วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/108" type="text/javascript"></script>
ตระกูลกล้องส่องดาวจากอวกาศ (ตอนที่ ๑)
ประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจของกล้องส่องดาว และหลักการเบื้องหลัง
ผู้เขียน: พวงร้อย ชมแล้ว: 24,030 ครั้ง
post ครั้งแรก: Sun 21 January 2007, 8:10 pm ปรับปรุงล่าสุด: Sun 21 January 2007, 8:12 pm

หน้าที่ 3 - กล้องรับคลื่นแสงที่มองด้วยตาเปล่า



เวลาเรานึกถึงกล้องดูดาวเรามักจะนึกไปถึงกล้องดูดาวที่จับพลังงานของคลื่นที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า คือ Visible light หรือ Optical Telescope เท่านั้น เพราะมันเป็นกล้องที่เราใช้ดูดาวกันมาแต่เริ่มแรก แต่ที่จริงแล้วหากกล่าวถึงกล้องดูดาว หรือ telescope เรามักจะรวมไปถึงกล้องทุกแบบ ที่ดูดาวได้ในทุกช่วงคลื่นความถี่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งหมด


กาลิเลโอ กาลิเลอี เป็นผู้สร้างกล้องดูดาว แบบหักเหแสงหรือ Refracting Telescope ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อคริสตทศวรรษที่ ๑๕๗๐ การทำงานของกล้องก็ไม่ซับซ้อน มีเพียงเลนส์เว้าหนึ่งตัวและเลนส์โค้งหนึ่งตัว ตัวกระบอกของกล้องก็ทำหน้าที่เป็นตัวเก็บแสงไปด้วย ตัวเลนส์ก็หักเหให้แสงมารวมกัน จนดูเหมือนภาพมีขนาดใหญ่ขึ้น ๓ หรือ ๔ เท่าตัว มาถึงปี คศ ๑๖๐๙ กาลิเลโอก็ได้ปรับปรุงกล้องให้มีกำลังขยายขึ้นได้ ๒๐ เท่า จนสามารถมองเห็นรายละเอียดของภูเขาและหุบเขาบนดวงจันทร์ และได้ค้นพบดวงจันทร์ของดาวพฤหัสถึง ๔ ดวง แต่เลนส์กระจกของกาลิเลโอ ไม่สู้จะชัดเจนแจ่มแจ๋วเพียงไรนัก เพราะยังไม่สามารถขจัดฟองอากาศเล็กๆ ภายในเนื้อแก้วได้ แถมยังออกสีเขียวๆเนื่องจากเนื้อแก้วในสมัยนั้นยังไม่สู้จะบริสุทธิ์เท่าไรนัก มักจะมีเหล็กเจือปนมาด้วยและเทคนิดการฝนเลนส์ที่เพิ่งจะเริ่มต้น ก็ยังทำให้ขอบของภาพมัวๆไม่ชัดเจนดีนัก

Refracting Telescope ที่ใช้เลนส์เบนลำแสงมาเป็นภาพที่ดูใหญ่ขึ้น (แหล่งข้อมูล 1)

กล้องดูดาวแบบเบนแสงให้มารวมกันที่จุดโฟกัสจะเพิ่มกำลังขยายก็ด้วยการเพิ่มระยะห่างของเลนส์จากกันเท่านั้น จึงทำให้ตัวกล้องต้องยาวเพิ่มไปเรื่อยๆ แต่เมื่อกล้องยาวเกิน ๑๔๐ ฟุตไปแล้ว ก็กลับไร้ประโยชน์ไป เพราะเป็นการยากที่จะรักษาลำกล้องให้ตรง เพื่อตามเก็บลำแสงที่เดินทางเป็นเส้นตรงได้ และกล้องที่ยาวขนาดนี้เลนส์ก็ต้องใหญ่เพิ่มขึ้นไปตามส่วน แต่เมื่อเส้นผ่าศูนย์กลางของเลนส์เกินหนึ่งเมตรไปแล้ว มันก็จะหนักมากจนนำ้หนักของมันเอง จะถ่วงเนื้อกระจกลงมาตามแรงดึงดูดของโลก นานเข้าเลนส์ก็จะบิดเบี้ยวไปจนใช้การไม่ได้

กล้องดูดาวยาว ๑๕๐ ฟุต โดย โจฮาน เฮเวเลียส จาก Royal Astronomical Society, London)
(แหล่งข้อมูล 1)

และกล้องแบบหักเหแสงหรือ Refracting Telescope นี้ ก็ยังมีปัญหาที่แก้ไม่ตกอีกประการหนึ่ง ก็คือ ปัญหาการเกิดวงสีรุ้งตามขอบรอบภาพของดวงดาว ซึ่งเรียกว่า Chromatic aberration

การเกิด Chromatic aberration ในกล้องแบบหักเหแสง เนื่องจากคลื่นแสงที่มีความถี่ต่างกัน มีคุณสมบัติที่หักเหไม่เท่ากันเมื่อผ่านตัวกลาง ภาพโดย Dr Nick Strobel (แหล่งข้อมูล 3)

นิวตันได้อธิบายปรากฏการณ์การเกิดขอบสีรุ้งนี้ได้ในปี คศ ๑๖๗๒ ว่า แสงสีขาวแท้จริงแล้วเป็นส่วนผสมของหลายๆสี แต่ละสีก็มีมุมหักเหไม่เหมือนกัน เมื่อผ่านตัวกลางคือเลนส์ก็หักเหออกมาไม่เท่ากัน เมื่อต้นแสงเป็นดาว เช่น ดาวเคราะห์วงกลม แสงที่ผ่านเลนส์ถูกหักเหออกมาเป็นวงกลมที่มีขนาดไม่เท่ากัน จะเหลื่อมลำ้กันตรงขอบ จึงทำให้ภาพดาวนั้นปรากฏเป็นวงกลม ที่เป็นสีขาวตรงกลาง แต่จะมีวงสีรุ้งล้อมรอบเป็นขอบนอกอยู่


ในปี คศ ๑๖๗๑ ไอแซค นิวตัน ได้ประดิษฐ์กล้องดูดาวแบบสะท้อนแสง (Reflecting Telescope) โดยใช้กระจกหน้าเว้ามารับแสง แล้วสะท้อนกลับมาโฟกัสภายในลำกล้อง จึงสามารถลดความยาวของลำกล้องได้อย่างมาก และยังแก้ปัญหาการเกิดขอบสีรุ้ง รอบภาพดวงดาวได้อีกด้วย

Reflecting Telescope (แหล่งข้อมูล 1)

หลังจากที่เซอร์นิวตันเสียชีวิตลงกล้องแบบสะท้อนแสงก็ได้รับความนิยมแพร่หลายในวงการดาราศาสตร์ทั่วโลก ตั้งแต่ปี คศ ๑๗๓๐ มาจนปัจจุบัน และกล้องแบบนี้ก็ยังใช้ได้ดีกับการรับคลื่นแสงอุลตร้าไวโอเล็ตด้วย แม้แต่กล้องดูดาวฮับเบิลอันลือชื่อ ก็ยังใช้ดีไซน์แบบนี้เช่นกัน








<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 2) หน้าถัดไป (หน้า 4) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 7 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 10 ส.ค. 2551 (18:37)

ดีนะคับที่มานก้าวไกลอย่างรวดเร็ว


asa110079 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 339 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 10 ส.ค. 2551 (18:49)

ot8y[


asa110010 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 0 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 10 ส.ค. 2551 (18:50)

ot


asa110079 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 339 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 10 ส.ค. 2551 (18:50)

ot


asa110079 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 339 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 10 ส.ค. 2551 (18:50)

ot


asa110079 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 339 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 10 ส.ค. 2551 (18:51)

ot


asa110079 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 339 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 10 ส.ค. 2551 (18:51)

sawdsaxxxxxxxxxxxxxxxxxxx


asa110079 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 339 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พวงร้อย
(P Khamriang)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 11,467 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 8 ปี
แบ่งปันความรู้ 1,144 ครั้ง
ได้รับดาว 233 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google  
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 086-4907600,
0-2583-2802
และ 086-4907585
สำนักงาน :   0-2642-7828
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.