ตอนที่ ๗ นาคราช
“ในน้ำมีมังกร”
ศรีสอนหนุมาน
... ... ...
ท้องพระโรงกรุงลงกา เวลากลางคืน
บัดนี้สถานที่อันโอ่อ่ากลับจุดตะเกียงเพียงดวงเดียว ท้าวลัสเตียนนั่งอยู่บนเสื่อ กำลังคุยกับเต่าโคบุตรเป็นการลับ
“พระอาจารย์แน่ใจหรือว่าจะการดีกว่าที่เราปิดเรื่องนี้กับอ้อ” พญามารถาม
“อืม...” โคบุตรคราง เขาส่ายศีรษะถอนหายใจ “เด็กสาวคนนั้นมีจิตใจดีงามนัก ถ้าหากนางรู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของเรา นางย่อมไม่อยากทำงานให้เรา ...เฮ่อ เมื่อตอนกลางวันเพียงท่านบอกว่าจะฆ่าวาสุกรี นางก็มีท่าทีไม่ยอมรับแล้ว”
ท้าวลัสเตียนขมวดคิ้ว “งานนี้เป็นงานสำคัญ เป็นไปได้ข้าก็อยากใช้คนที่มีจิตใจเข้มแข็งไปทำเช่นกัน”
เขาหยิบจดหมายที่ใช้กระดาษเนื้อหยาบแผ่นหนึ่งออกมา “อย่างที่ทราบว่าปัจจุบันจดหมายฉบับนี้กำลังแพร่หลายในเมืองนาค พวกนาคใหญ่น้อยล้วนหวาดกลัวมัน ขณะเดียวกันก็เกิดข่าวลือเกี่ยวกับมันมากมาย”
“ไม่น่าเชื่อว่าพวกนาคเชื่อถือเพียงจดหมายเวียนฉบับหนึ่ง” พระฤๅษีกล่าว
ท้าวลัสเตียนยิ้มน้อยๆ เขายกจดหมายนั้นขึ้นอ่าน
“ขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนเจ็ด ศักราช ๑๔๗๕
แดนงูเป็นวิปริต กษัตริย์จักเสื่อมสีหนาท ทวยราษฎร์จักล้มตาย พื้นน้ำจักมลาย แลพล่านไปด้วยไฟร้อน
ในกาลสิ้นยุคนั้นย่อมเกิดเหตุอาเพศสิบประการ คือนกจักหวนมา ปลาจักอาดูร อสูรจักงำเมือง
เงือกน้ำจักกลายเป็นเงือกดิน เงือกดินจักสิ้นพิษ อายุจักทอนสั้นเสมอมนุษย์
ชาวเมืองจักขึ้นมาอยู่ป่า นคราที่สองจักพินาศ อากาศจักแหลกลาญ พระกาฬจักล้างคน
เมื่อนั้นหาญบ่าวหนุ่มจักลงมาปราบทุกข์ จักสังหารท้าวเผือกตาแดง พญาใหม่จักเป็นอนงค์แน่งน้อย แผ่นดินใหม่จักเป็นทองคำ บริบูรณ์ด้วยโภคาภัตตาอาหาร พ้นจากอันตรายทั้งปวง มีความสงบร่มเย็นประดุจดาวดึงส์สวรรค์
จดหมายนี้ให้คัดลอกส่งต่อกัน ผู้ซึ่งถือจดหมายฉบับนี้จักได้รับการละเว้นจากพระกาฬ แลจักรอดสู่แดนทองคำ”
กษัตริย์ยักษ์กล่าวหลังจากอ่านจบว่า “อย่างที่พระอาจารย์เห็น จดหมายที่เราได้มานี้ทำด้วยกระดาษเนื้อหยาบ แปลว่ามันได้แพร่หลายไปยังพวกนาคชนบทแล้ว เงือกงูเหล่านั้นอาจมีหลายคนที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่การคัดลอกจดหมายส่งต่อมีต้นทุนต่ำ จึงมีหลายคนที่ยอมคัดลอกแพร่มันออกไปเรื่อยๆ จนปัจจุบันเชื่อว่าประชากรนาคหลายหมื่นครัวเรือนแอบมีจดหมายนี้เก็บไว้ ครั้นเรื่องราวนี้มีคนรับรู้จำนวนมาก ข่าวลือไร้สาระก็กลายเป็นความจริงได้”
โคบุตรพยักหน้า “เห็นได้ชัดว่าผู้เขียนจดหมายนี้คนแรกมีประสงค์จะสร้างความปั่นป่วนในเมืองนาค เราไม่ทราบว่าเขาเป็นใคร แต่เขาฉลาดมาก เพราะใช้วิธีง่ายๆแต่ได้ผลสูง กระทั่งเมื่อข่าวลือคุกคามความมั่นคงของราชการ ราชการยังไม่รู้จะจับใคร เพราะจดหมายนั้นแอบทำง่าย ปราบยาก เมื่อคัดลอกต่อๆกันก็มิอาจสืบหาต้นตอแล้ว”
ท้าวลัสเตียนหัวเราะ “นี่คงเป็นพวกนาคตั้งใจก่อการวิวาทกันเอง แม้เราไม่ทราบต้นตอ แต่เราจะฉวยโอกาสใช้ประโยชน์จากมัน”
“อืม...”
“มีข้อความในจดหมายนี้สองอย่างที่เป็นผลดีกับเรา คืออาเพศที่ว่า ‘อสูรจักงำเมือง’ และคำทำนายที่ว่า ‘พญาใหม่เป็นอนงค์แน่งน้อย’ ก็พอดีกับเราได้อ้อซึ่งเป็นเด็กสาวนาคสายเลือดบริสุทธิ์มา” เขายกมือขึ้นกำแน่น “นี่ประดุจโอกาสทองอันหายาก เราตั้งใจส่งอ้อไปเป็นพญาของพวกงูเพื่อใช้นางเป็นหุ่นเชิดครอบงำนาควารินพร้อมกับเสนามารซึ่งเราจะส่งไปด้วย นางมีสายเลือดบริสุทธิ์ย่อมไม่มีใครขัดขวาง ยกเว้นแต่วาสุกรีซึ่งเป็นใหญ่อยู่ก่อน”
ท้าวลัสเตียนยิ้มอย่างเคร่งเครียด คล้ายมองเห็นความหวังในเรื่องที่ปรารถนามานาน นั่นคือการนำพาลงกาไปสู่ความเป็นจ้าวแห่งท้องทะเล ซึ่งหากสำเร็จ ประชาชนมารย่อมร่ำรวยอยู่ดีกินดีมากขึ้น
สำหรับโคบุตรนั้นแม้ยินดีที่ลงกามีโอกาสชิงความเป็นใหญ่กับนาควาริน แต่ก็เสียใจที่คล้ายดึงเด็กบริสุทธิ์อย่างอ้อให้มาตกอยู่ในวงการเมืองอันชั่วร้าย จนบัดนี้เขายังมิได้บอกเรื่องที่จะให้อ้อไปเป็นหุ่นเชิดในเมืองนาคเพราะกลัวนางไม่ยอมทำงานให้ แต่ในที่สุดคงต้องบังคับนางอยู่ดี
พระฤๅษีในร่างเต่าคิดแล้วก็รู้สึกสะทกสะท้อนที่ตนเองเป็นนักบวชทรงศีลแต่เมื่อมาเป็นปุโรหิตของประเทศก็จำต้องร่วมทำงานบ้านเมืองทั้งที่สะอาดและสกปรก บางทีนี่อาจเป็นราคาของอาศรมสวยๆ ลูกศิษย์เยอะๆ การมีคนนับหน้าถือตา หรือทุนทางวิชาการไม่จำกัดที่ท้าวลัสเตียนจ่ายให้นั่นเอง
... ... ...
วันต่อมาโคบุตรเห็นว่าจะต้องร่วมงานกับเวรัมภา อาลัมพายน์ ไม่ควรปิดบังความลับแก่กัน จึงแจ้งพวกเขาว่าตนเองคือพระฤๅษีที่ใช้เวทมนต์ผิดพลาด เวรัมภากับอาลัมพายน์ก็ไม่ใคร่สนใจนัก
พวกยักษ์จัดให้อ้อพร้อมทั้งพวกมือสังหารแต่งตัวอย่างชาวบ้านมนุษย์ อ้ออุ้มโคบุตรไปยังสถานีขนส่งแห่งหนึ่ง โคบุตรบอกว่าการเดินทางระหว่างเมืองในประเทศที่เจริญแล้ว จะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “เครื่องพลวาหนเล็ก”
เครื่องพลวาหนนี้เป็นของที่เทพมาสร้างให้ เป็นบริการสาธารณะของดาวดึงส์ ผู้ใดมีเงินก็สามารถโดยสารได้ มันใช้วิทยาการชั้นสูง สามารถสลายสสารในร่างกายคน แล้วดึงให้ไปประกอบเป็นร่างขึ้นใหม่ในอีกสถานที่หนึ่งโดยเวลาในการเคลื่อนย้ายนั้นแทบจะเป็นทันที
อนึ่งพวกเทพตั้งสถานีขนส่งลักษณะดังกล่าวในเมืองใหญ่ๆทั่วโลกยกเว้นในอสูรกายภูมิ การเดินทางนี้อยู่ในการควบคุมของสถานีขนส่งหลักที่เมืองอลกาซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัดสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ความจริงมีค่าใช้จ่ายสูงมาก แต่ผู้ปกครองเมืองอลกาอยู่นั้นคือท้าวกุเปรันบุตรคนโตของท้าวลัสเตียน บางครั้งชาวลงกาจึงได้รับสิทธิพิเศษในใช้บริการชนิดนี้
อ้อพบว่าสถานีขนส่งนี้มีลักษณะเป็นอาคารใหญ่ ภายในสะอาดสะอ้านเรียบร้อย มีครอบแก้วใสตั้งเรียงรายอยู่เป็นจำนวนมาก
นางถูกจัดให้เข้าไปข้างในครอบแก้วหนึ่ง สักพักครอบแก้วก็ปิดลงและมีแสงสว่างจ้าฉายออกมาจนอ้อต้องปิดตา ครั้นนางเปิดตาอีกครั้งก็พบว่าตนเองได้อยู่ในสถานที่อีกแห่งหนึ่งแล้ว
สถานที่แห่งใหม่นี้ยังคงเป็นอาคารลักษณะใกล้เคียงเดิม แต่มีผู้คนหลากหลายชนชาติสัญจรไปมาเป็นจำนวนมาก
เมื่ออ้อลงจากเครื่องพลวาหนแล้วก็ไปหาเต่าโคบุตรที่แยกโดยสารในอีกเครื่องหนึ่ง และพาอุ้มไปยังด่านตรวจคนเข้าเมืองพร้อมกับมือสังหารทั้งสอง โคบุตรได้สอนให้นางแจ้งเทพเจ้าหน้าที่ว่าตนกับเวรัมภาและอาลัมพายน์เป็นวาณิชชาวมนุษย์เดินทางไปค้าขายที่นาควาริน พร้อมทั้งยื่นหลักฐานคือบัตรกลละที่พวกยักษ์ทำให้
อ้อสังเกตว่าเทพเจ้าหน้าที่หลายคนจะใส่หน้ากากปิดปากเอาไว้ก็รู้สึกแปลก จึงถามโคบุตร โคบุตรตอบว่าไม่ทราบเหมือนกัน คิดว่าคงเป็นเครื่องแบบใหม่ และว่าเมื่อไม่นานนี้มีข่าวพวกอสูรอสูรกายภูมิยกทัพมาประชิดอลกา แต่พระอังคารนำกำลังมาปราบปรามเรียบร้อยแล้ว
เด็กสาวสงสัยจึงลองมองพวกเขาผ่าน O
นางพบว่าพวกเจ้าหน้าที่มีรูปร่างเหมือนปกติบ้าง พิกลไปต่างๆบ้างเหมือนที่เคยเห็นคนในลงกาเป็น แต่มีลักษณะประหลาดร่วมกันคือจะมีอะไรบางอย่างมาคลุมปิดรอบปากและแก้มเอาไว้ แม้แต่คนที่ไม่ได้ใส่หน้ากากในโลกจริง ในโลกของ O ก็กลับใส่หน้ากากคล้ายหวาดกลัวจะถูกพบเห็นหน้าอย่างนั้น
เมื่อเทพเจ้าหน้าที่รับบัตรกลละของอ้อมาตรวจก็มีท่าทีแปลกใจ และเดินไปปรึกษากับหัวหน้าของตน พวกเขาพูดคุยกันพลางชี้มาที่กลุ่มของอ้อจนเด็กสาวใจเสีย อย่างไรก็ตามในที่สุดก็คล้ายว่าหัวหน้าของเขาตัดสินใจบางอย่างได้ และปล่อยคณะของอ้อให้เดินทางต่อตามปกติ
อ้อกับพวกเดินทางออกจากอาคาร “ลงกา” มายังอาคารที่มีป้ายเขียนว่า “นาควาริน” ซึ่งเป็นอาคารที่ใหญ่กว่าอาคารลงกามาก
นางพบว่าคนที่เดินทางสัญจรในอาคารนั้นส่วนใหญ่จะมีรูปร่างอ้อนแอ้น หน้าตาสวยงาม กิริยาแช่มช้อย และมีผิวขาวละเอียดกว่าคนพวกอื่น โดยลักษณะนี้กลับคล้ายคลึงกับแม่วาด เมื่อโคบุตรบอกว่าคนเหล่านี้เป็นนาค อ้อก็รู้สึกสะท้อนใจบ้าง
โคบุตรยังชี้ให้ดูว่านาคบางคนก็มีร่างเป็นงูมีหงอนเลื้อยอยู่บนพื้น
นาคที่มีรูปเป็นงูนี้เรียกว่าชลชนาค (นาคกำเนิดน้ำ) มีทั้งเหงือกและปอด สามารถอาศัยทั้งบนบกในน้ำ นาคที่มีรูปเป็นคนเรียกว่าถลชนาค (นาคกำเนิดบก) มีแต่ปอดเหมือนมนุษย์ อยู่ในน้ำไม่ได้ แต่ก็สามารถดำน้ำได้นานกว่าคนธรรมดามาก ทั้งสองถือเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน อาศัยอยู่ร่วมกัน
อนึ่งนาคคนและนาคงูย่อมสังวาสกันมิได้ แต่ครอบครัวนาคคนบางทีก็มีลูกออกมาเป็นนาคงู และครอบครัวนาคงูก็อาจมีลูกเป็นนาคคนเช่นเดียวกัน โดยทั้งสองชนิดจะตั้งท้องเพียงไม่กี่เดือน และคลอดลูกออกมาเป็นไข่ก่อน
พระฤๅษียังเล่าว่าเมื่อครั้งกระโน้นพวกนาครุ่นแรกที่กำเนิดมาจากการตัดต่อพันธุกรรมของพระกัศยปเทพบิดรมีความสามารถในการแปลงร่างกลับไปกลับมาระหว่าง ร่างคนกับร่างงูทุกตัว ต่อมาเมื่อพระยาอนันตนาคราชสมรสกับนางมนุษย์ เลือดนาคเจือจางลง นาครุ่นหลังจึงแปลงร่างกลับไปมาไม่ได้อีก และผู้ที่มีความสามารถนี้ปัจจุบันเหลือเพียงสองคนคือ พระยาอนันตนาคราช กับพระยาวาสุกรีนาคราชเท่านั้น
อ้อฟังถึงตรงนี้ก็สงสัยว่าถ้านางเป็นนาคเลือดบริสุทธิ์จริง จะมีความสามารถแปลงร่างกลับไปมาหรือไม่?
คณะของเด็กสาวได้โดยสารเครื่องพลวาหนอีกครั้งหนึ่งเพื่อไปยังนาควาริน
เมื่อถึงที่หมายแล้วก็ต้องผ่านด่านศุลกากรของเจ้าหน้าที่เทพซึ่งประจำอยู่ในเมืองนาค การเดินทางตรงนี้ไม่มีปัญหาเพราะพวกลงกาได้เตรียมการมาก่อน
ที่นี่อ้อลองมองด้วย O แล้วรู้สึกว่าทิวทัศน์มีสีจางกว่าโลกจริงเล็กน้อย เหมือนมีผ้าขาวบางๆบังอยู่
สิ่งนี้ทำให้นางต้องประหลาดใจอีกครั้งเมื่อพบว่า โลกของ O มิได้ต่างจากโลกจริงเพียงภาพสิ่งมีชีวิต แต่แม้ภาพสิ่งแวดล้อมก็อาจต่างได้ด้วย
นางรู้สึกหูอื้อบ้าง เมื่อแจ้งโคบุตรเขาก็หัวเราะและว่าเป็นเรื่องปกติเพราะบัดนี้นางได้มาอยู่ ใต้ทะเลลึกแล้ว โดยเป็นอย่างที่เคยเล่าให้ฟังว่าพวกนาคนั้นมีวิสัยชอบสร้างบ้านเรือนอยู่ ใต้ทะเล
ในตอนต้นเด็กสาวสงสัยว่าเมืองใต้ทะเลนั้นเป็นอย่างไร แต่เพียงก้าวออกมาจากอาคารขนส่งก้าวแรก นางก็ต้องผิดสังเกตที่แสงที่สาดลงมาตรงพื้นข้างหน้าตนนั้นขยับเคลื่อนเป็นเงาน้ำไหล
เมื่ออ้อเงยหน้าจึงได้พบกับทิวทัศน์แรกของเมืองนาคที่แตกต่างไปจากบ้านเมืองอื่นๆโดยสิ้นเชิง
นาควารินเบื้องหน้านางมีลักษณะเหมือนหุบเหวขนาดใหญ่ กินอาณาบริเวณกว้างยาวหลายโยชน์
“ท้องฟ้า” ของเมืองนาคนี้มิใช่ท้องฟ้า แต่เป็นแผ่นแก้วใสขนาดมหึมาที่กั้นน้ำทะเลไว้ อ้อมองขึ้นไปยังเห็นฝูงปลาว่ายน้ำอยู่เบื้องบน และมีศิลาที่ให้แสงสว่างที่พวกนาคนำไปติดไว้บนแผ่นแก้ว
โคบุตรเล่าให้ฟังว่าเมืองนาคนั้นแต่แรกสร้างอยู่ในหมู่ถ้ำใต้ทะเล และเพื่อให้มีพื้นที่แห้งก็ทำครอบแก้วใสกำบังไว้ เฉพาะตรงที่พวกเขาอยู่นี้เป็นเหวลึก สองข้างของหุบเหวย่อมเป็นชั้นหินสูงมหึมาซึ่งมีการประดับประดาต่างๆ บางจุดก็ถูกสลักให้เป็นรูปปั้น บางจุดก็มีผ้าหลากสีประดับ บางจุดก็ปล่อยทิ้งไว้ แต่มีแสงระยิบระยับด้วยโลหะในชั้นหินต้องกับแสง
บ้านเรือนของพวกนาคมีลักษณะเป็นอาคารสีขาวและเงิน ไม่นิยมทาสีอื่น แต่นิยมตกแต่งด้วยปะการังหลากสีสันให้ตัดกับอาคาร นอกจากนั้นยังนิยมติดธงยาวหน้าบ้าน ถักทอเป็นรูปปลาบ้าง จระเข้บ้าง นาคงูนาคคนบ้าง
ถนนหนทางในนาควารินเป็นพื้นเรียบสะอาด ขอบทางตกแต่งด้วยเปลือกหอย มีสวนปะการังอยู่มากมาย ล้วนแต่สวยงามน่าพิศวง ไม่ว่ามองไปทางไหนก็จะเห็นศิลปะอันวิจิตร ประกอบด้วยลวดลายอันอ่อนช้อยของสายน้ำ ประดุจว่าได้โลดแล่นอยู่ในทะเลอันสดชื่น
ประชาชนชาวนาคนั้นมักสวมเสื้อแขนยาวมิดชิด มีภูษาสนับเพลา และมีเสื้อคลุมนอกสีขาว บางคนสวมชฎารูปงู เสื้อคลุมของหญิงจะสั้นกว่าเสื้อคลุมชายซึ่งมักยาวลากพื้น ส่วนนาคที่เป็นงูจะประดับกายด้วยอัญมณี มีปะวะหล่ำกำไลคล้องตัว และคนมีฐานะอาจสวมทับทรวงเพิ่มขึ้นมา กิริยาของพวกเขาเหล่านี้ดูสุภาพนิ่มนวล โดยเฉพาะเมื่ออ้อนึกเทียบกับยักษ์ลงกาซึ่งเคยเห็นมาก่อน
เด็กสาวพิจารณาบ้านเมืองนาควารินเพียงที่เห็นแต่ไกลๆจากสถานีขนส่งนี้ คิดว่าแม้เมืองจะมีลักษณะของนครอันเจริญ แต่ก็มีลักษณะของป่าเขาไพรดิบ ตัวเมืองนั้นมิได้คึกคัก แต่ว่าสมบูรณ์ด้วยอารยธรรม คล้ายสร้างให้กลมกลืนกับธรรมชาติมากที่สุด นางเห็นเพียงครั้งเดียวก็รู้สึกหลงไหลผูกพัน เหมือนว่ากลับมาบ้านเกิด แต่พอคิดว่าตนเองมาที่นี่ด้วยจุดประสงค์ร้ายก็ใจเสียอยู่
คณะของอ้อรออยู่หน้าสถานีสักพักก็มีนาคบุรุษคนหนึ่งมารับ
นาคบุรุษนี้ ตัวเตี้ย ตาหยี ผิวขาวผ่อง ท่าทางอารมณ์ดี ยามยิ้มปากนั้นฉีกเกือบถึงหู ร่างอ้วนท้วน แต่เสื้อคลุมที่ใส่กลับมีขนาดเล็กจนคับ กลายเป็นลักษณะอันน่าตลกขบขัน เขาแจ้งคำรหัสกับอ้อให้ทราบว่าตนเองคือสายลับลงกาที่ถูกส่งมาก่อนจึงพานางและพวกมือสังหารไปยังที่พักของตนซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก
เมื่อถึงที่พักชายอ้วนจัดแจงนำกับข้าวออกมาเลี้ยงทุกคนอย่างอิ่มหมีพีมันจึงแนะนำตัวว่าชื่อสุกรสาร จริงๆแล้วเป็นยักษ์ที่มีความสามารถในการแปลงกาย จึงได้รับหน้าที่เป็นสายลับมายังเมืองนาค แต่เขาบอกว่าไม่ชอบการเป็นสายลับหรอก ชอบทำกับข้าวมากกว่า เขาอวดว่าเพียรทำกับข้าวอร่อยๆเพื่อกินเองจนตัวอ้วนท้วนเช่นนี้
“เรื่องเป็นสายลับข้าอาจจะได้เรื่องบ้างไม่ได้เรื่องบ้าง มาอยู่เมืองนาคตอนแรกก็ไม่รู้ว่าจะเข้าไปสืบเรื่องราวในคุ้มหลวงอย่างไร ได้แต่อยู่ในตลาดข้างนอกอาศัยวิชาพ่อครัวหากินไปเรื่อยๆ จนมีชื่อเสียงขนาดที่คนจากคุ้มหลวงมาว่าจ้าง จนปัจจุบันข้าได้เป็นพ่อครัวส่วนตัวของวาสุกรีแล้วนะ ฮาฮา ข้าทำอาหารอร่อยแค่ไหนคิดดูซี” เขาหัวเราะเสียงดัง อ้อเห็นคนๆนี้อบอุ่นน่ารักก็หัวเราะคิกคักตาม พลอยทำให้สุกรสารปลาบปลื้มใจ
จากนั้นสายลับยักษ์จึงมีท่าทีเคร่งเครียดลงแจ้งว่าวันเวลาที่เหมาะจะลอบสังหารวาสุกรีนั้นกำหนดไว้แล้ว คือหลังจากนี้อีกสองวัน
เขาเล่าให้ฟังว่าเมืองนาคนั้นนอกจากมีพระยาอนันตนาคราชเป็นใหญ่อยู่ ยังมีอุปราชอีกสองคน ได้แก่เอกอุปราช กับไอยอุปราช เอกอุปราชนั้นได้แก่วาสุกรีซึ่งมีชื่อจริงว่าเอก รับผิดชอบดูแลหน่วยงานกลาโหม กับต่างประเทศ ส่วนไอยอุปราชนั้นได้แก่นางนาคประไพวดีนาครานี บุตรีของพระยาอนันต์ซึ่งรับผิดชอบดูแลมหาดไทยและเหล่าจตุสดมภ์
นางประไพวดีนาครานีนั้นมีน้ำใจเมตตา เป็นที่รักใคร่ของคนทั้งหลาย แต่วาสุกรีนาคราชนั้นมีความสามารถโดดเด่นเป็นพิเศษ กองทัพนาคภายใต้การปกครองของเขาเข้มแข็งมั่นคงชนิดที่กองทหารของลงกายากจะเทียบได้ นอกจากนั้นเขายังทำให้นาควารินมีฐานะโดดเด่นในสังคมนานาชาติ แม้กระทั่งดาวดึงส์ที่เป็นเจ้าเมืองขึ้นก็ดูเหมือนจะเกรงใจเขาอยู่บ้างโดยไม่มีใครรู้ว่าเขาทำได้อย่างไร
อย่างไรก็ตามวาสุกรีไม่เป็นที่นิยมในหมู่ประชาชนนัก เพราะเป็นคนเอาแต่ใจตนเอง บุคลิกแตกต่างจากไอยอุปราชราวฟ้ากับดิน
สุกรสารเล่าให้ฟังว่าพวกนาคนี้เนื่องจากยิ่งมีเลือดบริสุทธิ์ก็จะยิ่งมีความสามารถมาก ดังนั้นจะมีระบบที่พยายามให้คนที่มีสายเลือดดีมีลูกหลานเยอะๆเพื่อรักษาเผ่าพันธุ์ แต่วาสุกรีซึ่งเป็นบุตรคนโตของพระยาอนันต์และมีพันธุกรรมดีกลับไม่ยอมมีบุตรภรรยา อ้างง่ายๆว่าเพราะไม่อยาก
นอกจากนั้นวาสุกรียังชอบทำตัวห่างเหินกับนาคสมาคม และเมื่อมายังนาคสมาคมก็จะบงการสิ่งต่างๆตามใจ บางครั้งก็ไร้เหตุผล ทำให้คนทั้งหลายเบื่อหน่ายเกลียดชัง แต่ไม่มีใครกล้าต่อกรกับเขาเพราะเขามีฝีมือสูงที่สุด
วาสุกรียังสร้างฐานกำลังของตนเองโดยการไปเก็บเอาเด็กกำพร้านาคมาเลี้ยงไว้จำนวนมาก ตั้งกฎระเบียบเคร่งครัดไว้บังคับคนเหล่านี้ โดยไม่ยอมให้มีครอบครัวหรือออกจากคุ้มหลวง แต่ให้ฝึกฝนการต่อสู้อยู่ตลอดเวลา จนกลายเป็นหน่วยทหารที่แข็งแกร่งกว่าทหารใดๆในเมืองนาค ชื่อว่าหน่วยวิษธร
อนึ่งหน่วยวิษธรนี้ปกติแต่งชุดขาวตลอด แต่ละคนมีฝีมือร้ายกาจต่างๆกัน วาสุกรีออกจากคุ้มก็มักจะมีคนหน่วยนี้ตามป้องกันอย่างแน่นหนา
สุกรสารย้อนกลับมาพูดว่าที่ฤกษ์สังหารวาสุกรีเป็นอีกสองวัน นั่นเพราะวาสุกรีมีนิสัยประหลาดอย่างหนึ่ง คือวันหนึ่งของทุกเดือนจะขึ้นไปนั่งอยู่บนศาลากลางน้ำ เป่าใบไม้ทำดนตรี และนั่นคือช่วงเวลาเดียวที่เขาพ้นจากการคุ้มกันของหน่วยวิษธรโดยสิ้นเชิง
ในวันนั้นจะมีเพียงสุกรสารซึ่งเป็นพ่อครัวคนเดียวที่วาสุกรีอนุญาตให้อยู่ด้วยเพื่อทำอาหาร นับเป็นโอกาสอันหายาก สายลับยักษ์ตั้งใจจะวางยาพิษวาสุกรีด้วยมรกตนาคสวาทชนิดที่ร้ายกาจที่สุดซึ่งท้าวลัสเตียนส่งมาให้ก่อนแล้ว
“มรกตนาคสวาทนี้ปกติอยู่ในครอบแก้วกันพิษ เมื่อข้านำมันออกมาเจือไว้ในอาหารเจ้าต้องอยู่ข้างๆข้าเพื่อให้สายเลือดของเจ้าระงับความรุนแรงของพิษนั้น และเจ้าจะต้องเป็นคนนำอาหารจานดังกล่าวไปถวายแก่วาสุกรีโดยข้าจะบอกวาสุกรีว่าเจ้าเป็นหลานข้า” สุกรสารกล่าว
เต่าโคบุตรเสริมว่า “ตามแผนที่วางไว้ เมื่อวาสุกรีถูกพิษของมรกตนาคสวาทจนมีท่าทีอ่อนแอลงแล้ว ให้เวรัมภากับอาลัมพายน์ที่ซ่อนอยู่ออกมาควบคุมตัวเขาไว้ ข้าจะพูดเกลี้ยกล่อมให้เขายอมรับใช้ท้าวลัสเตียน ถ้าเขาไม่ยอมจริงๆค่อยฆ่าเขาเสีย”
เวรัมภาผงกศีรษะอย่างเลือดเย็น ส่วนอาลัมพายน์หัวเราะเหมือนคนวิกลจริต
อ้อนั้นฟังว่าตนเองจะต้องไปทำร้ายคนที่ไม่รู้จักมาก่อนก็ทั้งรู้สึกผิดทั้งหวาดกลัวจนอยากอาเจียน แต่เมื่อเหลือบมองไปทางสุกรสารก็เห็นเขาแอบมีท่าทีหวาดกลัวเหมือนนางเช่นกัน
โคบุตรเห็นเด็กสาวหน้าซีดจึงบอกให้ออกไปล้างหน้าล้างตารอบหนึ่ง
อ้อเดินไปถึงอ่างน้ำชานเรือนของสุกรสารแล้วก็ตักน้ำมาล้างหน้า ขณะหนึ่งนางคิดบางอย่าง จึงลองร่ายมนต์ O และลองจ้องเงาตนเองในบ่อดู
ปรากฏว่านี่เป็นครั้งแรกที่นางเห็นร่างในโลก O เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
คราวนี้เงาในบ่อน้ำนั้นไม่ใช่รูปนางสวมชฎาเด็กเล่นเหมือนเคย แต่เป็นรูปแม่วาดจ้องมองนางกลับมา สายตานั้นแสดงความตำหนิ
อ้อควรจะแปลกใจ แต่อะไรบางอย่างทำให้นางไม่รู้สึกแปลกใจนัก กลับรู้สึกดีอย่างประหลาด
เด็กสาวยิ้มเจื่อนๆแก่รูปแม่วาดที่จ้องตำหนิมา
บทความ โดยสมาชิกท่านนี้


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |