แม้วันนี้จะเป็นวันหยุดแต่ ภาคย์ก็ยังนั่งทำงานอยู่ที่บ้าน ด้วยเพราะช่วงนี้กิจการของเขาเพิ่งขยายสาขาออกไปทำให้ชายหนุ่มมัวแต่ยุ่ง ๆ จนลืมไป บริษัทนี้เขาพัฒนาเองตั้งแต่เริ่มต้น ชายหนุ่มจึงอยากทุ่มเทให้กับงานให้มากที่สุด วันนี้เขาเรียกเลขามาทำงานที่บ้านด้วย โดยส่วนตัวเขาชอบเลขาคนนี้มาก เพราะเธอทำงานได้ถูกใจเหลือเกิน
ภาคย์หมุนเก้าอี้มองออกไปนอกหน้าต่าง เพื่อพักสายตาระหว่างทำงานชั่วครู่ พลางนึกถึงโทรศัพท์เมื่อเช้านี้ที่ หญิงสาวคนนั้นโทรมาเพื่อนัดเขาไปข้างนอก ด้วยภาระงานเต็มมือทำให้เขาจำใจปฏิเสธ และบางทีเขาก็อาจพิสูจน์อะไรบางอย่างด้วย เขาอยากรู้ว่าหล่อนจะคิดถึงเขามากขนาดไหน น้ำเสียงหล่อนเมื่อได้ฟังเขาปฏิเสธฟังดูหงอยๆ ทำให้ภาคย์อดนึกถึงใบหน้าด้วยไม่ได้
"คอยดูเถอะ นภัสรา คุณจะห่างผมแค่ตอนนี้เท่านั้น ต่อไปแล้ว แม้คุณไม่อยากจะเจอ คุณก็ต้องเจอ" ชายหนุ่มคิดในใจด้วยรอยยิ้มนิด ๆ ก่อนจะสะดุ้ง เมื่อได้ยินเสียงแขวะมาก่อนที่ประตูห้องทำงานจะถูกเปิดโดยถือวิสาสะ ไม่ต้องเดาก็รู้แล้วว่าใครที่เปิดโดยไม่ขออนุญาตแบบนี้
" โอ้ยย ตายแล้ว ลูกชายฉัน วันหยุดดีดี แบบนี้ยังมานั่งทำงานงก ๆ นี่ตาภาคย์ แล้วเมื่อไหร่แม่จะมีหลานกับเค้าสักทีล่ะ หือ" ผู้เป็นมารดาถามด้วยความยียวนเล็กๆเมื่อเดินเข้ามาในห้องทำงานบุตรชายพร้อมกับถาดอาหารว่าง
" โธ่ คุณแม่ครับ งานต้องมาก่อนสิครับ อีกอย่างผมก็ไม่ได้ทำงานทุกวันหยุดซะหน่อย " ชายหนุ่มโอดครวญนิด ๆ เมื่อได้ฟังประโยคเดิม ๆ จากผู้เป็นแม่
" นี่ถ้าแกอยากทำ แกก็น่าจะทำไปคนเดียว ไปเรียกคุณพรรณมาด้วยทำไม วันหยุดให้เค้าอยู่กับครอบครัวซิ " มารดาเอ่ยสำทับอีกครั้ง คราวนี้พาดพิงถึงคุณเลขาเสียด้วย เนื่องจากเยาวพรรณนั้นแต่งงานมีครอบครัวแล้ว
" ไม่เป็นไรคะ คุณวดี ช่วงนี้งานมันยุ่งจริง ๆ พรรณเข้าใจคะ " เลขากล่าวอย่างเข้าใจเจ้านาย ทำเอาคนเป็นแม่ฮึดฮัดขัดใจ
" เดี๋ยวเถอะ ปีนี้แกเข้าเลขสามแล้วนะ แก่ตัวไปสักพักก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว เมื่อไหร่จะหาลูกสะใภ้มาให้แม่สักที แม่น่ะอยากเห็นหน้าหลานแล้วนะ "
" ยังครับ แม่ ผมยังมีเวลาอีกตั้งเยอะ "
"งั้นเอาแบบนี้แม่แนะนำ หนูวาดให้เอาไหม คนนี้นะ .." มารดาพูดยังไม่ทันจบก็มีเสียงขัดคอขึ้นมาจากลูกชายอีกครั้ง
" คุณแม่จำคนก่อนได้มั้ยครับ นั่นน่ะเพื่อนเก่าผม คุณแม่ก็รู้ว่านิสัยเป็นยังไง ยังแนะนำผมอีก ผมไม่เสี่ยงกับคนต่อไปดีกว่า " ภาคย์พูดอย่างมั่นใจ ก่อนจะลุกจากโต๊ะเดินไปหามารดาที่ยืนทำหน้างอน ก่อนจะพูดประจบ
" เอาน่า อีกนิดนะครับ รับรองไม่เกินอีกสองปี คุณแม่ได้อุ้มหลานแน่ " ชายหนุ่มเอ่ยอย่างมั่นใจทำเอาเลขาเงยหน้ามองเจ้านายเลยทีเดียว หล่อนไม่เคยได้ยินเจ้านายหนุ่มพูดอะไรทำนองนี้มาก่อน สงสัยจะเจอเข้าแล้วละมัง เยาวพรรณคิดพร้อมกับยิ้มนิด ๆ ถ้าเจ้านายจะมีใครสักคนก็ดี หล่อนจะยินดีด้วยจากใจเลยทีเดียว
" นี่ จริงนะ อย่าหลอกแม่ล่ะ ถ้าไม่งั้นล่ะก็....แม่จะจับคลุมถุงเลย " ผู้เป็นแม่กล่าวสำทับก่อนจะเดินออกจากห้องไป โดยหันมาบอกเลขาด้วยอีกครั้ง
" คุณพรรณ ถ้างานไม่มีอะไรแล้วก็รีบกลับนะ เดี๋ยวทางบ้านมาว่าฉัน ว่าเลี้ยงลูกยังไง ถึงไม่รู้จะเวล่ำเวลา ดึงตัวเมียเค้ามาทำงานอยู่ได้ทั้งวัน "
" อ้าว ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้ แล้วผมจะทำยังไงล่ะครับ โธ่ " ภาคย์โอดครวญในใจ นี่ถ้าเขาหาเมียไม่ได้ สงสัยงานนี้เขาคงโดนคลุมถุงแบบที่มารดาพูดไว้จริงๆ
คุณ ภาวดี เมฆาทินทร์เดินออกจากห้องลูกชายแล้ว ด้วยความที่เป็นวันหยุดยังไม่มีอะไรทำ จึงคิดว่าจะออกไปซื้อของเสียหน่อย ท่านเรียกหาคนรับใช้ก่อนจะเดินนำไปที่รถ และออกรถไปโดยสารถีประจำ
นภัสรากำลังจะข้ามถนนไปที่ร้านกาแฟเจ้าประจำ วันนี้หล่อนมีแผนที่จะนัดเป้าหมายไปที่ที่แห่งหนึ่ง แต่หล่อนก็กลับแห้วเสียได้ เมื่อทางนั้นบอกว่าติดงาน เนื่องจากช่วงนี้งานยุ่งมากยังไม่สามารถปลีกตัวได้ หล่อนจึงมาที่ร้านประจำแห่งนี้เพื่อวางแผนต่อไป นี่เขาเล่นตัวรึไงนะ หรือว่าหล่อนไม่มีเสน่ห์ เขาจึงไม่สนใจ หล่อนคิดเพลิน ๆ ในขณะนั้นที่กำลังจะข้ามถนน ก็มีรถคันหนึ่งเลี้ยวโค้งเข้ามาด้วยความเร็วธรรมดา แต่หญิงสาวไม่ทันมองจึงเดินไปเข้าไปตัดหน้า นภัสรากรีดร้องสุดเสียงเมื่อมองรถยนต์คันสวยแล่นเข้ามา ยังไม่ทันระวังตัวหล่อนก็ถูกชนเสียแล้ว หญิงสาวล้มลงไปนอนหมดสติอยู่ที่พื้นถนน
" อุ๊ย ตายแล้ว นายพัน ชนใครไปล่ะเนี่ย ไหนไปดูซิ " ภาวดี ร้องด้วยน้ำเสียงตกใจกับเหตุการณ์เมื่อครู่ คนรถของเธอเพิ่งขับรถชนหญิงสาวคนหนึ่ง แต่เธอดูแล้วผู้หญิงคนนั้นก้าวมาโดยไม่ทันได้สนใจรถที่กำลังแล่นมาเลย
เมื่อลงไปดูเหตุการณ์ ผู้หญิงคนนั้นนอนสลบอยู่แต่ ร่างกายภายนอกดูไม่ได้เสียหายอะไร เธอจึงสั่งให้คนรถอุ้มพาไปส่งที่โรงพยาบาล
หญิงสาวถูกนำตัวเข้าไปตรวจ ชั่วครู่คุณหมอก็ออก
" คนไข้ไม่เป็นอะไรมากนะครับ เพียงแค่แขนเดาะ อาจต้องเข้าเฝือกอ่อนไว้ ส่วนที่หมดสติไปนั้น อาจเพราะความตกใจมากกว่า " ภาวดีขอบคุณก่อนจะเข้าไปดูอาการหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงพยาบาล ตอนนี้หล่อนได้สติแล้ว และหันมาเจอหน้า นภัสรากำลังจะยกมือไหว้ผู้ที่ช่วยหล่อนไว้ แต่เจ้บแขนเหลือเกินจึงทำอะไรไม่ถนัด
" อุ๊ย ไม่ต้องจ๊ะ เจ็บแขนอยู่หนิ เจ็บมากมั้ย" ภาวดี ถามด้วยน้ำเสียงเอ็นดู หญิงสาวคนนี้หน้าตาน่ารักเหลือเกิน ดูน่าเอ็นดูยังไงไม่รู้
" เอ่อ นิดหนอยคะ ขอบคุณนะคะที่ช่วยหนูไว้ ทั้งที่หนูเป็นฝ่ายผิดแท้" นภัสรากล่าวด้วยน้ำเสียงละห้อย พาลนึกไปถึงชายหนุ่มที่ทำให้หล่อนเผลอ ไม่ทันมองรถ
" จ๊ะ ไม่เป็นไรนะ ช่วยได้ก็ช่วยกันไป แล้วนี่หนูกำลังจะไปไหนหรอ" ภาวดีถามอีกครั้งด้วยความรู้สึกถูกชะตาอยากจะผูกมิตรกับหญิงสาว
" กำลังจะไปร้านกาแฟเจ้าประจำน่ะคะ พอดีข้ามถนนไม่ทันระวังก็เลย .."
" อืม.. ฉันชื่อภาวดีนะจ๊ะ หนูล่ะชื่ออะไร "
" หนูชื่อนภัสราคะ เรียกว่าภัสก็ได้คะ "
" งั้นเอาแบบนี้ วันนี้หนูว่างมั้ย ไหนๆ ก็เจ็บแขนแล้ว ฉันว่าเราไปนั่งทานอาหารว่างกันมั้ย ฉันมาคนเดียวไม่มีเพื่อนเลย เจ้าลูกชายตัวดีก้มัวแต่ทำงานงกๆ ฉันเบื่อจริงๆ เลย"
นภัสราตอบรับด้วยเห็นน้ำใจในแววตาของอีกฝ่าย ท่านคงเหงาที่ไม่มีเพื่อนจึงมาชวนคนที่เพิ่งรู้จักอย่างหล่อน หญิงสาวคิดแล้วก็นึกถึงมารดา จึงส่งยิ้มให้อีกครั้ง แล้วมิตรภาพครั้งใหม่ก็เกิดขึ้น
........................................................................


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |