<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/102" type="text/javascript"></script> |
|
มองมนุษย์ : ภาษิตอิศริญาณ
กวีนำข้อสังเกตเกี่ยวกับมนุษย์มาร้อยกรอง เป็นบทกวี สั่งสอนตัวใจตัวเองและผู้อื่น
post ครั้งแรก: Wed 26 December 2001, 6:43 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 26 December 2001, 6:43 pm
อยู่ในส่วน: ภาษาวรรณคดี
|
ปัจจุบันต่างจากอดีตตรงที่มีเทคโนโลยีและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์สูงมากกว่าเมื่อก่อน
ทำให้ลักษณะบ้านเมืองเปลี่ยน ความเป็นอยู่เปลี่ยน แม้แต่ลักษณะทางกายภาพของมนุษย์ก็เปลี่ยน
เช่นสูงขึ้นแข็งแรงอายุยืนขึ้น ความรอบรู้ทางวิทยาการต่างๆมีมากขึ้น แต่อย่างเดียวที่ไม่เปลี่ยน
คือพฤติกรรมมนุษย์ที่ยังมีกิเลสตัณหา โง่และฉลาด ดีและชั่วไม่ต่างจากอดีต
กวีบางคนเล็งเห็นความจริงข้อนี้มานับร้อยปีแล้ว จึงนำข้อสังเกตเกี่ยวกับมนุษย์มาร้อยกรองเข้าเป็นบทกวี
สั่งสอนเตือนใจเพื่อให้เข้าใจผู้อื่น และตัวเองมากขึ้นไปด้วยพร้อมๆกัน หนึ่งในจำนวนผลงานเหล่านี้
ไม่มีเรื่องใดจะสรรค์ขึ้นด้วยถ้อยคำคมคายเจือปนด้วยการเสียดสีอย่างแนบเนียน เกินหน้าไปกว่างานเล็กๆชิ้นหนึ่ง
ชื่อ "เพลงยาวอิศริญาณ" เรื่องนี้ไม่ใช่หนังสือสอนศีลธรรมให้ทำดีหนีชั่ว
แต่เป็นข้อคิดในการอยู่ร่วมกันในสังคม หลายข้อก็ยังเป็นเรื่องไม่ล้าสมัย ตราบใดธรรมชาติของมนุษย์ยังไม่เปลี่ยนแปลง
ตามประวัติกล่าวไว้เพียงสั้นๆว่าผู้แต่งชื่อหม่อมเจ้าอิศริญาณ เป็นโอรสพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงมหิศวรินทรามเรศ
อยู่ในเพศบรรพชิต ผนวชอยู่ ณ วัดบวรนิเวศในสมัยรัชกาลที่ ๔ ชาวบ้านว่าพระจริตท่านไม่ค่อยปกตินัก
เดาว่าถ้าเป็นสมัยนี้คงจะเห็นว่าท่านเพี้ยนๆไม่ใช่เสียสติ ครั้งหนึ่งทรงทำอะไรวิปริตไป
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสประภาษว่า "บ้า" คนอื่นๆก็พลอยเห็นตามนั้นไปด้วย
หม่อมเจ้าอิศริญาณน้อยพระทัยจึงทรงแต่งเรื่องนี้ขึ้นเป็นภาษิต ในตอนหนึ่งมีทำนองเปรียบเปรยกระทบเรื่องนี้ว่า
เจ้าว่างามก็ต้องงามไปตามเจ้า ก็ใครเล่าจะไม่งามตามเสด็จ
การคล้อยตามคนใหญ่คนโต ไม่ว่านายจะทำอะไรลูกน้องก็เห็นดีเห็นงามตามไปหมด เป็นเรื่องที่เห็นได้ทุกยุคทุกสมัย
ไม่ว่าประเทศไหนหรือระบอบการปกครองแบบไหน
ถ้าใครกำลังทะเลาะอยู่กับใคร ลองอ่านตอนนี้ดูบ้างอาจจะใจเย็นลงได้ เป็นบทที่ว่าด้วยการรักษาน้ำใจกันในฐานะเพื่อนร่วมสังคมเดียวกัน
ชายข้าวเปลือกหญิงข้าวสารโบราณว่า น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าอัชฌาศัย เราก็จิตคิดดูเล่าเขาก็ใจ รักกันไว้ดีกว่าชังระวังการ
บทนี้ว่าด้วยการรู้เท่าทันตัวเองและรู้ทันผู้อื่น จะใช้ใครทำงานก็ต้องขอไหว้วานอย่างสุภาพเขาจึงจะยินดีร่วมมือด้วย
เกิดเป็นคนเชิงดูให้รู้เท่า ใจของเราไม่สอนใจใครจะสอน อยากใช้เขาเราต้องก้มประณมกร ใครเลยห่อนจะว่าตัวเป็นวัวมอ
บางบทก็สอนให้หนักแน่นอย่าหูเบา
อันเสาหินแปดศอกตอกเป็นหลัก ไปมาผลักบ่อยเข้าเสายังไหว จงฟังหูไว้หูคอยดูไป เชื่อน้ำใจดีกว่าอย่าเชื่อยุ
หม่อมเจ้าอิศริญาณคงเคยเห็นคนชอบคุยอวดภูมิรู้มามากแล้ว จึงปรามเอาไว้ในเชิงว่า
อย่าโอ้อวดข่มคนอื่น
เพราะจะไม่มีใครชอบ
ถ้ารู้จริงนิ่งไว้อย่าไขรู้ เต็มที่ครู่เดียวเท่านั้นเขาสรรเสริญ ไม่ควรก้ำเกินหน้าก็อย่าเกิน อย่าเพลิดเพลินคนชังนักคนรักน้อย
แต่ถ้าหากเชื่อมั่นว่าตัวเองเก่งคิดจะลองดีใครให้ถึงที่สุด เพราะเชื่อมือว่าเอาชนะได้
หม่อมเจ้าอิศริญาณทรงเรียกว่าล้องูเห่าเล่น ก็สอนวิธีเอาไว้ว่า
ล้องูเห่าเล่นก็ได้ใจกล้ากล้า แต่ว่าอย่ายักเยื้องเข้าเบื้องหาง ต้องว่องไวในทำนองคล่องท่าทาง ตบหัวผางเดียวม้วนจึงควรล้อ
คือต้องรู้จุดอ่อนของคนเก่งที่เราไปลองดีเขา ว่าจะปราบให้ลงได้ด้วยวิธีใด
ถ้าไม่รู้แต่ไปลองดี อาจจะถูกตีกลับมาตายได้ง่ายๆเหมือนกัน และก็ทรงเหน็บแนมมนุษย์ด้วยกันไว้ว่า
ผีมันหลอกช่างผีตามทีมัน คนเหมือนกันหลอกกันเองกลัวเกรงนัก
ดูจากสำนวนภาษาและสติปัญญาของหม่อมเจ้าอิศริญาณที่แฝงมากับถ้อยคำ ท่านเป็นคนฉลาดที่ค่อนข้างจะมองโลกในแง่ร้าย
แต่ก็ไม่ได้มองด้วยความชิงชังรังเกียจ ทรงสอนรู้เท่าทันความเขลาและความบกพร่องของมนุษย์
เพื่อจะได้ฝ่าฟันอุปสรรคให้ลุล่วงไปได้ แต่ในเวลาเดียวกันก็ให้เราเรียนรู้ที่จะประนีประนอมอยู่ร่วมกับคนเหล่านั้นอย่างไม่เดือดร้อนจนเกินไป
เดินตามรอยผู้ใหญ่หมาไม่กัด ไปพูดขัดเขาทำไมขัดใจเขา ใครทำตึงแล้วก็หย่อนผ่อนลงเอา นักเลงเก่าเขาไม่หาญราญนักเลง
และที่ดีที่สุดคือท่านเตือนให้เราไม่ลืมที่จะย้อนกลับมาทบทวนพิจารณาตัวเองด้วยความรอบคอบ
ไม่ใช่แต่จะคอยเพ่งมองแต่ความดีหรือไม่ดีของคนอื่นฝ่ายเดียว
อย่าดูถูกบุญกรรมว่าทำน้อย น้ำตาลย้อยมากเมื่อไรได้หนักหนา อย่านอนเปล่าเอากระจกยกออกมา ส่องดูหน้าเสียทีหนึ่งแล้วจึงนอน


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |