 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/1087" type="text/javascript"></script> |
|
|
เสียงคำบรรยายธรรม ของท่านพุทธทาสภิกขุ"การพักผ่อน"
ขอให้สนใจฟัง แม้แต่เรื่องการพักผ่อนถ้าเข้าใจถึงที่สุด ก็จะเข้าใจถึงเรื่องนิพพาน ไม่มีอะไรที่จะเทียบเท่ากับการพักผ่อนมากเท่ากับนิพพาน
post ครั้งแรก: Fri 29 December 2006, 12:48 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 29 December 2006, 6:43 pm
|
หน้าที่ 2 - ไม่ใช่การพักผ่อน มันก็แค่เปลี่ยนงาน

ถ้าเข้าใจเรื่องการพักผ่อนในทางวิญญาณก็คือเข้าใจเรื่องพระนิพพานนั่นเอง ไม่มีอะไรจะเป็นการพักผ่อนทางจิตทางวิญญาณนอกจากนิพพาน นี่การพักผ่อนมันเป็นอย่างนี้ ขอให้พยายามเข้าใจ คือเป็นเรื่องของมนุษย์ทั้งหมด เรามีร่างกายก็มีการพักผ่อนทางกาย เรามีจิตก็มีการพักผ่อนทางจิต เรามีเรื่องของวิญญาณคือสติปัญญา ก็มีเรื่องการพักผ่อนทางวิวิญญาณ ทาง Physical ทาง Psychological ทาง Spiritual ใช้คำสากลที่เขาใช้กันทั่วโลก เขาก็มีคำพูด 3 อย่างนี้
แต่กลัวว่าการพักผ่อนเขาไม่รู้ อ่านหนังสือในโลกที่เป็นเรื่องการพักผ่อน อย่างมากก็เป็นเรื่องทางจิต ทางกายน่ะรู้จักกันดีมาก แล้วก็นิยมกันมาก พักผ่อนทางจิตนี่รู้กันบ้างแต่ทำกันได้น้อย ส่วนการพักผ่อนทางวิญญาณน่ะไม่มีใครรู้และไม่มีใครนึกเอาใจใส่ ที่เราจะหยุดความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนในเรื่องของตน ไม่มีใครรู้และไม่มีใครทำ นี่น่ะมันยังขาดอยู่มาก ฉะนั้นชาวพุทธจะมีอะไรอวดฝรั่งบ้างน่ะมันก็เรื่องอย่างนี้ คือเรื่องอะไรๆที่เป็นเรื่องทางวิญญาณ แม้แต่การพักผ่อน ก็มีการพักผ่อนทางวิญญาณ ทีนี้เขาไม่ได้พูดกันเพราะไม่รู้เรื่องหรือไม่คิดว่ามี แต่ชาวพุทธเรามันมี
ทีนี้มาดูเท่าที่เขารู้จักกันอยู่ เขาก็รู้จัก เลิกงานก็ไปพักผ่อน ไปดูหนังดูละคร เขาก็คิดว่าเป็นการพักผ่อน นั่นน่ะเข้าใจผิด เข้าใจว่าเรื่องกีฬาเป็นการพักผ่อน ความจริงน่ะไม่ใช่การพักผ่อน มันก็แค่เปลี่ยนงาน ไปดูหนังดูละครมันก็ยังเหน็ดเหนื่อยเรื่องดูเรื่องคิดเรื่องนึก อารมณ์ปรุงแต่งไปตามหนังตามละคร ไม่อย่างนั้นมันก็ร้องไห้ไม่ได้ หัวเราะไม่ได้ ถ้าหนังกับละครมันไม่ปรุงแต่งทางจิตใจ ไอ้คนไปดูมันก็ไม่หัวเราะ ไม่ร้องไห้ แสดงว่ามันปรุงอยู่เรื่อย จะพักผ่อนมันต้องหยุดสิ่งเหล่านั้น แต่เขาคงไม่รู้จัก มันก็เลยเพียงแต่ว่าเปลี่ยนความเครียด ไปเครียดโดยไม่รู้สึก โดยเป็นความเครียดทางวิญญาณที่เขาไม่รู้สึก เขาไม่รู้จัก และเขาไม่ได้พูดถึงการพักผ่อนทางนี้
จิตนั้นถ้ามันยังเสวยสุขเวทนาอยู่มันก็ไม่ได้พักผ่อน จิตยังจะทำหน้าที่การงานเสวยสุขเวทนาคือการพักผ่อน ต่อเมื่อว่างไม่เสวยเวทนาอะไรจึงจะเป็นการพักผ่อนที่แท้จริง นี่มันคือการเปลี่ยนอารมณ์ เปลี่ยนการงาน เปลี่ยนรูปแบบการพักผ่อน โดยคิดว่าเป็นการพักผ่อน ยังเข้าใจว่าการเสวยสุขเวทนาเป็นการพักผ่อน นี่ถึงแม้จะทางจิต อยู่ในสมาธิก็เสวยเวทนาในสมาธิ เป็นความสุข มันก็เป็นการทำงานละเอียดๆขึ้นไป ยังไม่ใช่การพักผ่อนคือวางทิ้งโดยสิ้นเชิง ถ้าพักผ่อนโดยสิ้นเชิงก็ต้องว่าง โดยไม่เสวยเวทนา ถ้าเป็นเรื่องของสมาธิมันก็ต้องเลยขึ้นไปจนถึงพวกเนวะสัญญานาสัญญายะตะนะ เป็นอรูปฌาณขั้นสุดท้ายหรือเป็นสัญญาเวทะยิตะนิโรธ

นั่นคือหยุด หยุดเวทนา หยุดสัญญา หยุดความคิดนึกทั้งปวง นั่นจึงจะเป็นการพักผ่อน แต่แล้วมันก็ไม่ถึงที่สุด เพราะพอออกมาจากสมาธิ จากฌาณแล้ว มันก็ไปยึดถือตัวตนของตนอีก บางทีก็ไปยึดถือเอาความสุขที่เกิดจากสมาธิชั้นสูงของตนอีกมันก็ไม่ใช่พักผ่อน มันต้องว่างทั้งปวงที่เป็นการนิพพานน่ะจึงจะเป็นการพักผ่อน ดังนั้นอย่าไปละเมอเขลาๆตามที่เขาพูดกันหลังจากทำงานหนักว่าไปเล่นกีฬา ไปดูหนังดูละครเป็นการพักผ่อน พักผ่อนชนิดนั้นไม่ใช่การพักผ่อนที่แท้จริง มันแค่เปลี่ยนความเครียด หรือว่าเราจะไปชายทะเลที่เวิ้งว้างนี่ก็ไม่เรียกว่าเป็นการพักผ่อน มันยังได้ความยินดีจากชายทะเล
ทีนี้มาดูกันถึงเรื่องของพวกเรา บวชเนี่ย จะเป็นการพักผ่อนซักกี่มากน้อย ถ้าบวชจริงซึ่งหมายถึงไปเรียนจริง ไปปฏิบัติจริง ได้ผลจริง นั่นน่ะเป็นการพักผ่อนมากกว่าที่จะเป็นฆราวาส การบวชนี่ก็จะกลายเป็นการพักผ่อนในความหมายที่กว้างขวาง แล้วก็ว่างจากการรบกวนที่ทำให้เกิดความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นมากกว่าในฆราวาส เพราะในเพศฆราวาสนั้นมีอะไรมาทับถมทุกๆด้าน ทุกๆอย่าง มีคนเขียนโคลงไว้บทหนึ่งว่าไอ้เพศฆราวาสนั้นน่ะเป็นเหมือนกับซ่องที่สะสมซ่องสุมความกดดันความทะเยอทะยานอยาก
แต่ชีวิตบรรพชิตนี้ไม่มีสิ่งเหล่านั้นเลย ว่างโปร่งเหมือนกับท้องฟ้า ข้อความนี้เป็นบาลี แต่เขามาแต่งเป็นโคลงเป็นกลอนในภาษาอังกฤษ ดูสิถ้าบรรพชาจริงก็จะเกิดความว่างจากการรบกวน ก็เลยเรียกว่าเป็นการพักผ่อน เพราะมีความว่าง ได้ว่างจากสิ่งที่รบกวน ในการบวชถ้าเป็นเรื่องทางระเบียบทางวินัยมันก็พักผ่อนมากเหมือนกัน แต่ถ้าทางบวชทำไปได้ไกลมันก็มีสมาธิ อยู่สมาธิเป็นประจำก็พักผ่อนมากขึ้นไปอีก แล้วยิ่งถ้าไปถึงสมาธิในขั้นอรูปฌาณหรือปัญญาเวทะยิกะนิโรธมันก็ยิ่งพักผ่อนที่สุดในอย่างที่มีอารมณ์อยู่ แต่ถ้าการบวชนั้นเป็นการบรรลุนิพพาน ก็จะเป็นการพักผ่อนที่สุด
เพราะฉะนั้นพูดว่าการบวชเป็นการพักผ่อนก็ถูกต้องที่สุด แต่มันก็มีอยู่เป็นชั้นๆของการบวช บวชสักว่าบวช อย่างทำตามวินัย ทางกายทางวาจา ทำสมาธิอยู่ด้วยสมาธิก็เป็นการพักผ่อนทางจิต ถ้าเป็นการบรรลุมรรคผลก้เป็นการพักผ่อนทางวิญญาสูงสุดไม่มีอะไรมารบกวน ความเครียดทางวัตถุตามร่างกายอยู่ระดับต่ำสุด ความเครียดทางจิตก็อยู่เหนือขึ้นไป ความเครียดทางวิญญาณนั่นน่ะสูงสุด ซึ่งมันละเอียดๆสุขุมเข้าใจได้ยาก แต่มันก็มีอยู่
ฉะนั้นเราจึงพูดว่าการบวชเป็นการพักผ่อน มากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับจะประพฤติปฏิบัติอะไรบ้าง เพียงไหน ถ้าทำได้ถึงที่สุดก็เป็นการพักผ่อนถึงที่สุด แต่เรื่องอย่างนี้ก็ต้องเข้าใจว่าฆราวาสก็ทำได้ตามสติกำลัง แต่มันไม่มากคือมันไม่สะดวกหรือง่ายเท่ากับการบวช ถ้าบวชไม่ได้ก็ทำเท่าที่ทำได้ในเพศฆราวาสเพื่อการพักผ่อนที่ถูกต้อง คือพอสมควร มิฉะนั้นมันจะเป็นทุกข์ เป็นบ้า หรือมันจะตาย ตามหลักธรรมะก็ไม่ได้มีว่าทุกคนจะต้องบวช เพราะคนบวชไม่ได้ก็มี แต่แม้บวชไม่ได้จะอยู่เป็นฆราวาสก็ยังเป็นทุกข์ การดับทุกข์จึงเป็นหน้าที่แม้แต่ของพวกฆราวาส ถึงแม้จะไม่สะดวก จะอึดอัดขัดข้อง ก็ต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้
ถ้าบวชมันสะดวกเพราะชีวิตแบบบวชมันสะดวก ถ้าบวชได้ก็บวช ถ้าไม่ได้ก็ต้องทำในเพศฆราวาสนั่นเอง แม้แต่เรื่องการพักผ่อนทางจิตทางวิญญาณ ก็ขอยืนยันว่าฆราวาสก็ทำได้ แต่ก็ต้องทำเท่าที่จะทำได้จะเป็นผลดีที่สุด พักผ่อนทางกายก็รู้อยู่แล้วไม่ต้องพูด พักผ่อนทางจิตฆราวาสก็จะสามารถทำสมาธิให้จิตเป็นสมาธิตามสมควรที่ฆราวาสจะอำนวยให้ได้ จะมากหรือน้อยก็ได้ แล้วแต่โอกาส แล้วแต่ความสามารถ ฆราวาสก็สามารถจะเลื่อนขึ้นไปถึงชั้นสติปัญญาในเพศฆราวาสนั่นแหละ คือพิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแม้อยู่ที่บ้านที่เรือนในเพศฆราวาสนั้นแหละ อย่าบ้ากันไปทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ ให้เห็นตามโอกาส ก็จะเกิด
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 4 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 1 ม.ค. 2550 (16:42) ขออนุโมทนากับผู้ที่นำธรรม ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าค้นพบ
มาเผยแผ่ครับ
อนุรักษ์ (IP:202.28.179.3)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 4 ม.ค. 2550 (17:25) ดีใจจริงๆ ที่มีบทความส่งเสริมคุณภาพจิตใจ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 8 ม.ค. 2550 (10:40) ขอบคุณที่ติดตามนะคะ
ตอนนี้ทางวิชาการจะทยอยลงบทความธรรมะ ปรัชญา ของท่านพุทธทาสและอาจต่อเนื่องไปถึงท่านต่างๆอีก
เปิดปัญญากันทุกแง่มุมค่ะ