 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/1090" type="text/javascript"></script> |
|
การมีชีวิตด้วยจิตว่าง
จิตอิสระจากสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ในโลก จิตว่าง จิตฉลาด จิตคิดลึกได้รวดเร็ว สำหรับจะว่าง ไม่เป็นจิตโง่ งุ่มง่าม เข้าไปหลงใหลยึดถือในสิ่งใด
post ครั้งแรก: Fri 29 December 2006, 6:40 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 16 March 2007, 4:25 pm
|
หน้าที่ 1 - มีชีวิตด้วยจิตว่างอย่างไร

ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย อาตมาจะพูดกับท่านทั้งหลายโดยหัวข้อว่า การมีชีวิตด้วยจิตว่าง การมีชีวิตด้วยจิตว่างนี่คืออะไร คือสิ่งที่ท่านยังไม่รู้ จะพูดใส่หน้ากรอกหูลงไปเลยว่า คือสิ่งที่ท่านยังไม่รู้ ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตด้วยจิตว่างอย่างไร ไม่รู้ว่าการมีชีวิตด้วยจิตว่างคืออะไร
การมีชีวิตด้วยจิตว่างก็คือ จิตที่รู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง ไม่ไปเป็นทาสของสิ่งใดๆ ไม่ไปติดผูกพันอยู่กับสิ่งใดๆ เป็นจิตว่าง เป็นจิตอิสระจากสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ในโลก อย่างนี้เรียกว่าจิตว่าง จิตฉลาด จิตคิดลึกได้รวดเร็ว สำหรับจะว่าง ไม่เป็นจิตโง่ งุ่มง่าม เข้าไปหลงใหลยึดถือในสิ่งใด ก่อนแต่จะทำ กำลังทำ ทำเสร็จแล้ว จิตโง่มันก็ยึดถือตลอดเวลา มันก็แบกภูเขาอยู่ตลอดเวลา มันเป็นจิตวุ่น เป็นจิตที่ติดอยู่กับสิ่งนั้นๆ มันไม่ว่างถ้ามีสติปัญญารู้เพียงพอในเรื่องของธรรมชาติ เรื่องกฎของธรรมชาติ เรื่องหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ เรื่องพ้นจากหน้าที่เป็นต้นแล้ว ก็รู้ว่าธรรมชาติทั้งหลายมันเป็นอย่างนั้นเอง จะไปหมายมั่นตามความต้องการของเราไม่ได้ เราก็ไปเกี่ยวข้องกับิ่งเหล่านั้นโดยไม่ต้องหมายมั่น คือด้วยจิตที่เป็นอิสระ
มีจิตเป็นอิสระจากทุกสิ่ง นี้เรียกว่าจิตว่าง ว่างจากอะไร ว่างจากกิเลสที่เกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น เต็มอยู่ด้วยสติปัญญาที่จะควบคุมสิ่งเหล่านั้น ที่จะจัดการกับสิ่งนั้นๆ ด้วยจิตที่เป็นอิสระ จึงไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย สะดุ้งหวาดเสียว วิตกกังวล ระแวง ไม่ต้องเป็นโรคประสาทให้ละอายแมว คนมีจิตวุ่นผูกพันกับสิ่งต่างๆ ตลอดเวลา ตั้งแต่ก่อนจะทำ กำลังทำ ทำเสร็จแล้วก็มีจิตวุ่นอยู่ด้วยสิ่งเหล่านั้น มันจะต้องเป็นโรคประสาทให้ละอายแมว ละอายสุนัขด้วย ละอายสัตว์ทุกชนิดที่มันไม่เป็นโรคประสาท
คนกินยาแก้ปวดหัว แมวไม่ต้องกิน คนกินยาระงับประสาท แมวไม่ต้องกิน คนกินยาระงับปวดหัว ระงับโรคประสาทเป็นตันๆ ทั้งโลก แล้วก็ยังปวดหัว แล้วก็ยังเป็นโรคประสาท แมวไม่ต้องกินยาแก้ปวดหัวไม่ต้องกินยาระงับประสาท แมวก็ไม่เป็นโรคประสาทซักตัวนึง เราก็คิดดูเถอะ น่าละอายหรือไม่น่าละอาย ถ้าเราจะคำนวณดูในโลกนี้กินยาแก้ปวดศีรษะ กินยาระงับประสาท ทั้งโลกนะ จะกี่ตันกี่สิบตัน ก็ยังมีคนเป็นโรคประสาท ประเทศไทยนี้ว่ามีคนเป็นกันเป็นแสนๆ ทั้งโลกนี้จะเป็นกันกี่สิบล้านกี่ร้อยล้าน ทั้งที่กินยา แมวไม่ต้องกินยาสักเม็ดนึงมันก็ไม่ปวดหัว
สัตว์ทั้งหลายก็เหมือนกันแหละ เนี่ยเค้าว่าสัตว์มันอยู่ด้วยจิตว่างไม่หมายมั่นยึดถืออะไร เป็นตัวกูเป็นของกู ไอ้คนเนี่ยมันยึดถืออะไรเป็นตัวกูเป็นของกูไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง รอบด้านทุกประการ มันอยู่ด้วยความยึดถือ ยึดถือในสิ่งใดก็เป็นธาตุของสิ่งนั้น เนี่ยเป็นหลักธรรมะสูงสุดซึ่งควรจะรู้ไว้ว่าเราไปยึดถือในสิ่งใดเราก็จะเป็นทาสของสิ่งนั้น เรายึดถือ จนไปหลงรักมัน เราก็เป็นทาสของสิ่งที่เรารัก เราไปยึดถือจนโกรธมัน เกลียดมัน เราก็เป็นทาสของสิ่งที่เราเกลียดเราโกรธ เพราะเราต้องไปเกลียดมัน ต้องไปโกรธมัน กลัดกลุ้มร้อนรนอยู่ด้วยความโกรธและความเกลียด ถ้าเราไปยึดถือ หลงใหลมัน สงสัยมัน วิตกกังวลมัน ก็เป็นทาสของสิ่งนั้น ในรูปนั้น จึงเรียกว่า โลภ โกรธ หลง สามอย่างนี้เป็นผลของความยึดถือ ยึดถือในสิ่งใดแล้วก็ต้องเป็นทาสของสิ่งนั้น
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 5 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 17 มี.ค. 2550 (07:54) ต้องใช้เวลาฝึกจิตอีกนานเท่าใด 7 วัน 7 เดือน 7 ปี 7 ชาติ ขอพยายามต่อไป ขอบคุณ
พิจารณาแบบไหนถึงจะว่างได้เร็ว....
เกสา โลมา นะขา.....
ลมหายใจเข้า ออกรู้ต่อเนื่อง.....
อนิจจัง....
"ตัวกู ของกู"
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 17 มี.ค. 2550 (09:10) เง้อ เรื่องอย่างงี้ ค่อยๆๆทำทีละชาติละกาน - -
ไมชีวิตนี้มันนั่งสมา ธิไม่ค่อยได้หว่า นั่งแล้วรุสึก คันๆ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 23 มี.ค. 2550 (18:43) แสดงว่า การยึดมั่นถือมั่น เป็นกิเลส ..ทำให้จิตไม่ว่าง คิดแต่หาวิธีให้ได้มาเป็นของตัวกู.. ของกู อนุโมทนาขอให้หลุดพ้นเทิด
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 26 มี.ค. 2550 (13:06) การมีชีวิตด้วยจิตว่าง ของท่านพุทธทาส ผมศึกษาตามผลงานเขียนของท่านมาและจากการปฏิบัติธรรมของผมเองด้วย ในอดีตหลายปีมาแล้ว จึงอยากคิดเห็นเพิ่มเติม ในเรื่องนี้ การที่สังคมปฏิบัติจิตว่างตามหลักการของท่านพุทธทาสนั้นเรื่องผลดีต่อสังคมไทยครับ ผมเคยปฏิบัติมาแล้วเป็นความจริงครับ ถ้าทุกคนปฏิบัติธรรมพร้อมกัน จิตว่างตามแนวทางพุทธทาส บางครั้งท่านเรียกว่า ทำงานแบบสูญญตา แปลว่า ทำงานอย่างไม่มีกิเลส อยากทำงานเพื่อเป็นนั่น เป็นนี่ อยากได้ตำแหน่งนั่น ตำแหน่ง นี่ ถ้ามีความอยากเกิดขึ้นเข้าทางเริ่มมีกิเลสเข้าแล้วหละครับ เพราะว่าคนมีจิตกิเลส ทำงาน มักเกิดปัญหาทางด้านผิดศีลธรรม การศึกษาจริงๆของคนนี้คือการศึกษาเพื่อลดละกิเลส นั้นเองหละครับ เพราะการทำงานแบบจิตว่างโดยไม่มีกิเลสนี้คือจิตพระอรหันต์ แต่ก้อไปแนวทางของพระผู้ปฏิบัติสายพระป่าเหมือนกัน ถ้าปฏิบัติธรรมเพื่อลดละกิเลส พบนิพพานแน่ครับอันเป็นเป้าหมายสูงสุดของศาสนาและไม่มีในศาสนาอื่นๆ
แม้จะปฏิบัติในผู้ที่เป็นสามัญคนทั่วไปก้อได้รับผลพลอยได้เช่นกันเพราะธรรมใครทำคนนั้นก้อเป็นผู้ได้เองเป็นบุญวาสนาบารมีกับบุคคลนั้นๆครับ ให้ความเห็นแค่นี้ก่อน
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 26 มี.ค. 2550 (13:52) ไม่ยึดติดไม่ถือมั่น ไม่มีสิ่งใดเป็นของตน ตัวตนและความรู้สึกที่มีนั้นเป็นเพียงความว่างเท่านั้น