สารบัญ
หน้าที่ 1 - หลักเกณฑ์ที่จะช่วยให้เข้าใจธรรมะได้ง่ายขึ้น

วันนี้เราจะได้พูดกันถึงเรื่องการพักผ่อน บางคนอาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องไม่เกี่ยวกับธรรมะหรือพระพุทธศาสนาก็ได้ แต่ขอให้สนใจฟัง แม้แต่เรื่องการพักผ่อนถ้าเข้าใจถึงที่สุด ก็จะเข้าใจถึงเรื่องนิพพาน ไม่มีอะไรที่จะเทียบเท่ากับการพักผ่อนมากเท่ากับนิพพาน
ในขั้นแรกนี่อยากจะให้เข้าใจหลักเกณฑ์อะไรบางอย่างที่จะช่วยให้เข้าใจธรรมะได้ง่ายขึ้น หลักเกณฑ์ที่จะกล่าวนี้ก็คือเรื่องที่เราเคยพูดกันอยู่เป็นประจำ ว่าเรื่องที่มีอยู่ในโลกนี้มันลึกซึ้งกว่ากันเป็นชั้นๆ ซึ่งจะแบ่งเป็น 3 ชั้น คือเป็นเรื่องทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณ เป็น 3 ชั้น ความจริงในบาลีจะมีพูดเพียง 2 ชั้น คือเรื่องกายกับเรื่องจิต แต่ใช้คำว่าเจตสิก คือเรื่องทุกเรื่องที่เกี่ยวกับจิต ก็เลยมี 2 เรื่อง เรื่องกายิกะ กับเจตะสิกะ
คือเรื่องทางกายหรือเรื่องทางจิตแต่นี่ก็ยังรู้สึกว่ายังเข้าใจยาก สู้เข้าใจอย่าง 3 ชั้นขั้นตอนไม่ได้ มันมองเห็นได้ง่ายกว่ากัน นี่ขอให้เข้าใจ กำหนดไว้สำหรับเป็นหลักเกณฑ์ศึกษา หรือเพื่อเข้าใจอะไรให้มันครบถ้วน เรื่องทางกายมันก็เกี่ยวกับร่างกาย เรื่องทางจิตก็เกี่ยวกับจิต แต่เรื่องทางวิญญาณนั้นขอยืมคำนี้มาใช้เพราะตัวหนังสือมันอำนวยให้ คือเป็นเรื่องเกี่ยวกับสติปัญญา ไอ้สติปัญญาน่ะเป็นเรื่องของจิต แต่มันก็แยกออกมาจากกันได้ นี่เป็นเหตุให้เรื่องการพักผ่อนเป็นเรื่องทางกาย เป็นเรื่องทางจิต เป็นเรื่องทางวิญญาณ คือถ้าเราจะเอาแค่เพียงสองเรื่องคือเรื่อง กายกับจิต มันจะอธิบายยาก คือต้องอธิบายจิตออกเป็นสองเรื่องอีกนั่นแหละ มันมีสามบริพท
ทีนี้เอาเรื่องที่เขาใช้พูดกันในการศึกษายุคปัจจุบันนี้ ที่ใช้ภาษาสากล คือภาษาฝรั่ง มันก็แบ่งได้เป็นสามอย่างนี้เหมือนกัน คือเรื่องทางกาย หรือที่เรียกว่า Physical เรื่องทางจิตที่เรียกว่า Psychological บางทีก็ใช้คำว่า Mental แล้วมันยังมีอีกว่า Spiritual ก็เป็นเรื่องลึกยิ่งกว่าอีก คือจะเป็นเรื่องของสติปัญญา หรือเรื่องของวิญญาณในทางธรรมดา ไอ้คำว่า Spiritual นี่กลายเป็นคำธรรมดาไปเสียแล้ว ในหนังสือพิมพ์ธรรมดาๆของฝรั่งมันก็มีคำนี้อยู่ทั่วไป เพื่อให้แยกออกไปจากเรื่องทางกายกับเรื่องทางจิต ที่จะให้เข้าใจได้ง่ายสำหรับพวกเราชาวไทยที่ศึกษาพระพุทธศาสนา มันก็จะมีหลักว่าความเจ็บไข้นี่มันก็แบ่งได้เป็นสามชั้น ถ้าเจ็บไข้ทางร่างกาย ทางเนื้อทางหนัง ก็ไปที่โรงพยาบาลที่เขาจัดการกับทางร่างกาย แต่ถ้าเป็นเรื่องทางจิต ก็ไปโรงพยาบาลโรคจิต
แต่ถ้าเกิดเป็นเรื่องทางวิญญาณก็ต้องไปหาโรงพยาบาลของพระพุทธเจ้า ในโลกนี้มันก็มีแต่เรื่องโรงพยาบาลทางกายกับโรงพยาบาลทางจิต ส่วนเรื่องทางวิญญาณนั้นไม่มี โรงพยาบาล ต้องไปหาโรงพยาบาลของพระพุทธเจ้าที่สอนให้แก้ไขในเรื่องทางสติปัญญา ระงับโลภะ โทสะ โมหะ แล้วก็เรื่องไม่มีตัวตน มันจึงจะหายโรคอย่างสิ้นเชิง เข้าใจหลักนี้ไว้ ก็จะเข้าใจเรื่องอื่นๆได้ง่าย
โดยเฉพาะเรื่องการพักผ่อนที่กำลังจะพูด ในการพักผ่อนทางร่างกาย เพื่อหยุดความเหน็ดเหนื่อยทางร่างกาย การพักผ่อนทางจิต เพื่อหยุดความเหน็ดเหนื่อยทางจิต ส่วนพักผ่อนทางวิญญาณหรือทาง Spiritual นั้น ไกลไปกว่านั้นอีก คือพักผ่อนในเรื่องของความโง่ เราเหนื่อยทางกายเราก็นอน พักมันก็หาย เราเหนื่อยทางจิตก็หยุดคิด ทำสมาธิ แล้วมันก็หาย แต่ถ้ามันเหนื่อยทางวิญญาณ คือการยึดมั่นว่าตัวตนว่าของตนน่ะ มันไม่พอ มันต้องไปถึงความรู้ที่มันไม่มีตัวตนไม่มีการยึดมั่นถือมั่นว่าอะไรเป็นตัวตนเป็นของตนน่ะ มันจึงพอ มันอยู่ไกลกันถึงขนาดนั้น แต่ว่าเรื่องนี้ไม่ค่อยมีพูดกัน แม้ในการศึกษาของโลกที่ว่าสูงสุด ก็จะไม่พูดถึงการพักผ่อนทางวิญญาณ หรือจะพูดเรื่องทางวิญญาณบ้างก็ยังต่ำกว่านี้มาก
เราก็ยังคุยหรืออวดได้ว่าพระพุทธศาสนายังไปได้ไกลกว่า คือมีเรื่องทางวิญญาณในการพักผ่อน ให้คนที่ร่างกายเขาสบาย จิตก็ปกติ แต่ยังไม่มีการพักผ่อนทางวิญญาณก็มี คือมันยังยึดมั่นถือมั่นในตัวตนในของตน มีของหนักกดทับอยู่บนวิญญาณ แม้ว่าคนนั้นมีร่างกายสบายดี มีจิตใจปกติ เฉลียวฉลาดเป็นนักปราชญ์ด้วยซ้ำ แต่มันก็ยังมีการกดทับทางวิญญาณ ยึดมั่นถือมั่น เป็นของหนักอยู่เหนือวิญญาณนั่นแหละ
ที่เคยพูดมาบ่อยๆแล้วว่า ไปยึดอะไรเข้าสิ่งนั้นก็เป็นของหนักทันที ยึดวัตถุก็หนักทางวัตถุ ยึดทางจิตก็หนักทางจิต ยึดทางวิญญาณก็หนักทางวิญญาณ แล้วคนทั่วไปก็ยังไม่เป็นพระอรหันต์ มันก็เลยยังมีการยึดทางวิญญาณ คำว่ายึดในที่นี้หมายถึง จับเอาไว้ ยกขึ้นไว้ ชูขึ้นไว้ ไม่ได้วางอยู่กับพื้น เอาขึ้นมาถือไว้เมื่อไรมันก็หนักเมื่อนั้น ทางกายถืออะไรไว้ก็หนักทางกาย จิตถืออะไรไว้ก็หนักทางจิต วิญญาณหรือสติปัญญาไปยึดอะไรไว้ก็หนักทางวิญญาณ นี่ดูให้ดี ยึดถือทางวิญญาณหรือเจ็บป่วยทางวิญญาณ หนักทางวิญญาณนั้นล่ะเข้าใจยาก เราจึงไม่ได้รับการพักผ่อนในทางวิญญาณ แต่พักผ่อนทางกายเรายังทำได้ ไม่ได้พักผ่อนทางจิตเราก็ยังทำได้ถ้าจิตสงบเป็นสมาธิสักหน่อย
แต่การยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตนของตนมันยังมีอยู่ มันเลยไม่เป็นการพักผ่อนทางวิญญาณ นี่เราควรจะเข้าใจเรื่องการพักผ่อนนี้ให้ถึงที่สุด ให้มองให้เห็นคุณค่าของการพักผ่อนจนเห็นชัดทีเดียวว่ามันจำเป็นที่สุด ถ้าไม่มีการพักผ่อนมันก็คือตาย ทางกายก็ต้องได้รับการพักผ่อน เหนื่อยก็นอนเสีย ธรรมชาติมันก็จัดไว้ให้แล้ว กลางวันทำงาน กลางคืนนอนหลับ ชดเชยกันไป มันถึงรอดตายอยู่ได้ ลองมีแต่ทำงานอย่างเดียวไม่มีพักผ่อนมันก็คือตาย การพักผ่อนนั่นน่ะก็เหมือนกับการสร้างกำลังชดเชยเข้าไว้ กำลังที่มันเสียไปในการทำงาน พอพักผ่อนมันก็กลับมาอีก เพื่อจะได้ใช้อีกในการทำงานต่อไป
ถ้าไม่มีการพักผ่อน มันก็ไม่เกิดกำลังชนิดนี้ มันก็ไม่มีอะไรจะใช้เป็นกำลัง มันก็คือตาย มันก็เหมือนกับชาร์จแบตเตอรี่ ต้องชาร์จเรื่อยๆ ให้ใช้ได้ทุกวัน ถ้าใช้หมดแล้วไม่ได้ชาร์จก็ไม่มีใช้ ร่างกายนี้ก็มีการพักผ่อนนั่นแหละเหมือนกับการชาร์จให้มีแรงขึ้นมาใหม่เก็บไว้ใช้ต่อไป พอถึงเวลาใช้ก็ใช้ พอถึงเวลาพักผ่อนคือชาร์จก็ทำ มันก็มีแรงสำหรับใช้ต่อไป เรื่องทางจิตก็เหมือนกัน ถ้ามันเหนื่อยก็ต้องหยุด ต้องพักผ่อน โดยเฉพาะการทำสมาธินั่นแหละเป็นการพักผ่อนทางจิตที่ดี แต่ธรรมชาติมันก็จัดไว้ให้ด้วยเหมือนกันนั่นแหละ คือคนเราไม่ได้คิดนึกตลอดเวลา ถ้าคิดนึกตลอดเวลาคือคนบ้า เวลาที่ไม่คิดไม่นึกตลอดเวลามันก็มี แต่บางคนก็อาจจะไม่พอมันก็เกิดเป็นปัญหาขึ้นมา ถ้าพักผ่อนให้พอมันก็มีกำลังจิตที่จะทำอะไรได้ ที่ลึกกว่านั้นคือ เรื่องทางวิญญาณ คือความโง่หรือความฉลาด มันมีความโง่คือไปยึดถือตัวตน
เช่นยึดถือขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นตัวตน เนี่ยมันหนัก มันถือของหนัก นั่นไม่เป็นการพักผ่อน มันจะต้อง ลด เลิก อย่างน้อยก็ลด อย่างมากก็เลิก เลิกความยึดมั่นถือมั่น มันก็เป็นการพักผ่อน นี่เป็นเรื่องของนิพพาน
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 4 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 1 ม.ค. 2550 (16:42) ขออนุโมทนากับผู้ที่นำธรรม ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าค้นพบ
มาเผยแผ่ครับ
อนุรักษ์ (IP:202.28.179.3)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 4 ม.ค. 2550 (17:25) ดีใจจริงๆ ที่มีบทความส่งเสริมคุณภาพจิตใจ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 8 ม.ค. 2550 (10:40) ขอบคุณที่ติดตามนะคะ
ตอนนี้ทางวิชาการจะทยอยลงบทความธรรมะ ปรัชญา ของท่านพุทธทาสและอาจต่อเนื่องไปถึงท่านต่างๆอีก
เปิดปัญญากันทุกแง่มุมค่ะ