<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/108" type="text/javascript"></script> |
|
ตระกูลกล้องส่องดาวจากอวกาศ (ตอนที่ ๑)
ประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจของกล้องส่องดาว และหลักการเบื้องหลัง
post ครั้งแรก: Sun 21 January 2007, 8:10 pm ปรับปรุงล่าสุด: Sun 21 January 2007, 8:12 pm
|
เวลาเรานึกถึงกล้องดูดาวเรามักจะนึกไปถึงกล้องดูดาวที่จับพลังงานของคลื่นที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า คือ Visible light หรือ Optical Telescope เท่านั้น เพราะมันเป็นกล้องที่เราใช้ดูดาวกันมาแต่เริ่มแรก แต่ที่จริงแล้วหากกล่าวถึงกล้องดูดาว หรือ telescope เรามักจะรวมไปถึงกล้องทุกแบบ ที่ดูดาวได้ในทุกช่วงคลื่นความถี่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งหมด กาลิเลโอ กาลิเลอี เป็นผู้สร้างกล้องดูดาว แบบหักเหแสงหรือ Refracting Telescope ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อคริสตทศวรรษที่ ๑๕๗๐ การทำงานของกล้องก็ไม่ซับซ้อน มีเพียงเลนส์เว้าหนึ่งตัวและเลนส์โค้งหนึ่งตัว ตัวกระบอกของกล้องก็ทำหน้าที่เป็นตัวเก็บแสงไปด้วย ตัวเลนส์ก็หักเหให้แสงมารวมกัน จนดูเหมือนภาพมีขนาดใหญ่ขึ้น ๓ หรือ ๔ เท่าตัว มาถึงปี คศ ๑๖๐๙ กาลิเลโอก็ได้ปรับปรุงกล้องให้มีกำลังขยายขึ้นได้ ๒๐ เท่า จนสามารถมองเห็นรายละเอียดของภูเขาและหุบเขาบนดวงจันทร์ และได้ค้นพบดวงจันทร์ของดาวพฤหัสถึง ๔ ดวง แต่เลนส์กระจกของกาลิเลโอ ไม่สู้จะชัดเจนแจ่มแจ๋วเพียงไรนัก เพราะยังไม่สามารถขจัดฟองอากาศเล็กๆ ภายในเนื้อแก้วได้ แถมยังออกสีเขียวๆเนื่องจากเนื้อแก้วในสมัยนั้นยังไม่สู้จะบริสุทธิ์เท่าไรนัก มักจะมีเหล็กเจือปนมาด้วยและเทคนิดการฝนเลนส์ที่เพิ่งจะเริ่มต้น ก็ยังทำให้ขอบของภาพมัวๆไม่ชัดเจนดีนัก
กล้องดูดาวแบบเบนแสงให้มารวมกันที่จุดโฟกัสจะเพิ่มกำลังขยายก็ด้วยการเพิ่มระยะห่างของเลนส์จากกันเท่านั้น จึงทำให้ตัวกล้องต้องยาวเพิ่มไปเรื่อยๆ แต่เมื่อกล้องยาวเกิน ๑๔๐ ฟุตไปแล้ว ก็กลับไร้ประโยชน์ไป เพราะเป็นการยากที่จะรักษาลำกล้องให้ตรง เพื่อตามเก็บลำแสงที่เดินทางเป็นเส้นตรงได้ และกล้องที่ยาวขนาดนี้เลนส์ก็ต้องใหญ่เพิ่มขึ้นไปตามส่วน แต่เมื่อเส้นผ่าศูนย์กลางของเลนส์เกินหนึ่งเมตรไปแล้ว มันก็จะหนักมากจนนำ้หนักของมันเอง จะถ่วงเนื้อกระจกลงมาตามแรงดึงดูดของโลก นานเข้าเลนส์ก็จะบิดเบี้ยวไปจนใช้การไม่ได้
และกล้องแบบหักเหแสงหรือ Refracting Telescope นี้ ก็ยังมีปัญหาที่แก้ไม่ตกอีกประการหนึ่ง ก็คือ ปัญหาการเกิดวงสีรุ้งตามขอบรอบภาพของดวงดาว ซึ่งเรียกว่า Chromatic aberration
นิวตันได้อธิบายปรากฏการณ์การเกิดขอบสีรุ้งนี้ได้ในปี คศ ๑๖๗๒ ว่า แสงสีขาวแท้จริงแล้วเป็นส่วนผสมของหลายๆสี แต่ละสีก็มีมุมหักเหไม่เหมือนกัน เมื่อผ่านตัวกลางคือเลนส์ก็หักเหออกมาไม่เท่ากัน เมื่อต้นแสงเป็นดาว เช่น ดาวเคราะห์วงกลม แสงที่ผ่านเลนส์ถูกหักเหออกมาเป็นวงกลมที่มีขนาดไม่เท่ากัน จะเหลื่อมลำ้กันตรงขอบ จึงทำให้ภาพดาวนั้นปรากฏเป็นวงกลม ที่เป็นสีขาวตรงกลาง แต่จะมีวงสีรุ้งล้อมรอบเป็นขอบนอกอยู่ ในปี คศ ๑๖๗๑ ไอแซค นิวตัน ได้ประดิษฐ์กล้องดูดาวแบบสะท้อนแสง (Reflecting Telescope) โดยใช้กระจกหน้าเว้ามารับแสง แล้วสะท้อนกลับมาโฟกัสภายในลำกล้อง จึงสามารถลดความยาวของลำกล้องได้อย่างมาก และยังแก้ปัญหาการเกิดขอบสีรุ้ง รอบภาพดวงดาวได้อีกด้วย
หลังจากที่เซอร์นิวตันเสียชีวิตลงกล้องแบบสะท้อนแสงก็ได้รับความนิยมแพร่หลายในวงการดาราศาสตร์ทั่วโลก ตั้งแต่ปี คศ ๑๗๓๐ มาจนปัจจุบัน และกล้องแบบนี้ก็ยังใช้ได้ดีกับการรับคลื่นแสงอุลตร้าไวโอเล็ตด้วย แม้แต่กล้องดูดาวฮับเบิลอันลือชื่อ ก็ยังใช้ดีไซน์แบบนี้เช่นกัน |
ดีนะคับที่มานก้าวไกลอย่างรวดเร็ว
ot8y[
ot
ot
ot
ot
sawdsaxxxxxxxxxxxxxxxxxxx


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |