<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/77" type="text/javascript"></script> |
|
แปลงแสงเป็นสาร
นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัย Princeton รายงานว่าประสบความสำเร็จ ในการแปลงแสงให้เป็นสารแล้ว
post ครั้งแรก: Thu 20 December 2001, 8:23 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 20 December 2001, 8:23 pm
|
สมการ E= mc2 ของไอน์สไตน์ ได้รับการตรวจสอบโดยการทดลองครั้งแล้วครั้งเล่าว่าถูกต้อง 99.9999% เช่นเวลาลูกระเบิด ปรมาณูระเบิด หรือเวลาไฮโดรเจนรวมตัวกันเป็นฮีเลียมบนดวงอาทิตย์ ในกรณีแรกสสารส่วนหนึ่งได้กลายสภาพเป็นพลังงานแสง เสียง และความร้อนที่มีอำนาจในการทำลายสูง ส่วนในกรณีหลังมวลส่วนหนึ่งของไฮโดรเจนได้กลายไปเป็นพลังงานเช่นกัน แต่สมการนี้อาจเขียนได้ใหม่เป็น m = E/c2 ซึ่งมีความหมายว่าหากเราทำให้พลังงาน E หายไป เราก็ควรจะได้สสารมวล m แทน นักฟิสิกส์ทุกคนได้ตระหนักมานานแล้วว่าสมการรูปแบบที่สองนี้ก็เป็นจริงเช่นกัน ในกรณีการระเบิดของจักรวาล (Big Bang) เพราะพลังงานสุญญากาศที่มีสะสมอยู่ในจักรวาลได้กลายสภาพเป็นกาแล็กซี เป็นดาวและเดือน ฯลฯ หรือเวลาที่นักฟิสิกส์เร่งอนุภาค ให้พุ่งเข้าชนกันในเครื่องเร่งอนุภาค พลังงานส่วนหนึ่งของอนุภาคได้ถูกเปลี่ยนเป็นอนุภาคชนิดใหม่มากมาย จะยังไงๆ ก็ตาม นักฟิสิกส์ยังไม่เคยประสบความสำเร็จในการแปลงแสงให้เป็นสารโดยใช้แสงบริสุทธิ์แต่เพียงปัจจัยเดียว ในวารสาร Physical Review Letters ฉบับวันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2543 K. McDonald นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัย Princeton และคณะซึ่งประกอบด้วยนักฟิสิกส์ 20 คน ได้รายงานว่า เขาประสบความสำเร็จในการแปลงแสงให้เป็นสารแล้ว เมื่อราว 300 ปีก่อนนี้ Isaac Newton ผู้พบแรงโน้มถ่วงได้เคยครุ่นคิดเรื่องธรรมชาติของแสงและได้ลงความเห็นว่า แสงเป็น อนุภาคเล็กๆ ที่เคลื่อนที่ในแนวเส้นตรง อนุภาคแสง เวลาตกกระทบกระจกหรือระนาบใดๆ จะสะท้อนในลักษณะเดียวกับที่ลูกปิงปอง กระดอนจากโต๊ะ คือมุมตกเท่ากับมุมสะท้อน ในเวลาต่อมา Thomas Young ได้ทดลองให้โลกประจักษ์ว่าแสงสามารถแทรกสอด และเลี้ยวผ่านขอบของฉากที่ขวางทางเดินของมันได้ การที่แสงมีพฤติกรรมเช่นนี้ ทำให้ Young มีจินตนาการว่า แสงเป็นคลื่น ความคิดที่ว่าแสงเป็นคลื่นจึงได้รับการยอมรับกันมาจนกระทั่งถึงต้นคริสต์ศตวรรษนี้ เมื่อได้มีการทดลองมากมายที่ชี้บ่งให้เห็นว่า แสงมีพฤติกรรมที่ส่อว่าเป็นคลื่นก็ได้และอนุภาคก็ได้ ทุกวันนี้เรารู้แล้วว่าถึงแม้แสงสามารถแสดงพฤติกรรมคลื่นหรืออนุภาคได้ แต่มันก็ไม่มีวันแสดงพฤติกรรมทั้งสองรูปแบบได้พร้อมกัน และการแสดงพฤติกรรมรูปแบบใดหรืออย่างไรนั่นก็ขึ้นกับการทดลองที่เราทำ ในการทดลองแปลงแสงให้เป็นสารของคณะวิจัยซึ่งนำโดย K. McDonald ได้มีการโฟกัสลำแสงเลเซอร์ที่มีพลังงานสูงถึง 5 แสน ล้านวัตต์ให้เป็นลำที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวเพียง 0.001 มิลลิเมตร ถึงแม้แสงที่ได้จะมีความเข้มสูงมากก็ตาม แต่พลังงาน 5 แสนล้าน วัตต์ที่มีก็ยังไม่สูงพอที่จะสร้างสารได้ เพราะคิดเป็นเพียง 0.0001% ของพลังงานที่ต้องการ McDonald กับคณะจึงจำเป็นต้องเพิ่ม พลังงานแสงเลเซอร์ให้สูงขึ้น และได้พบว่าหากเขาให้แสงเลเซอร์พุ่งชนกระแสอิเล็กตรอนที่มีพลังงานสูงอย่างเฉียงๆ อนุภาคเลเซอร์ จะกระดอนแฉลบออกมา ในทำนองเดียวกับที่เวลาลูกปิงปองพุ่งชน ลูกเทนนิสเอียงๆ ดังนั้นหลังการชนอนุภาคแสงเลเซอร์จะมี พลังงานสูงขึ้น แต่แสงที่มีพลังงานสูงขึ้นจะมีความยาวคลื่นสั้นลง นั่นคือ อนุภาคแสงเลเซอร์ที่สะท้อนหลังจากปะทะกับอิเล็กตรอน จะมีสภาพเป็นรังสีแกมมาที่มีความยาวคลื่นสั้น และมีพลังงานสูง อนุภาครังสีแกมมาที่ได้เมื่อถูกชนด้วยอนุภาคแสงเลเซอร์เดิมก็ยิ่ง มีพลังงานสูงยิ่งขึ้นไปอีก จนสูงเพียงพอที่จะเปลี่ยนสภาพเป็นสสารได้ และ McDonald กับคณะได้เห็นอนุภาคอิเล็กตรอนและ โพสิตรอน (positron) เกิดขึ้น (อนุภาคโพสิตรอนคือปฏิอนุภาค (antiparticle) ของอิเล็กตรอน เพราะมีคุณสมบัติทางกายภาพ เหมือนอิเล็กตรอนทุกประการ เพียงแต่มีประจุบวก ตรงข้ามกับ อิเล็กตรอนที่มีประจุลบ) ประสิทธิภาพในการแปลงแสงให้เป็นสารวิธีนี้ ใช่ว่าจะสูงเพราะในการทดลองยิงแสงร่วม 20,000 ครั้ง McDonald ได้เห็น อนุภาคอิเล็กตรอนและโพสิตรอนประมาณ 100 คู่เท่านั้นเอง ในอนาคตเมื่อโลกมีแสงเลเซอร์ที่มีกำลังสูงยิ่งกว่านี้ นักวิทยาศาสตร์คนใดที่ต้องการปฏิสสารปริมาณมากๆ เพื่อนำมาใช้ในการทดลอง เขาคงต้องใช้วิธีของ McDonald กับคณะ แต่ก็คงไม่มีใครหวังจะได้โพสิตรอนที่หนักมากเป็นกิโลกรัม เพราะถึงแม้เราจะใช้แสง เลเซอร์ที่มีพลังงานเท่าดวงอาทิตย์ เราก็สร้างโพสิตรอนได้เพียง 30 กรัม/วินาที เท่านั้นเอง |


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |