 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/1095" type="text/javascript"></script> |
|
|
ฟิสิกส์ของหลุมดำ จากอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
หลุมดำนับว่าเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายในวงการวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการก่อเกิดของมัน โครงสร้าง หรือในแง่ของการเชื่อมโยงฟิสิกส์หลุมดำกับศาสตร์แขนงต่างๆ เป็นที่กล่าวกันว่าเราจะไม่สามารถเข้าใจแรงโน้มถ่วงได้อย่างสมบูรณ์หากเราไม่เข้าใจหลุมดำเสียก่อน
post ครั้งแรก: Sun 7 January 2007, 12:53 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 22 January 2007, 11:44 am
|
หน้าที่ 2 - ประวัติการศึกษาหลุมดำ
ถ้าจะกล่าวย้อนไปถึงจุดกำเนิดแนวความคิดเรื่องหลุมดำจริง ๆ แล้วก็คงไม่พ้นนักบวชชาวอังกฤษที่ชื่อว่าจอห์น มิเชล (John Michell) ในปี 1784 ผู้ซึ่งเชื่อว่าจะมีดาวดวงหนึ่ง ๆ ที่มีแรงโน้มถ่วงสูงมากที่แม้แต่แสงก็ไม่สามารถเล็ดลอดออกมาได้ การที่จะเดินทางออกจากอิทธิพลของแรงโน้มถ่วงของโลกที่เราอยู่ เพียงแค่ท่านเดินทางด้วยความเร็วประมาณ 10 ก.ม. ต่อ วินาที ก็สามารถหลุดออกไปโคจรในอวกาศได้ ยิ่งมีความเร็วต้นมากเท่าไหร่ก็ย่อมออกนอกโลกได้ง่ายมากขึ้นเท่านั้น แต่การศึกษาหลุมดำอย่างมีหลักการในความเป็นจริง ๆ แล้วก็เริ่มจากปิแอร์ ลาปลาส (Pierre Laplace) นักฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสเป็นผู้ที่ทำการคำนวณโดยใช้กลศาสตร์ของนิวตัน เขาก็สามารถคำนวณขนาดของรัศมีที่จะทำให้ดาวดวงหนึ่ง ๆ เป็นหลุมดำได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วผลการคำนวณของ Laplace ในปี 1795 นั้นยังไม่ถูกต้อง เพราะเราทราบภายหลังจากที่ไอน์สไตน์ได้สร้างทฤษฎีสัมพัทธภาพขึ้นมา พบว่าฟิสิกส์ของนิวตันไม่สามารถใช้ศึกษาวัตถุที่มีขนาดใหญ่ ๆ มีความเร็วสูง ๆ ได้ ซึ่งก็หมายความว่ามีแรงโน้มถ่วงมาก เพราะยิ่งมวลมากก็มีอิทธิพลแรงโน้มถ่วงมากขึ้น กลศาสตร์ของนิวตันนั้นใช้ได้ดีในระบบที่ไม่เป็นสัมพัทธภาพ (non-relativistic regime) เท่านั้น ต่อจากนั้นเป็นเวลากว่า 120 ปีก่อนที่อัลเบิรต์ ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ได้สร้างทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปขึ้นมา ซึ่งเป็นเป็นทฤษฎีที่ได้รับการพิสูจน์จากหลาย ๆ การทดลองและการสังเกตการณ์แล้วว่าเป็นทฤษฎีแรงโน้มถ่วง (theory of gravitation) ที่ถูกต้องที่สุดเมื่อใช้อธิบายปรากฎการณ์สำหรับวัตถุขนาดใหญ่ มีแรงโน้มถ่วงสูงและมีความเร็วสูงใกล้ความเร็วแสงหรือเรียกว่าเข้าเขตสัมพัทธภาพ (relativistic limit) สำหรับสมการหลักของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปที่ใช้ก็คือสมการไอน์สไตน์ ซึ่งเป็นสมการไม่เชิงเส้นและเป็นสมการเทนเซอร์ซึ่งแม้แต่ Einstein เองก็ไม่คิดว่าจะมีใครจะถอดสมการนั้นได้ง่าย ๆ แต่เรื่องที่เหลือเชื่อก็คือภายในเวลา 1 ปีหลังจากที่สมการไอน์สไตน์เป็นที่รู้จัก Karl Schwarzschild นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันก็สามารถถอดสมการนั้นได้และผลเฉลยนั้นเป็นผลเฉลยสำหรับวัตถุที่อยู่ในความหมายของดวงดาวทั้งปวง ที่มีสมมาตรเชิงทรงกลมและมีภายนอกเป็นสุญญากาศ ผลเฉลยเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ผลเฉลยชว๊าซชิลด์ (Schwarzschild solution) โดยที่รูปของผลเฉลยนี้จะอยู่ในรูปของเมตริกซึ่งเกี่ยวข้องกับเรขาคณิตของกาลอวกาศ ซึ่งมีอยู่ว่า

โดยที่

คือรัศมีของวัตถุที่จะเป็นหลุมดำ และ

ก็คือมวลของมัน ณ ตำแหน่ง

ก็คือขอบฟ้าเหตุการณ์ (event horizon) ที่เป็นหลุมดำซึ่งหมายถึงอาณาเขตของหลุมดำ ถ้าเราได้ผ่านขนาด

เข้าไปแล้วก็จะไม่สามารถออกมาได้ไม่ว่าจะทำความเร็วเท่าใดก็ตาม นอกจากนี้ในแง่คณิตศาสตร์เราจะเห็นว่าที่

เมตริกจะเป็นเอกฐาน (singular) แต่เราทราบว่าจริง ๆ แล้วความเป็นเอกฐานอันนั้นมาจากการเลือกพิกัดเท่านั้น เพราะความเป็นเอกฐานจริง ๆ ของหลุมดำชว๊าซชิลด์จะอยู่ที่

หรือจุดศูนย์กลางของหลุมดำนั่นเอง ซึ่งหมายถึงจุดที่แรงโน้มถ่วงจะเป็นอนันต์

Karl Schwarzschild
ในความเป็นจริงแล้วชว๊าซชิลด์เองก็ไม่สามารถจะแปลความหมายของผลเฉลยที่เขาค้นพบออกมาได้ในเชิงฟิสิกส์ว่ามันคืออะไรกันแน่ ต่อมาเราก็ทราบว่าผลเฉลยชว๊าซชิลด์ ก็คือ แบบจำลองทางทฤษฎีของหลุมดำหรือจะเรียกว่าผลเฉลยหลุมดำ (black hole solution) ก็ได้แบบที่ง่ายที่สุดนั่นเอง กล่าวคือเป็นหลุมดำที่มีมวลเป็นตัวแปรกำหนด ในปี 1918 ไรส์เนอร์ (Reissner)และนอร์ดเสตริม Nordstrom ก็ได้ค้นพบผลเฉลยหลุมดำที่มีประจุไฟฟ้าเข้าไปด้วย จึงเป็นที่รู้จักกันในชื่อหลุมดำ Reissner-Nordstrom ในปี 1920 นักฟิสิกส์ชาวนอร์เวย์ที่ชื่อว่าเยอร์ก ทอฟเตอร์ เยปเซ็น (Jorg Tofte Jebsen) ได้สร้างทฤษฎีบทว่าผลเฉลยชว๊าซชิลด์นั้นเป็นผลเฉลยที่มีความสมมมาตรเชิงทรงกลมมีอยู่เพียงหนึ่งเดียว (unique solution) สำหรับสมการไอน์สไตน์ในสุญญากาศ (Einstein equations in vaccuum) อย่างไรชื่อของ Jebsen ไม่ได้เป็นที่รู้จักกันในชื่อของ Jebsen แต่ในชื่อของทฤษฎีบทเบิร์กคอฟฟ์ (Birkhoffs theorem)

Robert Oppenheimer
สำหรับการศึกษาว่าหลุมดำมาจากการยุบลงด้วยแรงโน้มถ่วง (gravitational collapse) ศึกษาโดยโอปเปนไฮม์เมอร์ (Oppenheimer) กับชะนีเดอร์ (Snyder) ในปี 1939 ซึ่งนับได้ว่าเป็นความพยายามครั้งแรกที่มีการศึกษาหลุมดำในแง่ดาราศาสตร์หรือดาราฟิสิกส์ อย่างไรเราถือว่ากันว่าฟิสิกส์หลุมดำได้ก่อเกิดจริง ๆ ในห้วงทศวรรษที่ 1960 เมื่อรอย เคอร์ (Roy Kerr) นักคณิตศาสตร์ชาวนิวซีแลนด์ (ผู้ได้รับรางวัล Marcel-Grossman ประจำปี 2006 ที่มอบให้ที่กรุงเบอร์ลิน)ได้ค้นพบผลเฉลยหลุมดำที่รวมการหมุน (rotation) ของหลุมดำเข้าไปด้วย และผลเฉลยที่ Kerr ค้นพบก็เป็นผลเฉลยที่เที่ยงตรง (exact solution) ซึ่งถือว่างานของเขาเป็นงานที่สำคัญมาก ๆ ชิ้นหนึ่งในฟิสิกส์เพราะเราพบว่าหลุมดำที่มีอยู่ในธรรมชาติจะมีการหมุนด้วย ผลเฉลยอันนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ผลเฉลยเคอร์ (Kerr solution) ต่อจากนั้นก็มีการค้นพบผลเฉลยหลุมดำที่สมบูรณ์ (สำหรับฟิสิกส์ใน 4 มิติ) นั่นก็คือ ผลเฉลยเคอร์-นิวแมน (Kerr-Newman solution) อย่างไรก็ตามในการศึกษาเชิงสังเกตการณ์พบว่าเรามักไม่พบหลุมดำที่มีประจุและหมุนอยู่ด้วยในเวลาเดียวกันด้วยเหตุที่ว่า ประจุไฟฟ้าจะสลายไปได้ในเวลาอันรวดเร็วมากจากการที่มีสสารที่มีประจุตรงข้ามเข้าไปทำให้หลุมดำมีสมบัติทางไฟฟ้าที่เป็นกลาง


*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 10 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 7 ม.ค. 2550 (20:43) Can you explain more about quasi-normal mode you mentioned in the article? Thank you very much.
curious (IP:209.234.66.97)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 8 ม.ค. 2550 (16:30) Quasi-normal modes of black holes (BHs) arise when you study perturbation of BH. Once the BH is perturbed you can study wave propagations in BH geometries which allow you to study furthermore such as the stability of the BH itself as well as the generation of gravitational waves. The easiest way to study this is to assume linear perturbation. I am not an expert on this. I just wanted to add that in my article to catch some attention because there is a Thai physicist working in this field. His name is Suphot Musiri. If you know how to access the arXiv, you will be able to find his address as such. He is at Mor Sor Wor Prasanmit, so he is in Bangkok. You'd better ask him further questions. He is a nice guy.
The author (IP:130.237.208.144)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 15 ม.ค. 2550 (20:11) นักฟิสิกส์นี่เก่งกันจริงๆเลยค่ะ อ่านตาลายเลยนะ ช่วยๆกันทดลองกันไปเรื่อยๆ ทำทุกวิถีทางพิสูจน์มันให้เป็นจริง สู้ตาย!
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 16 ม.ค. 2550 (03:59) ขอบคุณมากครับคุณ Poylittlegirl จากนักฟิสิกส์คนหนึ่ง
The Author (IP:213.100.106.164)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 18 ม.ค. 2550 (14:53) หลุมดำจะเป็นรูหนอนอย่างหนึ่งหรือไม่ละครับ หรือจะเป็นที่เวลาหยุดนิ่งเท่านั้น
P.S.FilM/prichchaya@hotmail.com (IP:202.129.16.242)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 19 ม.ค. 2550 (06:15) การที่จะเป็นรูหนอนได้ ก็ขึ้นอยู่กับหลายๆ condition ครับ
แต่จริง ๆแล้วรูหนอนก็คือผลเฉลยของสมการไอน์สไตน์นั่นเอง
หลุมอย่าง Schwarzschild ก็เป็นรูหนอนได้ถ้าเอาหลุมดำกับหลุมขาวมาต่อกัน
อย่างที่รู้จักกันในชื่อว่าสะพาน Einstein-Rosen
The Author (IP:213.100.106.164)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 4 ก.พ. 2550 (02:28) คุณแพรวก็เริ่มศึกษาได้ครับ ฟิสิกส์เป็นวิชาแห่งเสรีภาพแห่งความคิด ถ้าแนวความคิดของคุณสามารถใช้ตอบคำถามได้ ก็จะได้การยอมรับได้ อย่างไรก็ตามการที่จะไปศึกษาระดับสูงในฟิสิกส์ได้จะต้องมีพื้นฐานคณิตศาสตร์ที่ดีครับ
The Author (IP:213.100.106.164)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 18 ก.พ. 2550 (13:26) เห๊อๆๆ เก่งกานมากๆเรยอ่ะน๊ะค๊ะเนี่ย เห๊อะๆ สู้ๆละกานนาค๊ะ เด๋ซจาคอยช่วยเปงกำลังจายให้นาค๊ะ^^
!i!--**CeE**--!i! (IP:203.113.15.234)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 18 ก.พ. 2550 (13:32) ปอยได้ไปเจอหนังสือเล่มหนึ่งในห้องสมุดของโรงเรียน มันมีชื่อว่า
"นักอยากวิจัยสำหรับเด็กไทยที่อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์"
ซึ่งเป็นหนังสือที่ถูกใจอย่างแรงเลยค่ะ เนื้อหาด้านในดีมากๆ ส่วนหนึ่งของหนังสือมีบอกถึงคุณลักษณะของผู้ที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักฟิสิกส์ และอื่นๆที่เกี่ยวกับวงการวิทย์ของเราค่ะ
แต่เนื่องจากว่าชอบฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ จึงขอยกคุณลักษณะของนักฟิสิกส์มาก่อนนะคะ
แววนักฟิสิกส์
1.ฉันชอบเรียนรู้ปรากฎการณ์ที่มีอยู่ในธรรมชาติ เช่น ฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้อย่างไร น้ำขึ้นน้ำลงเกิดขึ้นได้อย่างไร ทางช้างเผือกเป็นอย่างไร (ข้อนี้ตรงกับปอยเด๊ะค่ะ)
2.ฉันชอบจินตนาการ (ใช่เลย!! ถูกเป๋ง จินตนาการล้ำเลิศ รถกับคนวิ่งเร็วเท่ากันชนกันจะเกิดอะไรขึ้น คนจะกระเด็นขึ้นฟ้าหรือไปข้างๆ อยากทดลองๆๆๆ 555+)
3.ฉันสนใจเรื่องที่เป็นนามธรรม เช่น เรื่องเวลา อวกาศ และมิติของเวลา ( ใช่เลยสนใจอย่างแรง สงสัยมาก ถึงมากที่สุดเลย)
4.ฉันชอบตั้งคำถามที่ตอบได้ยาก เช่น พระเจ้ามีทางเลือกหรือไม่ในการสร้างจักรวาล (แต่ปอยสงสัยว่าเราจะเจอเอกภพคู่ขนานได้อย่างไร ในเมื่อมันขนานกัน เราจะทะลุรูหนอนได้ที่ตรงไหน เพราะเหตุใดจึงต้องไปตรงนั้น)
5.ชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับประวัติของนักวิทยาศาสตร์ที่มีผลงานทางฟิสิกส์ เช่น นิวตัน แมกซ์เวลล์ ไฟน์แมน (โอ้..ชอบอย่างแรง อยากเลียนแบบพวกเขาจริงๆ)
6.วิชาคำนวณสนุกและไม่ยุ่งยากสำหรับฉัน (เอ่อ..เรียนอยู่ในที่ที่เปิดโอกาสแต่เด็กเก่ง แต่ไม่เปิดโอกาสให้เด็กที่ชอบเรียน วิชาคำนวณพยายามอย่างเต็มที่ เมื่อนั่งทบทวนก็โดนอาจารย์ด่า ว่าทำไมไม่อ่านหนังสือ มัวนั่งคิดแต่เลข..เสียใจในเรื่องนี้มากค่ะ ทำให้ไม่มีโอกาสที่จะทบทวน หรือแข่งขัน ทดสอบความรู้ของตัวเองเลย มีแต่นั่งท่องจำเพื่อให้ผ่านไปวันๆ มันน่าเบื่อเหลือเกินที่ต้องทำอะไรที่ไม่อยากทำ)
ลองพิจารณาดูนะคะ..^-^ เผื่อใครที่อยากเป็นนักฟิสิกส์จะได้นำข้อบกพร่องไปปรับปรุงนะ
ปอยน่ะอยากอยู่ในเมืองบ้างจริงๆ เผื่อจะมีโอกาสดีๆได้ไปแข่งขันทางวิชาการบ้าง
ผู้ใหญ่ไม่เปิดโอกาสเลย ใจร้ายที่สุด พยายามวิ่งหามัน มันก็วิ่งหนี
เหมือนกับเราวิ่งเข้าหาประตูที่กำลังจะปิด พอเราจะเอื้อมมือไปเปิด
เค้าก็ปิดไม่ให้เราเข้าเลย ใจร้ายที่สุดค่ะ ปอยสู้นะ ปอยจะสู้ให้ถึงที่สุด
เพื่ออนาคต นักวิจัยในอนาคตค่า ^-^!!
Prof.Poylittlegirl
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 26 ต.ค. 2550 (22:25) จะไป สน ใจ ใครอื่นทำไม หล่ะ
นอกจาก ครอบครัว
ผมก้อ ไม่สน อะไร ใคร มาก
ทำในสิ่งที่อยาก เเต่ต้อง ไม่ใช่ สิ่งที่ไม่ดี
จดไว้ดิ สิ่งที่อยากทำ เเล้ว ทำต่อเมื่อมีโอกาส
โอกาสที่จะให้เราได้ทำสิ่งที่เราชอบมากๆ เราต้องสร้างขึ้นมาเอง รอไปก้อเท่านั้น
จงสิ่งที่จะให้โอกาส ต่อเราให้นานที่สุด คนอื่นๆเค้าไม่ใช่เรา อย่าให้ขวางทางดิ