยู่ ซึ่งในบางช่วงกว้างเพียง 6 เมตรและท้องคลองยังตื้นเขิน เมื่อถึงฤดูแล้งและน้ำในคลองแห้ง เรือพายและเรือแจวไม่สามารถใช้สัญจรได้ หากเป็นเรือที่มีความจำเป็นต้องเดินทางหรือขนส่ง เช่น เรือบรรทุกข้าวเปลือก ต้องใช้วิธีล่ามเชือกควาย แล้วลุยคลองเพื่อลากเรือลำนั้นๆไป สภาพความเป็นอยู่ของประชากรส่วนใหญ่อาศัยตามแนวคลองบางมด เนื่องจากต้องใช้น้ำในคลองเป็นปัจจัยหลักในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม รวมถึงการอุปโภคบริโภคในครัวเรือน และในขณะนั้นมีบ้านพักอาศัยปลูกอยู่ริมคลองบางมดนั้นยังตั้งอยู่ค่อนข้างห่างกัน และในปี พ.ศ. 2485 ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญและเป็นที่จดจำของคนที่อยู่ในยุคได้เป็นอย่างดี คือ น้ำท่วมกรุงเทพมหานครครั้งใหญ่ และสงครามอินโดจีน(ไทยรบกับฝรั่งเศส) รวมถึงการเกิดสงครามโลกครั้งที่สองในช่วงถัดมา ซึ่งยุคนั้นนับได้ว่าเป็นห้วงเวลาที่มีความลำบากอย่างยิ่งทั้งในด้านการประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิตของชาวบ้านที่เป็นชาวนาและชาวสวนบางมด
ต่อมาได้มีคหบดีและชาวบ้านจำนวนหนึ่งได้มีความศรัทธาที่จะถวายที่ดินเพื่อสร้างวัดขึ้นในราวกลางปี พ.ศ.2498 และพร้อมกันได้นิมนต์พระภิกษุรูปหนึ่งจากวัดบวรนิเวศวิหาร คือ พระมหาเพิ่ม กตปุญโญ ( เพิ่ม แผนดี ) ซึ่งเป็นพระที่มีความรู้และความชำนาญด้านการก่อสร้าง หลังจากนั้นได้ชักชวนให้ศรัทธาสาธุชนที่มีจิตอาสาเพื่อสาธารณประโยชน์ได้ร่วมมือร่วมใจกันสร้างศาสนสถานและเสนาสนะ โดยใช้แรงงานจากญาติโยมและพระภิกษุสามเณร โดยการนำพาของท่าน ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดพุทธบูชา ทั้งด้านกระบวนบวนการก่อสร้างและการรวบรวบปัจจัยสถานต่างๆ จนครบถ้วนสมบูรณ์เพียงพอ เพื่อดำเนินการขอพระราชทานวิสุงคามสีมา และต่อมาได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2499 ขึ้นเป็นวัดพุทธบูชา อันเป็นปูชนียสถานที่ตั้งอยู่ศูนย์กลางของชุมชนหมู่ที่ 3 เพื่อประกอบการบำเพ็ญกุศลและงานพิธีอวมงคลต่างๆ และเพื่อใช้เป็นแหล่งพบปะหรือประชุมหารือของผู้คนภายในชุมชนตลอดมา
หลังจากนั้นท่านยังได้เป็นผู้นำในการพัฒนาวัดและชุมชนด้านต่างๆ โดยมักจะหลีกเลี่ยงการพึ่งพาหรือร้องขอจากหน่วยงานรัฐหรือการเรี่ยไรเงินจากชาวบ้าน ซึ่งขณะนั้นโดยส่วนใหญ่ยังมีฐานะความเป็นอยู่ไม่ดีนัก เช่น ราวปี พ.ศ.2500 เกิดภาวะน้ำเค็มในลำคลองบางมดเป็นเวลานานถึง 8-9 เดือน ต้นส้มเขียวหวานที่กำลังผลิดอกออกผลในช่วงนั้นได้ตายลงทั้งตำบลบางมด ชาวบ้านจึงต้องเปลี่ยนอาชีพมาทำน้ำตาลจากมะพร้าวมีอยู่ปะปนในสวนบ้างในเวลานั้น ทำให้สภาพเศรษฐกิจของชาวบ้านค่อนข้างฝืดเคืองเป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่ท่านเจ้าอาวาสซึ่งเปรียบเสมือนผู้นำชุมชนในขณะนั้น ได้พยายามหาวิธีการบริหารจัดการและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องการเงินและการก่อสร้างของท่าน เช่น การใช้พื้นที่วัดในการทำนา ทำสวนกล้วยไม้ ในที่ดินว่างเปล่าหลังจากการถมร่องสวน ซึ่งยังปรับพื้นดินบริเวณร่องสวนเดิมได้ไม่เรียบเสมอนัก ต้องอาศัยการไถนาเพื่อปรับหน้าดิน และเพื่อเป็นการสร้างรายได้ หลีกเลี่ยงการเรี่ยไรเงินในการทำกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งใช้แรงงานของพระภิกษุสามเณร ตลอดจนชาวบ้านภายในชุมชนที่มีเวลาว่างหลังการทำงานในอาชีพหลักของแต่ละคนช่วงเย็นและค่ำ เพื่อร่วมกันก่อสร้างศาสนาสถานหรือปลูกสร้างสาธารณสมบัติต่างๆของชุมชน โดยผลงานที่เด่นชัดและปรากฏต่อเนื่องมาจวบจนปัจจุบัน เช่น การขอบิณฑบาตเส้นทาง เพื่อใช้เป็นถนนจากภายนอกชุมชน คือ ถนนสุขสวัสดิ์ ( ขณะนั้นยังไม่มีถนนพระราม2) และถนนประชาอุทิศเข้าสู่ชุมชน ( ซึ่งเป็นเส้นทางสัญจรหลัก คือ ถนนพุทธบูชาในปัจจุบัน ) นอกจากนี้ท่านยังได้มอบที่ดินส่วนหนึ่งของวัดเพื่อให้สร้างเป็นโรงเรียนประถมศึกษาตอนปลาย ( ปัจจุบันทำการสอนในระดับมัธยมศึกษา คือโรงเรียนวัดพุทธบูชา) การให้พื้นที่เพื่อสร้างศูนย์อนามัยประจำตำบล ( ปัจจุบันได้ยกเลิกแล้ว หลังได้มีการตั้งศูนย์อนามัยฯ54 ทัศน์เอี่ยม ) การจัดตั้งสหกรณ์ขึ้นภายในพื้นที่ของวัดคือ สหกรณ์การเกษตรสวนส้มบางมด ( ปัจจุบันเป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร ) ตลอดจนการริเริ่มให้มี โรงเรียนอนุบาล ขึ้นภายในเขตวัด ( ปัจจุบันเป็นอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียน วัดพุทธบูชา ) การบรรจบมาตรไฟฟ้านครหลวงเข้าสู่ชุมชนและวัด เป็นต้น
จากอดีตที่ผ่านมาผู้นำและสมาชิกของชุมชนได้มีส่วนร่วมในการคิดและวางแผนในการพัฒนาชุมชนหมู่ที่ 3 อย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยความสัมพันธ์กันในลักษณะเครือญาติและความสัมพันธ์ดั้งเดิมของในท้องถิ่นที่อยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนานมีความเข้าอกเข้าใจในปัญหาและมีความตั้งในการป้องกันหรือรักษา ตลอดจนการพัฒนาชุมชนให้มีสภาพความเป็นไปตามทิศทางที่ถูกต้องและเหมาะสม ภายใต้หลักการการพึ่งตนเองและความสามัคคีของคนในชุมชน ซึ่งมีรากฐานแห่งความเชื่อมั่นศรัทธาด้านศาสนาและวัฒนธรรมจากอดีตสู่ปัจจุบัน
จากคุณูประการต่างๆที่ท่านได้บำเพ็ญเพื่อสาธารณประโยชน์มาโดยตลอด นอกเหนือจากการประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยและพระพุทธโอวาทโดยเคร่งครัดในครรลองแห่งอริยสงฆ์แล้ว ซึ่งนับได้ว่า พระมหาเพิ่ม ( กตปุญโญ น.ธ.เอก, ป.ธ.5 ) หรือผู้คนมักเรียกท่านว่า “หลวงพ่อเพิ่ม” เป็นอีกผู้หนึ่งที่ดำเนินการตามแนวทางแห่งการพึ่งพาตนเองและใช้ทรัพยากร อันเป็นต้นทุนทางสังคมที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า ให้เกิดประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อชุมชนและสมาชิกของชุมชน ได้อย่างมีเหตุผลและชาญฉลาด ดังนั้นชาวชุมชนหมู่ที่ 3 ทั้งในส่วนผู้ที่ได้เคยร่วมกับท่านบุกเบิกกระทำภารกิจอันดีงามต่างๆในช่วงต้น และลูกหลานที่มีส่วนได้รับดอกผลแห่งความบากบั่นที่ท่านและบรรพบุรุษได้สร้างรากฐานให้ไว้ในปัจจุบันนี้แล้วก็ดี ต่างล้วนสำนึกและสักการะเป็นที่ยิ่ง โดยอาจกล่าวได้ว่าท่านเป็น“ต้นแบบของผู้นำชุมชน” ที่ได้วางรากฐานด้านต่างๆที่เป็นปัจจัยสำคัญของชุมชนหมู่ที่ 3 แห่งนี้
ดังนั้นเมื่อถึงวันคล้ายวันครบรอบการมรณภาพของหลวงพ่อเพิ่ม คือ ในวันที่ 4 กันยายนของทุกปี บรรดาชาวบ้านศิษยานุศิษย์ในละแวกใกล้เคียงและต่างถิ่น จะร่วมกันจัดงานบำเพ็ญกุศลเพื่อระลึกถึงท่านเจ้าคุณพระพุทธวิริยากร ผู้ที่ยอมอุทิศชีวิตตลอด 30 ปีแห่งการจำพรรษาที่วัดพุทธบูชาแห่งนี้จนถึงวินาทีสุดท้ายแห่งชีวิตของท่าน เพื่อสร้างความเจริญเป็นปึกแผ่นให้แก่ชุมชน รวมถึงการช่วยกันบอกกล่าวเล่าขานถึงคุณงามความดีของปูชนียบุคคลของชุมชนในอดีต ให้เป็นที่ปรากฏกับยุวชนรุ่นหลัง จักได้ตระหนักสำนึกและภาคภูมิใจในในอดีตของชุมชน โดยนับได้ว่าพระพุทธวิริยากรเป็นพระภิกษุสงฆ์ผู้เป็น “ครุฏฐานียบุคคล” คือ บุคคลผู้ที่อนุชนจะพึงให้ความเคารพสักการะและยึดถือเป็นแบบอย่างอันดีงาม ในการที่จะสร้างความเจริญให้สาธารณชนและชุมชนสืบต่อไป