คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี | กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
เชษฐา (เชษฐา)
โพสต์ล่าสุด
มาจากบทความ *** ลำนำหกพิภพ : คีตาวารี *** (ชมแล้ว: 7,183)
ตอนที่ ๖ ลมกรด-สะกดงู

“มีลมชนิดหนึ่งพัดอยู่เหนือลมทั่วไปเรียกว่า ‘ลมเวรัมภา’ เป็นลมกรดอันแรงกล้าอันตรายยิ่ง นกบางตัวกำเริบบินขึ้นเหนืออากาศก็ถูกลมชนิดนี้พัดใส่ตัวขาดเป็นเสี่ยงๆ”

บันทึกเกี่ยวกับลมเวรัมภา


... ... ...

อ้อต้องตื่นตระหนกที่เห็นตนเองเดินอยู่ในถนนของลงกาด้วย
ที่น่าแปลกคือตัว “อ้ออีกคน” นั้นสวมเสื้อคลุมปิดมิดชิด เปิดมาเพียงหน้า พอนางเหลือบมาเห็นอ้อมองอยู่ก็ตกใจ รีบปิดผ้าคลุมมุดหน้าหนี

อ้อรีบวิ่งติดตามตัวนางอีกคน แต่ตลาดนั้นคนพลุกพล่านนัก เด็กสาวพยายามตามหาเท่าใดก็ไม่พบ จนกระทั่งนางกำนัลได้ฝ่าคนมาจับแขนอ้อไว้ ถามว่าเกิดอะไรขึ้น อ้อไม่ทราบจะอธิบายเช่นใด จึงก้มหน้าลงกล่าวเสียงอ่อยว่าตนเองตาฝาด

ทั้งสองจึงกลับสู่อาศรมของพระฤๅษี นางกำนัลคิดว่าอ้อฝึกเวทหนักเกินไปจนเห็นภาพหลอนก็ต้มของบำรุงมาเลี้ยงดูนาง อ้อเพียงขอบคุณโดยไม่พูดสิ่งใดอีก

จนกระทั่งโคบุตรกลับมาถึงอาศรมแล้ว อ้อจึงแจ้งสิ่งที่เกิดขึ้นแก่เขาโดยตลอดเว้นแต่ที่นางเจอตนเองเดินอยู่ด้วยเพราะนางยังไม่แน่ใจนักว่าเป็นภาพจริง

โคบุตรฟังแล้วก็ตื่นเต้น ลูบเครากล่าวว่า “เรื่องนี้แปลกมาก แต่เป็นไปได้ว่าเจ้าได้ค้นพบรหัสของพระเจ้าอีกรหัสหนึ่งที่ใกล้เคียงกับ Oฯ แต่ให้ผลต่างกัน รหัสนี้ทำให้มองเห็นโลกในรูปแบบที่แตกต่างไปสินะ...”

เพื่อวิเคราะห์ว่าโลกที่อ้อเห็นคืออะไรกันแน่เขาจึงมานั่งเรียบเรียงคำให้การของอ้อทีละกรณี
กรณีแรกที่โคบุตรพอเดาได้ คือกรณีนางกำนัล เขาบอกอ้อว่านางกำนัลคนนี้เติบโตมาจากชุมชนยากจนต่อมาได้เข้าวัง กลายเป็นคนสะอาดสะอ้านเป็นพิเศษ “เจ้าเห็นภาพนางเป็นหนูสกปรก แต่นางเกลียดหนูมาก อาจบางที ‘หนูสกปรก’ อาจเป็นปมด้อยที่นางมองตนเอง” โคบุตรวิเคราะห์

กรณีที่สองคือผู้หญิงสองคนกลายเป็นเสื้อผ้าสองชุดฉีกทึ้งกันเอง พระฤๅษีกล่าวว่า “เห็นได้ชัดว่าขณะที่พวกนางกล่าวชมเครื่องแต่งกายของกันและกันนั้น ในใจกำลังนึกเปรียบเทียบกันเองอยู่ สำหรับพวกนาง เสื้อผ้าอาจจะเป็นคุณค่าที่สำคัญที่สุด”

กรณีที่สามคือสุนัขที่มีเขี้ยวและองคชาตใหญ่กว่าปกติ โคบุตรวิเคราะห์แล้วเห็นว่าธรรมดาสัตว์ตัวผู้นั้นจะเห็นเรื่องสำคัญอยู่สองอย่างคือเรื่องขยายอาณาเขตกับเรื่องสืบพันธุ์ ดังนั้นความสำคัญของสุนัขจึงไปปรากฏอยู่ที่เขี้ยวกับองคชาต

สามกรณีนี้โคบุตรสรุปว่าภาพในโลกของ “O” อาจจะเกิดจาก “มุมมองตนเอง” ของบุคคลนั้นๆ

“แต่ฉันเห็นภาพปลาที่เป็นคน และนักบวชที่ตายไปแล้วแต่กลับฟื้นอยู่นะจ๊ะ พวกนี้จะเป็นมุมมองตนเองได้อย่างไร?” อ้อรีบแย้ง

โคบุตรครุ่นคิดอยู่อีกพักหนึ่ง จึงกล่าวว่า “เออ หรือมันจะเป็น ‘ร่างของมโน’ ”

“ร่างของมโน?” อ้อทวนคำ

พระฤๅษีผงกศีรษะ “มโนหรือวิญญาณของสัตว์ต่างๆคือตัวความคิดของเจ้าของกายเนื้อ สิ่งมีชีวิตจะสมบูรณ์ได้ก็ต้องมีทั้งกายเนื้อและมโน แต่มโนนั้นเที่ยงกว่ากายเนื้อ เมื่อกายเนื้อแตกดับมโนก็จะไปเกิดในกายเนื้อใหม่ เป็นลักษณะของวัฏสงสาร” เขาใช้คำศัพท์ทางวิชาการหลายคำ อ้อฟังแล้วเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างจึงโคลงศีรษะงงอยู่

โคบุตรเห็นดังนั้นก็ขยายความว่า “พูดง่ายๆว่าภาพที่เจ้าเห็นผ่านรหัสเวทชนิดใหม่นั้น อาจจะเป็นลักษณะของมโนของคนๆนั้นที่แปลออกมาเป็นรูปภาพอย่างหยาบๆ ถ้าใครมีภาพใกล้เคียงกับรูปร่างจริงของเขา แปลว่ามโนของเขากลมกลืนกับกายเนื้อของเขาดี

“แต่ในกรณีที่ร่างมโนผิดไปจากรูปร่างจริง แปลว่ามโนของเขาได้พัฒนาไปจนละเอียดกว่ารูปภายนอกแล้ว อาจเป็นได้ว่าเขามีบางสิ่งซ่อนอยู่ในใจ หรือมีความขัดแย้งกับตัวเอง... ถ้าตีความเช่นนี้ก็จะอธิบายได้ว่าทำไมเจ้าเห็นชาวชนบทกลายเป็นสัตว์ประหลาดน้อยกว่าคนในตลาด นั่นเพราะชาวชนบทมีจิตใจที่ซับซ้อนน้อยกว่า...”
พระฤๅษีครุ่นคิดอีกนิดหนึ่งจึงกล่าวต่อ “เรื่องนักบวชก็เหมือนกัน เมไจยักษ์มีชื่อเสียงในการฝึกจิตอย่างเคร่งครัดให้รู้เท่าทันตนเอง ดังนั้นเมื่อพวกเขารู้จักตนเองมากขึ้นแล้ว จิตก็ยิ่งจะกลับไปตรงกับความเป็นจริงคือกายเนื้อมากขึ้น ส่วนนักบวชที่เป็นสัตว์ประหลาดรูปร่างซับซ้อนกว่าคนปกติอาจเป็นพวกที่มีปัญหากับชีวิตหนักๆจึงมาขอบวช และยังบำเพ็ญเพียรไม่มากพอ”

อ้อคิดตามก็เห็นจริง นางจึงกล่าวว่า “เอ ได้ยินท่านเล่าให้ฟังว่าพ่อของท้าวลัสเตียนได้ฝึกจิตจนสำเร็จเป็นพรหม แปลว่ามีโอกาสที่จิตจะพัฒนาไปสูงกว่ารูปกายเนื้อได้อีก ถ้าเช่นนั้นนักบวชที่ตายแล้วร่างมโนยังฟื้นก็คงเป็นเพราะได้ฝึกจิตจนผ่านการยึดติดกับกายเนื้อแล้วใช่ไหมจ๊ะ”

พระฤๅษีเลิกคิ้ว แอบยอมรับในใจว่าเด็กสาวนี้ฉลาดเฉลียว เพียงเรียนรู้จากเขาไม่กี่วันก็วิเคราะห์เรื่องราวตามเหตุผลได้ แต่เพื่อไว้ภูมิโคบุตรจึงกล่าวว่า “เอ่อ... อาจจะใช่หรืออาจจะไม่ใช่ก็ได้นะ” เขาลูบเครา

“ยังมีอีก... เรื่องที่ปลามีร่างเป็นคน มันอาจจะถูกเลี้ยงโดยคน เข้าใจว่าตนเองเป็นคน...” อ้อใคร่ครวญพลางกล่าวไปเรื่อยๆ “แต่ปลาเข้าใจว่าตนเองเป็นคนได้ด้วยหรือ ข้าคงเพี้ยนเสียแล้ว” นางแลบลิ้นเคาะหัวตนเองแบบขำๆ

“หรือชาติก่อนมันก็เป็นคน และผูกพันกับกายเนื้อเก่ามาก” โคบุตรว่า “คิดอย่างนี้ก็พอจะอธิบายได้นะ”

เด็กสาวนิ่งไปนิดหนึ่ง จึงกล่าวแก่พระฤๅษีว่า “ท่านจ๊ะ ฉันยังมีเรื่องสงสัยอีกเรื่องหนึ่ง คือที่ในตลาดนั้นฉันได้เห็นภาพตนเองเดินอยู่ด้วย แต่เป็นเพียงครู่เดียว ไม่ทราบว่าตาฝาดหรือเปล่า”

“เจ้าอีกคนหรือ?” โคบุตรอุทาน “ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรแล้ว ในลงกาจะมีใครมาคิดว่าตนเองเป็นเจ้า”

“นั่นสิจ๊ะ” อ้อพูดเสียงอ่อย ไม่กล้าท้าวความต่อ

โคบุตรลูบเคราอีกครู่จึงเกิดเอะใจขึ้นมา “เออ ไหนเจ้าลองมองข้าผ่านรหัสเวทของเจ้าซี รูปข้าเป็นอย่างไร”

อ้อผงกศีรษะจึงสูดลมหายใจลึกๆ ร้องว่า “O” และเพ่งมองดูโคบุตร

ในโลกของ “O” นั้น โคบุตรที่นางเห็นกลับเป็นคือเต่าแก่ๆตัวหนึ่ง ใหญ่ขนาดเท่าสองผ่ามือ มีหนวดมีเครา หางเป็นขนยาวเป็นพุ่ม หน้าตาเหมือนพระฤๅษีที่เป็นเต่า เด็กสาวรู้สึกว่าน่ารักก็แอบหัวเราะคิก

“เจ้าเห็นอะไร? ทำไมถึงหัวเราะ?” โคบุตรรีบซัก

อ้อสะดุ้ง กลัวว่าถ้าตอบแล้วจะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ แต่นางคิดว่าควรให้จริงใจกับพระฤๅษี จึงตัดสินใจพูดตามสัตย์ “ฉันเห็นท่านเป็นเต่าตัวเล็กๆจ้ะ”

โคบุตรฟังดังนั้นก็โมโหหนวดกระดิก ตบเข่าร้องเฮ้ย “เป็นเต่า! ทำไมถึงเป็นเต่า ข้ามีอะไรเหมือนเต่านักหรือ!?” เขาแสดงอาการโมโห

“เอ่อ ฉะ...ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันจ้ะ” อ้อหดตัวลงกล่าวกลัวๆ

“แล้วเวลาเจ้ามองตัวเองในกระจก เจ้าเห็นอะไร!?” โคบุตรคาดคั้น

“อะ... เอ่อ ฉันเห็นฉันตัวเล็กลงและใส่พวกเครื่องทรงมงกุฏ ...แต่เป็นของเด็กเล่นทั้งนั้นจ้ะ” อ้อหดตัวเล็กกว่าเดิม

“เชอะ ก็ยังสวยงามดีนะ” โคบุตรกอดอกงอน อ้อแอบคิดว่าบางเวลาพระฤๅษีชราเช่นเขากลับทำกิริยาคล้ายเด็กได้เหมือนกัน

ในที่สุดโคบุตรร้องว่า “ไหนๆ รหัสเวทของเจ้าว่าอย่างไรนะ มาสอนข้าพูดบ้างซี ข้าจะได้พิสูจน์ว่าเป็นอย่างที่เจ้าอ้างจริงไหม”

“มันออกเสียง ‘O’ จ๊ะ” อ้อกล่าวเสียงอ่อย

“Oฯ หรือ!?” โคบุตรพูด

“ไม่ใช่ ‘Oฯ’ จ้ะ แต่เป็น ‘O’ ” อ้อกล่าว

“Oฯ?” พระฤๅษีเลิกคิ้ว

“นั่นยังเป็น ‘Oฯ’ อยู่จ้ะ ต้องออกเสียงว่า ‘O’ ...คือมันจะแตกต่างกับ ‘Oฯ’ อยู่นิดหน่อย...” เด็กสาวอธิบาย บัดนั้นนางพบว่าตนเองเข้าใจความแตกต่างของ O และ Oฯ แล้ว และนางได้สำเร็จเวท Oฯ อีกเวทโดยไม่รู้ตัว แต่ยามปัจจุบันไม่เหมาะสมที่จะแสดงความดีใจ นางจึงรักษาอาการไว้ พยายามสอนพระฤๅษีต่อ

“OOOO...” นางลากเสียงยาวให้ฟัง

“Oฯ Oฯ Oฯ Oฯ Oฯ...” โคบุตรว่า จากนั้นเขาเริ่มจับความแตกต่างของเสียงทั้งสองได้เหมือนกัน “Oฯ โอ โอะ อัว ...เอ๊ะ หรือจะเป็นอย่างนี้...”

พระฤๅษีใคร่ครวญอยู่พักหนึ่งจึงว่า “ ‘O’ ใช่แล้ว ต้องเป็นเสียง ‘O’ แน่ๆ!” เขาร้องอย่างยินดีที่ค้นพบ อ้อก็ปรบมือดีใจร้องว่า “ใช่แล้วจ้ะๆ”

โคบุตรเริ่มมองว่าภาพในโลกของ O นั้นเป็นอย่างไรกันแน่
น่าแปลกที่เขาเห็นอ้อตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ...ไม่สิ ห้องทั้งห้องใหญ่ขึ้นเรื่อยๆต่างหาก สายตาของอ้อที่จ้องมาทางเขาคล้ายตื่นตกใจอย่างมาก

“ทำไมถึงมองข้าอย่างนั้น” โคบุตรว่า เขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองขยับกายได้ช้าลง จึงพยายามขยับมือ ก็รู้สึกเหมือนอวัยวะของตนเปลี่ยนแปลงไป

โคบุตรเกิดกลัวขึ้นมาจึงถามอ้อว่า “นี่ เกิดอะไรขึ้นกับข้าหรือเปล่า?”

ปรากฏว่าเด็กสาวยังเบิกตาค้าง และค่อยๆยื่นกระจกให้พระฤๅษีดูด้วยมือสั่นเทา
ภาพตนเองที่โคบุตรเห็นนั้นกลับกลายเป็นภาพเต่าตัวเล็กๆตัวหนึ่ง มีหนวดมีเครา มีเค้าหน้าตอนเป็นคน คล้ายที่อ้อบรรยายร่างในโลก “O” ของตนให้ฟังไม่ผิด

เขาตกใจมากร้อง “ว๊าก!” พลางหดหัวเข้าไปในกระดองอย่างรวดเร็ว

“ท่าน... ท่านกลายเป็นเต่าเหมือนกับร่างมโนไปเฉยๆ” อ้อกล่าวแก่เต่าโคบุตรซึ่งนอนอยู่บนเสื้อคลุมหนังเสือ “เป็นอย่างนี้ได้อย่างไร? ฉันได้ยินท่านออกเสียงเวทถูกแล้วแท้ๆ” นางว่าพลางหยิบกระดองขึ้นมาโดยไม่ทราบจะทำอย่างไรต่อดี

เต่าโคบุตรเงียบไปครู่หนึ่ง ในที่สุดจึงมีเสียงลอดออกมาจากกระดองว่า “นี่... อาจจะเป็นพระเจ้าลงโทษ?”

“พระเจ้าลงโทษหรือจ้ะ?” เด็กสาวทวนคำ

“อย่างที่ข้าเคยบอกว่า รหัสเวทเป็นเวทต้องห้ามซึ่งพระเจ้าไม่ต้องการให้แพร่หลายออกไปในหมู่มนุษย์ ข้าสอนเวท ‘Oฯ’ ให้เจ้ายังพอทำเนา แต่ยังเหิมเกริมคิดเรียนเวท ‘O’ เพิ่มด้วย พระเจ้าจึงลงโทษ... ไม่น่าเลย ...ไม่น่าเลย” ขณะที่โคบุตรกล่าวนี้ แม้เขาจะออกเสียง “O” หรือ “Oฯ” ถูกต้องก็ไม่มีผลแล้ว

“แล้วเช่นนี้จะทำอย่างไรดีจ้ะ” อ้อถามด้วยความกังวล

โคบุตรคล้ายคิดอะไรได้จึงบอกให้นางวางเขาลงและว่า “ไหนลองมองข้าด้วยเวท ‘O’ อีกครั้งซี”

อ้อทำตาม ภาพผ่าน “O” ที่นางเห็นนั้น กลับเป็นพระฤๅษีในร่างมนุษย์ แต่ว่าเปลือยกายอยู่
“ว้าย!” เด็กสาวร้องพลางยกมือปิดตา

“เห็นอะไร เห็นอะไร?” โคบุตรถาม

“เห็นท่านโป้อยู่จ้ะ” อ้อปิดตาหน้าแดง

“อ๋อ” เต่าโคบุตรรู้สึกขัดเขินบ้าง จึงสำรวมจิตคิดถึงภาพตนเองในชุดฤๅษีหนังเสือ แล้วกล่าวแก่อ้อว่า “ไหนลองมองอีกทีซี”

เด็กสาวจึงเปิดช่องนิ้วออกมองลอดผ่านอย่างกล้าๆกลัวๆ นางเห็นพระฤๅษีใส่ชุดหนังเสือเรียบร้อยอย่างปกติ จึงถอนหายใจโล่งอก “ฉันเห็นท่านใส่เสื้อแล้วจ้ะ” นางว่า

“อืม... แปลว่าร่างมโนนี้เกี่ยวข้องกับความคิดต่อตนเองของเจ้าของร่างจริงๆ” โคบุตรกล่าวพลางค่อยๆยืดหัวออกจากกระดอง เขาร้องอย่างเจ็บใจว่า “เสียท่าจริงๆ! ทีนี้คนที่ช่วยข้าให้กลับเป็นเหมือนเดิมได้คงมีแต่อาจารย์กัศยปเสียแล้ว”

อ้อฟังดังนั้นก็มีความหวัง จึงถามว่า “แล้วท่านทราบว่าท่านกัศยปอยู่ที่ไหนหรือเปล่าจ้ะ?”

“ไม่รู้หรอก เพราะท่านหายสาปสูญไปนานแล้ว แต่ครั้งสุดท้ายมีคนเห็นท่านปรากฏตัวที่เมืองนาค” เต่าโคบุตรเชิดหน้า “เห็นทีครั้งนี้ข้าจะต้องไปนาควารินกับเจ้าเพื่อสืบข่าวอาจารย์เสียแล้ว!” คำพูดของเขาทำให้อ้อดีใจที่จะได้มีพระอาจารย์ร่วมเดินทาง แต่ขณะเดียวกันนางก็เสียใจที่การนี้มีต้นเหตุมาจากความเดือดร้อนของเขา

วันนั้นโคบุตรจึงสั่งให้อ้ออุ้มเขาเข้าวังไปพบท้าวลัสเตียน ทีแรกกษัตริย์ยักษ์เห็นพระฤๅษีในสภาพเต่าก็ตื่นตกใจ โคบุตรจึงอธิบายว่าใช้เวทมนต์ผิดพลาดทำให้ถูกพระเจ้าลงโทษ และจะขอตามอ้อไปนาควารินด้วยเพื่อสืบข่าวพระกัศยปผู้ซึ่งเป็นคนเดียวที่รักษาตนได้ ทั้งนี้เขาข้ามเรื่องรหัสเวทไปเพราะไม่ต้องการให้มันแพร่กระจายต่อไปอีก

ท้าวลัสเตียนแม้ยังตะลึง แต่เต่าโคบุตรกล่าวหลายสิ่งซึ่งทำให้เชื่อว่าเป็นพระฤๅษีเป็นจริง กษัตริย์ยักษ์จึงยอมตามคำขอของโคบุตร แต่บอกว่าเรื่องนี้จะให้ใครรู้มิได้แม้แต่ลูกศิษย์ในอาศรมของโคบุตรเอง ดังนั้นระหว่างที่โคบุตรเป็นเต่านี้ เขาจะบอกคนเหล่านั้นว่าโคบุตรไปบำเพ็ญเพียรที่อื่นชั่วคราว

สุดท้ายท้าวลัสเตียนแจ้งว่าเขาได้จ้างคนมาอีกสองคนให้มาทำราชการลับในเมืองนาคร่วมกับอ้อด้วย พรุ่งนี้จะเรียกมาให้เจอหน้ากันก่อน อ้อยังสงสัยว่าการสืบความลับในนาควารินจำเป็นต้องใช้หลายคนด้วยหรือ

ระหว่างนั้นนางลอบใช้ “O” มองดูท้าวลัสเตียน เห็นตัวท้าวลัสเตียนกลายเป็นแบบจำลองของ “เกาะลงกา” ขนาดย่อม มีแผนที่บ้านเมืองภูเขาแม่น้ำเหมือนจริงหมด แต่บ้านเรือนชาวบ้าน และปราสาทราชวังนั้นใหญ่เป็นพิเศษ

ท้าวลัสเตียนในโลก “O” กลับเป็นเกาะลงกาที่มีขาเดินได้ ดูแล้วน่าตลกขบขัน แต่ภายหลังเมื่ออ้อคิดถึงอีกครา นางกลับเห็นว่า คนที่เป็นกษัตริย์ที่ดีอาจบางทีต้องมีลักษณะเช่นนี้ก็ได้

... ... ...

คืนนั้นอ้อกับโคบุตรพักอยู่ในวังหลวง วันรุ่งขึ้นท้าวลัสเตียนเรียกให้ไปหาที่ท้องพระโรง

ท้องพระโรงของลงกานั้นตกแต่งเป็นสีขาวสีฟ้าตามแบบศิลปะท้องถิ่น เพดานวาดเป็นรูปห้วงมหาสมุทร พื้นเป็นหินอ่อนเย็น เสานั้นเป็นรูปน้ำไหล เสาแต่ละต้นมีตะเกียงซึ่งทำจากหอยมุกประดับ
ท้าวลัสเตียนนั่งอยู่บนบัลลังค์ซึ่งทำด้วยหยกและประการัง สองข้างท้องพระโรงเป็นเสื่อสาด เข้าใจว่าเมื่อมีการว่าราชการ บรรดามุขมนตรีต้องนั่งพับเพียบบนเสื่อนี้

ขณะที่อ้ออุ้มเต่าพระฤๅษีเดินเข้าไปนั้น ในท้องพระโรงมีคนเพียงสี่คน คนแรกคือท้าวลัสเตียน อีกสามคนเป็นชายแปลกหน้าซึ่งมิได้สักแก้ม แปลว่าล้วนมิใช่อสูร

อ้อสังเกตดู ชายคนแรกนั้น ตาโตปากกว้าง ยิ้มเหมือนคนวิกลจริต เขาไว้ผมและเครายาวถึงเอวล้วนเป็นสีดอกเลา เปลือยกายเกือบหมดนุ่งแต่โจงกระเบนสีขาวตุ่นๆถกเขมร สะพายย่ามใหญ่ มีงูเหลือมพันกายอยู่ตัวหนึ่ง เป็นที่น่าหวาดกลัวนัก

ชายคนที่สองร่างสูง ผอมเกร็ง ตาหยี หน้าจืด ใส่เสื้อแขนยาว มีผ้าคลุมยาว กางกางขายาวแบบทหาร ถุงมือหนัง รองเท้าหนัง ทั้งหมดล้วนเป็นสีดำสนิท ท่าทางสงบเสงี่ยม แต่ดาบยาวที่เขาใส่ฝักดำสะพายอยู่กลางหลังนั้นกลับเปล่งรังสีบางอย่างที่ทำให้เด็กสาวรู้สึกหวาดกลัวเพียงแค่พบเห็น

ชายคนที่สามร่างสันทัด หน้าตาคมคาย ผิวคล้ำ เปลือยท่อนบน แต่สวมสร้อยลูกปัดและกำไลหลากสี โจงกระเบนนุ่งนั้นปล่อยให้ยาวข้างสั้นข้าง เขาผมหยิก รวบเป็นปมใหญ่ๆห้าปมอย่างลวกๆปล่อยให้ตกลงมาด้านหลัง นอกจากนั้นยังหอบเครื่องดนตรีเช่นพิณ กลองบัณเฑาะว์ (กลองเล็กสองหน้า) กลับ ซอ และปี่ พะรุงพะรัง ท่าทางร่าเริงเป็นมิตรอย่างยิ่ง
สำหรับคนที่สามนี้แม้จะแต่งกายพิสดารที่สุด แค่อ้อกลับรู้สึกคล้ายเคยเห็นเขาที่ใดมาก่อน เคยรู้จักมาก่อน และรู้สึกสนิทสนมอย่างประหลาด

“ทุกท่าน นี่คือเด็กสาวซึ่งมีเลือดนาคบริสุทธิ์ ดังที่เราเล่าให้ฟัง นางจะเดินทางไปนาควารินกับพวกท่านด้วย” ท้าวลัสเตียนผายมือทางอ้อ เขามิได้แนะนำเต่าโคบุตร เพราะต้องปิดเป็นความลับ

ชายผิวคล้ำฟังดังนั้นก็เคาะกลับในมือเป็นจังหวะ ร้องว่า “นาร้ายณ์ นารายณ์” พลางเดินเข้าใกล้อ้อยิ้มแย้มกล่าวว่า “ยินดีที่รู้จัก ข้าคือปคนธรรพ์ ฟังจากชื่อก็คงรู้ว่าข้าเป็นคนธรรพ์”

“คนธรรพ์... คนธรรพ์คืออะไรหรือจ๊ะ” อ้อถามเสียงอ่อย

ปคนธรรพ์นิ่งไปนิดหนึ่ง จึงทำหน้าจริงจังอธิบายเป็นเรื่องเป็นราวว่า “คนธรรพ์ คือกิริยาที่เกิดจากการคนน้ำให้ทันคนอื่นที่เขาคนอยู่อย่างไรจ๊ะ พอดีข้าเป็นคนคนน้ำเร็ว”

อ้อแม้ไม่รู้จักคนธรรพ์ก็รู้สึกเหตุผลนี้มันแปลกๆ “แล้วทำไมท่านถึงต้องคนน้ำจนกระทั่งเอามาเป็นชื่อละจ๊ะ”

ชายผิวคล้ำยิ้มอย่างใจเย็น “นั่นเพราะว่าวันหนึ่งข้ากับเพื่อนว่ายน้ำเล่นด้วยกัน แล้วเพื่อนข้าดำลงไปงมได้แหวนทองวงหนึ่ง มีอักษรอ่านไม่ออกอยู่รอบๆ สวมแล้วหายตัวได้ ข้าบอกว่าอยากได้แหวนวงนั้นบ้างเพื่อนข้าเลยดำน้ำหนีไป ข้าจึงต้องคนน้ำตามหาเขา คนอยู่บ่อยๆทุกวันจึงได้ชื่อว่า ‘คนทัน’ ” เสียงของเขาหนักแน่นน่าเชื่อถืออย่างยิ่ง

อ้อและคนอื่นๆในห้องพอฟังเรื่องราวนี้จบก็นิ่งอึ้งไปเนิ่นนาน

ในที่สุดเด็กสาวๆจึงค่อยๆกล่าวว่า “...อันนี้แต่งสดใช่ไหมจ๊ะ?”
ปคนธรรพ์ก็ปล่อยฮาเสียงดัง

ท้าวลัสเตียนตบมือหัวเราะตาม “อ้อเอย เขาล้อเจ้าเล่นดอก คนธรรพ์แท้จริงแล้วคืออมนุษย์เผ่าหนึ่งที่รักใคร่ศิลปะ แต่ท่านปคนธรรพ์นี้เป็นสหายของเรา ทั้งยังเป็นเทพคนหนึ่งในคณะสามสิบสามของดาวดึงส์ด้วย” กษัตริย์ยักษ์อธิบาย “ดาวดึงส์นั้นแปลว่า ‘สามสิบสาม’ คณะสามสิบสามคือคณะเทพสูงสุดซึ่งก่อตั้งสวรรค์ขึ้น ในคณะนี้ประกอบด้วยเทพสำคัญๆมากมายเช่นพระอินทร์ พระอาทิตย์ พระวรุณ”

อ้อฟังดังนั้นก็ตกใจที่คนท่าทางบ๊องๆตรงหน้าตนกลับมีตำแหน่งใหญ่โตร่วมกับทวยเทพทั้งหลาย
ปคนธรรพ์เห็นนางมองอย่างทึ่งก็แลบลิ้นให้ ทำมือป้องปากกระซิบว่า “อย่าเอ็ดไปนะ จริงๆข้าแค่ไปนั่งเล่นดนตรีอยู่ตอนที่เขาทำปฏิวัติกัน เขาก็เลยให้ข้าร่วมวงด้วยซะอย่างนั้นแหละ”

เต่าโคบุตรที่อ้ออุ้มอยู่แอบบ่นเบาๆว่า “ก็เพราะมีเจ้านั่นแหละ ดาวดึงส์ถึงไม่เต็มสามสิบสองเสียที”

ปรากฏว่าชายผิวคล้ำได้ยินต้องอุทานตกใจ “ว๊าก! เต่าพูดได้” เขากระเด้งกายถอยไป จากนั้นจึงเมื่อสังเกตเต่าตัวนั้นชัดเจนขึ้น จึงยื่นหน้ามาพิจารณากล่าวว่า “เอ ว่าแต่เจ้าเต่านี้มันหน้าคุ้นๆนะ หน้าเหมือนเพื่อนข้าคนหนึ่งที่ชื่อวัวๆโคๆอะไรนี่แหละ”

ท้าวลัสเตียนเห็นปคนธรรพ์จะรู้เท่าทันความลับของโคบุตรแล้ว จึงพูดกลบเกลื่อนว่า “เต่านั้นเป็นสัตว์เลี้ยงของอ้อเท่านั้น มันมีความพิเศษบ้างก็อย่าสนใจเลย มาเถิดให้เราแนะนำทั้งสองท่านนี้แก่อ้อด้วย”

เขาผายมือทางชายชุดดำสะพายดาบ ซึ่งแต่แรกจนบัดนี้ยังยืนนิ่งนัยน์ตาลอย คล้ายไม่เห็นความสำคัญของสิ่งใดในโลก
“ท่านนี้คือยอดนักดาบในโลกมืด มีฝีมือดาบรวดเร็วเฉียบคมเหลือประมาณ ไม่มีใครรู้จักชื่อจริงของท่าน และท่านสังหารคนไม่มาก แต่ถ้าพูดถึงชื่อของคนที่ถูกท่านสังหารแต่ละคนแล้ว รับรองว่าพวกเราในที่นี้ต้องรู้จัก”

จากนั้นกษัตริย์ยักษ์ผายมือทางชายเลี้ยงงู “ท่านนี้ไม่เปิดเผยนามเช่นกัน แต่อาจบอกว่าท่านเป็นหมองูที่เก่งที่สุดในโลกก็ไม่เกินเลยไป เพราะท่านได้แตกฉานวิชาการบังคับงู ป้องกันพิษงูหมดสิ้นแล้ว ชั้นที่ว่าแม้พญานาคก็ต้องสยบแก่ท่าน”
เขาหันกลับมาทางอ้อ “สองท่านนี้คือคนที่เราไหว้มาให้มาทำราชการร่วมกับเจ้า จะใช้ชื่อเรียกเป็นรหัสว่า เวรัมภา กับ อาลัมพายน์ ซึ่งแปลว่า ลมกรด และ สะกดงู เจ้าจงจำไว้ด้วย”

อาลัมพายน์เห็นอ้อหน้าตางดงาม รูปร่างอ้อนแอ้น ตั้งแต่นางเข้ามาก็จดจ้องแทะโลมเด็กสาวไม่วางตา บัดนี้ถึงกับออกปากอย่างหยาบคายว่า “เด็กสาวเลือดนาคสวยหยดย้อยเพียงนี้เอง เมื่อจบงานนี้แล้ว สนใจมาเป็นภรรยาข้าหรือไม่!” คำของเขาทำให้อ้อสะดุ้ง

ท้าวลัสเตียนหัวเราะ กล่าวว่า “ท่านหมองูล้อเล่นให้นางกลัวไปใย พวกท่านล้วนต้องทำงานสำคัญ หากทำสำเร็จเราย่อมมีผลตอบแทนอย่างงาม”

อ้อฟังไปฟังมาก็ยิ่งรู้สึกไม่เข้าที จึงรวบรวมความกล้าถามว่า “ท่านจ๊ะ งานสำคัญนี้มิใช่ให้ฉันไปสืบความลับของนาควารินอย่างเดียวหรือจ๊ะ” ที่ต้องถามเพราะนางไม่อยากร่วมทางกับเวรัมภาที่เย็นชาและอาลัมพายน์ที่หยาบโลนนี้

หากกษัตริย์ยักษ์กลับกล่าวว่า “งานของเจ้าคือสืบความลับ ส่วนงานของท่านทั้งสองคือการลอบสังหาร”

“ลอบสังหาร!” อ้ออุทาน

“ใช่ เมืองนาคนั้นแม้ภายนอกดูเข้มแข็งมั่นคง แต่แท้จริงเป็นด้วยการนำพาของคนผู้เดียวคือพญาวาสุกรีนาคราช คนๆนี้มีกิตติศัพท์เก่งกล้าสามารถเลื่องลือนัก แต่หากสังหารเขาได้ เชื่อว่านาควารินจะต้องอ่อนแอลงเจ็ดส่วน และเป็นโอกาสให้ลงกาเราช่วงชิงความเป็นใหญ่ในห้วงสมุทรแทน ...อ้อ! ถ้ามีโอกาสเจ้าเองก็ต้องช่วยงานนี้เช่นกัน” ท้าวลัสเตียนกล่าวอย่างรวบรัดตรงไปตรงมาเหมือนเป็นเรื่องปกติ

อ้อนั้นตั้งแต่เด็กกลัวที่สุดก็คือการทำให้คนอื่นเดือดร้อน อย่าว่าแต่ถึงกับไปเข่นฆ่าคนที่ไม่รู้จัก นางเหงื่อไหลท่วมกายรู้สึกหนักใจอย่างยิ่ง คิดว่าตนเองเพียงต้องการสืบความลับของพ่อแม่ แต่ถ้าต้องทำร้ายคนอื่นเพื่อการนี้ก็ไม่อยากทำแล้ว หากครั้นจะปฏิเสธภาระนี้ก็ไม่กล้า จึงยืนกระสับกระส่ายอยู่

พอดีนางหันไปทางปคนธรรพ์ ปคนธรรพ์รีบปัดไม้ปัดมือบอกว่า “อย่ามองข้าซี ข้าเป็นแค่ตัวประกอบ มาเดินเล่นเฉยๆ ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลยสักนิดเดียวจ้ะ” เด็กสาวก็ทำหน้าปั้นยาก

ขณะนั้นที่ประตูท้องพระโรงมียักษ์คนหนึ่งวิ่งพรวดพราดเข้ามา เขามีร่างกายสูงใหญ่ หน้าตาดุร้าย สวมเกราะที่มีประกายแวววาวทั้งตัว
ยักษ์นั้นคล้ายไม่สนใจใคร มาถึงก็วิ่งเข้าไปหมอบกราบหน้าท้าวลัสเตียนร้องว่า “กษัตริย์! เรื่องนี้เป็นความจริงหรือ!?”

ท้าวลัสเตียนเปลี่ยนสีหน้าบ้าง จึงกล่าวอย่างเย็นชา “ท่านขุนพลกำปั่น ใครใช้ให้ท่านแอบฟัง”

“ข้าไม่ยอมรับ! ข้าไม่ยอมรับ!” ยักษ์ชื่อกำปั่นร้อง “อสูรลงกาหาคนดีมิได้แล้วหรือ กษัตริย์จึงเอาเงินมากมายไปจ้างคนนอกมาทำงาน!”

“งานชิ้นนี้ท่านทำไม่ได้ดอก” ท้าวลัสเตียนกล่าวเรียบๆ

กำปั่นยังดื้อดึงร้องดังๆว่า “งานของหมองูหรือเด็กสาวเลือดนาคก็พอเข้าใจได้ว่าเป็นความพิเศษเฉพาะตัว แต่นักดาบคนนั้นใช้วิชาต่อสู้ ข้ามั่นใจว่าเรื่องต่อสู้นี้ ไม่เป็นรองใครเด็ดขาด!”

กษัตริย์ยักษ์ฟังดังนั้นก็ถอนหายใจ หันไปมองเต่าโคบุตรที่อ้ออุ้มอยู่ โคบุตรผงกศีรษะตอบ ท้าวลัสเตียนจึงกล่าวว่า “เอาเถิด เราจะบอกรายชื่อของคนที่ถูกเวรัมภาสังหารให้นะ เขาฆ่าคนไม่มาก ...มีแค่ห้าคน” จากนั้นเขาก็ค่อยๆไล่พูดชื่อของคนมาห้าชื่อ ชื่อเหล่านี้อ้อไม่รู้จักสักคนจึงนิ่งงงอยู่ แต่ให้กำปั่นยิ่งฟังยิ่งแตกตื่น เหลียวมองหน้าเวรัมภาหลายครั้ง เวรัมภาก็ยังคงเหม่อลอย

ครั้นท้าวลัสเตียนพูดจบกำปั่นถึงกับนิ่งอึ้งไปเนิ่นนาน เพียงเพราะถูกข้อมูลรายชื่อทั้งห้านี้สะกดไว้

แต่ในที่สุดเขาคล้ายไม่ยอมรับนั่นเอง อุทานว่า “เฮ้ย! ข้าไม่เชื่อว่านี่คือเรื่องจริง” เขาลุกขึ้นชี้หน้าชายนักดาบ “เจ้า! ข้าขอท้าเจ้าสู้ที่นี่เดี๋ยวนี้เลย!”

เวรัมภาเหมือนมีอะไรมาสะกิดให้พ้นจากภวังค์ เขาเหลียวทางท้าวลัสเตียน ท้าวลัสเตียนจึงว่า “กำปั่นเอย เจ้าเป็นมือดีซึ่งเรายอมรับ แต่อย่าผยองท้าท่านผู้นี้ดีกว่า ด้วยชื่อทั้งห้าที่กล่าวมาแล้ว เจ้าก็รู้ว่าเจ้าไม่คู่ควรกับการลงมือของท่าน” เขาโบกมืออย่างเหนื่อยใจ “...และอย่าเข้าใจผิดว่าท่านผู้นี้ใช้เงินจ้างได้นะ เงินทั้งหมดเราสัญญาจ้างอาลัมพายน์คนเดียว ส่วนท่านผู้นี้ที่มาทำงานให้เปล่าๆ เป็นเพราะต้องการลองฝีมือกับวาสุกรีเท่านั้น” คำพูดดังกล่าวทำให้กำปั่นสะอึกไปอีก

แต่กำปั่นถือดีว่าตนเป็นยอดฝีมือในลงกา ที่ผ่านมาไม่เคยแพ้ใครเช่นกัน สุดท้ายเขายังยืนกรานหนักแน่น “ข้า... ข้าไม่ยอมรับ อย่างน้อยก็ต้องลองฝีมือกันก่อน!”

เวรัมภาหันมาทางท้าวลัสเตียนด้วยสายตาเหม่อลอย ท้าวลัสเตียนถอนหายใจ จึงว่า “ท่านจงปราณีเขาเถิด” แปลว่าอนุญาตให้มีการประลองแล้ว

ชายนักดาบเปลี่ยนสีหน้าไป จากเย็นชาซึมเซา กลับเป็นเข้มแข็งเขม็งเกรียว กิริยาประเปรียวดุจดังคนละคน

เขาชักดาบกลางหลังออก มันเป็นดาบหัวปลาหลดสีเงินปลอดดูคมวาวน่าหวาดเสียว เพียงดาบนี้ออกจากฝักบรรยากาศในห้องก็หนาวขึ้นถนัด

เวรัมภามองดาบนี้อย่างสเน่หาประดุจมองคนรัก ลูบไล้มันหลายครา และหันไปกล่าวกับกำปั่นอย่างสุภาพนุ่มนวลว่า “ตัวข้ามีจุดแข็งคือดาบเล่มนี้ มันมีชื่อว่า ‘การุณฆาต’ เป็นดาบหัวปลาหลด ยาวสามคืบห้านิ้ว ทำจากโลหะอุกาบาต ขอเตือนว่าระหว่างต่อสู้กัน ท่านต้องพยายามหลบดาบของข้าให้ดี อย่างปะทะตรงๆ เพราะไม่มีสิ่งใดในโลกที่ดาบข้าฟันไม่ขาด ...ไม่มีเลย” น้ำเสียงให้เกียรติของเขาแฝงเนื้อหาหยิ่งผยองอย่างยิ่ง

ท้าวลัสเตียนจึงถามว่า “ท่านเวรัมภา การุณฆาตนี้ฟันทุกสิ่งในโลกขาดได้จริงหรือ?”

เวรัมภาผงกศีรษะ “เมื่อก่อนข้าก็สงสัยเรื่องนี้ มีหลายคนสงสัยเรื่องนี้ แต่ตอนนี้พวกนั้นส่วนใหญ่ตายแล้ว ส่วนข้าหายสงสัยแล้ว”

เขาหันไปพูดกับกำปั่นต่อ “ทางเดียวที่ท่านจะชนะข้าได้คือต้องหลบดาบของข้าให้ถึงที่สุด และหาช่องว่างโจมตีข้าที่ขาซ้าย เพราะขาข้างนี้เคยหักมาก่อน นอกจากนั้นข้าขอเรียนถามท่านว่าท่านมีจุดแข็งที่ใด”

กำปั่นโกรธจัดจนหน้าแดง ฮึดฮัดพูดว่า “พอดีเลยที่เจ้ามีดาบวิเศษ! ข้าก็มีโล่ห์วิเศษเช่นกัน!” เขาชูโล่ห์วงกลมสีขาวมันขึ้น “ขอแจ้งว่าโล่ห์ของข้าทำจากมุกยักษ์ใต้ทะเล ที่ผ่านมาทานอาวุธได้ทุกชนิด ไม่เคยมีรอยขีดข่วนมาก่อน!”

เวรัมภาฟังดังนั้นยิ้มเล็กน้อย พูดอย่างสุภาพ “ถ้าเช่นนั้นข้าจะพยายามโจมตีแต่โล่ห์ของท่าน แต่ทางที่ดี ท่านยังคงพยายามหลบไว้ดีกว่า...” ทุกคนได้ยินคำพูดโอหังของเขาก็หวาดกลัวบ้าง สงสัยบ้าง

เสนายักษ์ทนถูกเหยียดหยามต่อไปมิได้ จึงตวาดดังๆ โถมกายเข้าต่อยเวรัมภา
หากชายนักดาบยังคงสงบนิ่ง ในชั่ววินาทีนั้นกำปั่นเห็นสายตาฝ่ายตรงข้ามปรากฏแววอำมหิตมาแวบหนึ่ง กลับเป็นฝ่ายต้องหยุดชะงัก ยกโล่ห์ขึ้นมารับโดยสัญชาตญาณ

พอกำปั่นหยุดชะงัก ทุกคนก็หยุดชะงัก คล้ายเวลาหยุดนิ่งไปเนิ่นนาน

สุดท้ายเวรัมภาจึงค่อยๆเก็บดาบเข้าฝัก ดวงตากลับเป็นเหม่อลอยอีกครั้ง

“ยังมิได้สู้กัน ทำไมท่านถึงเก็บดาบเล่า?” ท้าวลัสเตียนถาม

“ข้าลงดาบแล้ว” เวรัมภาตอบเรียบๆ

กำปั่นโกรธก็ตวาดว่า “ลงดาบเมื่อใด!? ข้าไม่เห็นรู้สึกว่ามีอะไรมากระทบโล่ห์ข้าเลย!”

เวรัมภายิ้มแก่เสนายักษ์ “อย่าขยับเชียวนะ ถ้าขยับจะเป็นเรื่องใหญ่”

ขณะนั้นกำปั่นรู้สึกว่าเย็นวาบที่หลังคอก็ตกใจจนยืนแข็งทื่อไปพักหนึ่ง หลายนาทีต่อมาเขารวบรวมความกล้าเอามือซ้ายที่มิได้ถือโล่ห์ลูบดู จึงพบว่ารอบคอของตนคล้ายมีรอยบางอย่างอยู่

พอกำปั่นขยับมือขวา โล่ห์มุกซึ่งเขาภาคภูมิใจก็แตกเป็นสองซีกง่ายๆ ปรากฏว่ามีวงสีแดงอยู่รอบมือขวาด้วย

เสนายักษ์หน้าถอดสี ไม่กล้าขยับเขยื้อนใดๆอีก ทุกคนในห้องนั้นก็ตกใจตามๆกัน

สิ่งที่อธิบายเรื่องนี้ได้เพียงอย่างเดียวคือ เวรัมภาได้ลงดาบแล้ว ดาบของเขาไม่เพียงฟันโล่ห์มุกขาดง่ายๆ ยังผ่าทะลวงไปฟันข้อมือและคอของกำปั่นขาดออกจากกันด้วยความเร็วซึ่งไม่มีใครมองเห็น!

และเนื่องจากฝีดาบของเวรัมภานั้นเร็วมาก ประณีตมาก ดังนั้นแม้ฟันคอกำปั่นขาด เลือดก็มิได้ไหล เมื่อนิ่งเฉยพักหนึ่งเนื้อยังกลับสมานกันใหม่ได้สนิท จึงปรากฏเหลือเพียงรอยแดง!

กำปั่นตระหนักว่าเมื่อครู่ตนเอง “ถูกฆ่าตาย” ไปแล้วครั้งหนึ่ง เป็น “การุณฆาต” หรือการสังหารโดยความการุณเช่นเดียวกับชื่อดาบ ความเฉียบคมของมัน เขาเองไม่กล้าสงสัยอีกแล้ว!
แม้ตอนนี้ยังมีชีวิตแต่ขุนพลยักษ์ก็ไร้เรี่ยวแรงทรงกาย ถึงแก่เข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น ท้าวลัสเตียนรีบเดินออกไปตะโกนเรียกหมอให้มาหามเขาออกไปรักษา

จากนั้นกษัตริย์ยักษ์จึงเดินมาขอบคุณเวรัมภา “ท่านฝีมือร้ายกาจจริงๆ ขอบคุณที่ไว้ชีวิตบริวารของเรา”

เวรัมภามิได้สบตาท้าวลัสเตียนกลับ ยังทำเหม่อลอยตอบว่า “...มันเพียงไม่คู่ควร”

“ตอนนี้เราเชื่อแล้วว่าดาบของท่านฟันทุกอย่างขาดได้จริง”

“อืม... มีอย่างหนึ่งที่ฟันไม่ขาด” เวรัมภาแค่นเสียง “นั่นคือบาปกรรมของมนุษย์”

บุคลิกของเขาสร้างความพรั่นพรึงให้อ้อยิ่งนัก นางรู้สึกว่าไม่กล้าเข้าใกล้คนผู้นี้แล้ว

ภายหลังเด็กสาวลองใช้ “O” มองดูคนในห้อง เห็นว่าปคนธรรพ์กับอาลัมพายน์มีร่างมโนเหมือนร่างปกติ นอกจากท้าวลัสเตียนซึ่งมีรูปเป็นเกาะลงกาแล้ว เมื่อนางมองไปทิศที่เวรัมภายืนอยู่ ก็เห็นเพียงความมืดทะมึนประดุจห้วงมฤตยู

บทความ โดยสมาชิกท่านนี้

กระทู้ โดยสมาชิกท่านนี้
ยังไม่มีงานเขียน

ข้อสอบ โดยสมาชิกท่านนี้
ยังไม่มีงานเขียน

นิยาย โดยสมาชิกท่านนี้
*** ลำนำหกพิภพ : คีตาวารี *** (views: 7,183)
เรื่องนี้เป็นแฟนตาซีไทยแนวผจญภัย ลึกลับ (ฯลฯ) ฝากเล่มที่พิมพ์ไปแล้วด้วยนะครับ
*** เดชคัมภีร์อัศนีสีสวยฯ *** (views: 3,255)
เปนนิยายจีนที่สนุกที่สุด แลอ่านแล้วจะสุขภาพแข็งแรง เงินทองไหลมาเทมา โรคภัยไม่เบียดเบียน สติปัญญาแจ่มใสประดุจแก้วกระจก



เชษฐา
(เชษฐา)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 192 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 เดือน
แบ่งปันความรู้ 7 ครั้ง
ได้รับดาว 69 ดวง

โหวตเพิ่มดาว
Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.