|
ฟิสิกส์ของหลุมดำ จากอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
ณฤทธิ์ ปิฎกรัชต์ (31,542 views) first post: Sun 7 January 2007 last update: Mon 22 January 2007
หลุมดำนับว่าเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายในวงการวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการก่อเกิดของมัน โครงสร้าง หรือในแง่ของการเชื่อมโยงฟิสิกส์หลุมดำกับศาสตร์แขนงต่างๆ เป็นที่กล่าวกันว่าเราจะไม่สามารถเข้าใจแรงโน้มถ่วงได้อย่างสมบูรณ์หากเราไม่เข้าใจหลุมดำเสียก่อน
|
หน้าที่ 1 - ฟิสิกส์ของหลุมดำ
หลุมดำนับว่าเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายในวงการวิทยาศาสตร์อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านการก่อเกิดของมัน โครงสร้าง หรือในแง่ของการเชื่อมโยงฟิสิกส์หลุมดำกับศาสตร์แขนงต่างๆ จนเป็นที่กล่าวกันว่า เราจะไม่สามารถเข้าใจแรงโน้มถ่วงได้อย่างสมบูรณ์หากเราไม่เข้าใจในความเป็นไปและโครงสร้างของหลุมอย่างถ่องแท้ เพราะหลุมดำคือสถานะสุดท้าย (final state) ของสสารพลังงานที่มีแรงโน้มถ่วง (gravitating matter) โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้ที่นักฟิสิกส์ทั่วโลกกำลังมุ่งมั่นและแข่งขันกันเพื่อสร้างทฤษฎีแรงโน้มถ่วงเชิงควอนตัม (quantum theory of gravity) ในบทความนี้จะเน้นถึงการศึกษาฟิสิกส์ของหลุมดำ (black hole physics) ในแง่ทฤษฎีเป็นหลัก
คำถามที่ว่า หลุมดำคืออะไร ความเกี่ยวข้องของหลุมดำกับศาสตร์แขนงอื่น ๆ เป็นอย่างไร แล้วทำไมหลุมดำจึงเป็นกุญแจไปสู่ความสำเร็จในการค้นพบทฤษฎีแรงโน้มถ่วงเชิงควอนตัม ในบทความนี้มีจุดมุ่งหมายว่าผู้อ่านจะสามารถพบคำตอบได้

Prof. Stephen Hawking
เป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว ที่สตีเฟน ฮอว์กิ้ง (Stephen Hawking) ได้ค้นพบว่าแท้จริงแล้วหลุมดำไม่ได้ดำมืดสนิทอย่างที่เราเข้าใจกัน จากทฤษฎีสัมพัทธภาพแบบคลาสสิก (classical general relativity) ซึ่งไม่มีผลทางควอนตัม ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของ Heisenberg หรือการที่พลังงานนั้นอยู่แบบเป็นขั้นที่ไม่สามารแยกได้ (discrete) เข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าจะกล่าวสั้น ๆ ก็คือว่าเมื่อ Hawking ได้ยืนยันสิ่งที่เขาค้นพบ (ที่ว่าหลุมดำมีอุณหภูมิ) หลุมดำก็นับได้ว่าระบบ เชิงอุณหพลศาสตร์ (thermodynamic system) ที่มีความประหลาดและยังไม่สามารถอธิบายได้อย่างครบสมบูรณ์ไม่ว่าจะด้วยทฤษฎีใด ๆ ในวิทยาศาสตร์ เพราะว่าเราไม่ทราบว่าในหลุมดำมีโครงสร้างเชิงกลศาสตร์สถิติ (statistical mechanics) อย่างไร ในขณะที่ในวงการวิทยาศาสตร์มีสมการทางอุณหพลศาสตร์ 4 สมการที่สวยงามและเป็นที่เข้าใจได้ไม่ยาก สำหรับสสารหรือวัตถุอื่น ๆ ที่ เราสามารถเขียนสมการอุณหพลศาสตร์ของมันได้ เราก็จะมี แบบจำลอง เชิงกลศาสตร์สถิติของมันทั้งสิ้น ดังนั้นแขนงหนึ่งในการศึกษาวิจัยฟิสิกส์หลุมดำทุกวันนี้ก็อุทิศให้แก่การศึกษาเชิงกลศาสตร์สถิติและอุณหพลศาสตร์ของหลุมดำ เพราะนักฟิสิกส์เชื่อว่าผลลัพธ์จากการศึกษานี้จะเป็นใบเบิกทางให้เราเข้าใจ อย่างไรก็ตามการศึกษาหลุมดำมีหลายกระบวนวิธีไม่ว่าจะด้วยจุดประสงค์เดียวกันหรือต่างกันไป เพราะตั้งแต่เมื่อคาร์ล ชว๊าซชิลด์ (Karl Schwarzschild) ได้ค้นพบผลเฉลยของสมการไอน์สไตน์ในสุญญากาศ (Einstein equations in vacuum) ซึ่งก็คือหลุมดำนี้เอง เราจึงทราบว่ามีหลุมดำอยู่มากมายหลายแบบ โดยที่ในทางทฤษฎีเกือบจะไม่มีข้อจำกัดว่าหลุมดำจะเป็นอย่างไรได้บ้าง ทุกวันนี้มีแบบจำลองหลุมดำ (black hole model) ทางทฤษฎีอยู่นับร้อยแบบจำลอง ในขณะที่ในทางดาราฟิสิกส์และเอกภพวิทยาแบบสังเกตการณ์ เราพบว่ามีข้อจำกัดในการศึกษาหลุมดำ ดังนั้นทางด้านนี้จะมีหลุมดำอยู่ไม่กี่แบบเท่านั้น
หน้าที่ 2 - ประวัติการศึกษาหลุมดำ
ถ้าจะกล่าวย้อนไปถึงจุดกำเนิดแนวความคิดเรื่องหลุมดำจริง ๆ แล้วก็คงไม่พ้นนักบวชชาวอังกฤษที่ชื่อว่าจอห์น มิเชล (John Michell) ในปี 1784 ผู้ซึ่งเชื่อว่าจะมีดาวดวงหนึ่ง ๆ ที่มีแรงโน้มถ่วงสูงมากที่แม้แต่แสงก็ไม่สามารถเล็ดลอดออกมาได้ การที่จะเดินทางออกจากอิทธิพลของแรงโน้มถ่วงของโลกที่เราอยู่ เพียงแค่ท่านเดินทางด้วยความเร็วประมาณ 10 ก.ม. ต่อ วินาที ก็สามารถหลุดออกไปโคจรในอวกาศได้ ยิ่งมีความเร็วต้นมากเท่าไหร่ก็ย่อมออกนอกโลกได้ง่ายมากขึ้นเท่านั้น แต่การศึกษาหลุมดำอย่างมีหลักการในความเป็นจริง ๆ แล้วก็เริ่มจากปิแอร์ ลาปลาส (Pierre Laplace) นักฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสเป็นผู้ที่ทำการคำนวณโดยใช้กลศาสตร์ของนิวตัน เขาก็สามารถคำนวณขนาดของรัศมีที่จะทำให้ดาวดวงหนึ่ง ๆ เป็นหลุมดำได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วผลการคำนวณของ Laplace ในปี 1795 นั้นยังไม่ถูกต้อง เพราะเราทราบภายหลังจากที่ไอน์สไตน์ได้สร้างทฤษฎีสัมพัทธภาพขึ้นมา พบว่าฟิสิกส์ของนิวตันไม่สามารถใช้ศึกษาวัตถุที่มีขนาดใหญ่ ๆ มีความเร็วสูง ๆ ได้ ซึ่งก็หมายความว่ามีแรงโน้มถ่วงมาก เพราะยิ่งมวลมากก็มีอิทธิพลแรงโน้มถ่วงมากขึ้น กลศาสตร์ของนิวตันนั้นใช้ได้ดีในระบบที่ไม่เป็นสัมพัทธภาพ (non-relativistic regime) เท่านั้น ต่อจากนั้นเป็นเวลากว่า 120 ปีก่อนที่อัลเบิรต์ ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ได้สร้างทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปขึ้นมา ซึ่งเป็นเป็นทฤษฎีที่ได้รับการพิสูจน์จากหลาย ๆ การทดลองและการสังเกตการณ์แล้วว่าเป็นทฤษฎีแรงโน้มถ่วง (theory of gravitation) ที่ถูกต้องที่สุดเมื่อใช้อธิบายปรากฎการณ์สำหรับวัตถุขนาดใหญ่ มีแรงโน้มถ่วงสูงและมีความเร็วสูงใกล้ความเร็วแสงหรือเรียกว่าเข้าเขตสัมพัทธภาพ (relativistic limit) สำหรับสมการหลักของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปที่ใช้ก็คือสมการไอน์สไตน์ ซึ่งเป็นสมการไม่เชิงเส้นและเป็นสมการเทนเซอร์ซึ่งแม้แต่ Einstein เองก็ไม่คิดว่าจะมีใครจะถอดสมการนั้นได้ง่าย ๆ แต่เรื่องที่เหลือเชื่อก็คือภายในเวลา 1 ปีหลังจากที่สมการไอน์สไตน์เป็นที่รู้จัก Karl Schwarzschild นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันก็สามารถถอดสมการนั้นได้และผลเฉลยนั้นเป็นผลเฉลยสำหรับวัตถุที่อยู่ในความหมายของดวงดาวทั้งปวง ที่มีสมมาตรเชิงทรงกลมและมีภายนอกเป็นสุญญากาศ ผลเฉลยเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ผลเฉลยชว๊าซชิลด์ (Schwarzschild solution) โดยที่รูปของผลเฉลยนี้จะอยู่ในรูปของเมตริกซึ่งเกี่ยวข้องกับเรขาคณิตของกาลอวกาศ ซึ่งมีอยู่ว่า

โดยที่

คือรัศมีของวัตถุที่จะเป็นหลุมดำ และ

ก็คือมวลของมัน ณ ตำแหน่ง

ก็คือขอบฟ้าเหตุการณ์ (event horizon) ที่เป็นหลุมดำซึ่งหมายถึงอาณาเขตของหลุมดำ ถ้าเราได้ผ่านขนาด

เข้าไปแล้วก็จะไม่สามารถออกมาได้ไม่ว่าจะทำความเร็วเท่าใดก็ตาม นอกจากนี้ในแง่คณิตศาสตร์เราจะเห็นว่าที่

เมตริกจะเป็นเอกฐาน (singular) แต่เราทราบว่าจริง ๆ แล้วความเป็นเอกฐานอันนั้นมาจากการเลือกพิกัดเท่านั้น เพราะความเป็นเอกฐานจริง ๆ ของหลุมดำชว๊าซชิลด์จะอยู่ที่

หรือจุดศูนย์กลางของหลุมดำนั่นเอง ซึ่งหมายถึงจุดที่แรงโน้มถ่วงจะเป็นอนันต์

Karl Schwarzschild
ในความเป็นจริงแล้วชว๊าซชิลด์เองก็ไม่สามารถจะแปลความหมายของผลเฉลยที่เขาค้นพบออกมาได้ในเชิงฟิสิกส์ว่ามันคืออะไรกันแน่ ต่อมาเราก็ทราบว่าผลเฉลยชว๊าซชิลด์ ก็คือ แบบจำลองทางทฤษฎีของหลุมดำหรือจะเรียกว่าผลเฉลยหลุมดำ (black hole solution) ก็ได้แบบที่ง่ายที่สุดนั่นเอง กล่าวคือเป็นหลุมดำที่มีมวลเป็นตัวแปรกำหนด ในปี 1918 ไรส์เนอร์ (Reissner)และนอร์ดเสตริม Nordstrom ก็ได้ค้นพบผลเฉลยหลุมดำที่มีประจุไฟฟ้าเข้าไปด้วย จึงเป็นที่รู้จักกันในชื่อหลุมดำ Reissner-Nordstrom ในปี 1920 นักฟิสิกส์ชาวนอร์เวย์ที่ชื่อว่าเยอร์ก ทอฟเตอร์ เยปเซ็น (Jorg Tofte Jebsen) ได้สร้างทฤษฎีบทว่าผลเฉลยชว๊าซชิลด์นั้นเป็นผลเฉลยที่มีความสมมมาตรเชิงทรงกลมมีอยู่เพียงหนึ่งเดียว (unique solution) สำหรับสมการไอน์สไตน์ในสุญญากาศ (Einstein equations in vaccuum) อย่างไรชื่อของ Jebsen ไม่ได้เป็นที่รู้จักกันในชื่อของ Jebsen แต่ในชื่อของทฤษฎีบทเบิร์กคอฟฟ์ (Birkhoffs theorem)

Robert Oppenheimer
สำหรับการศึกษาว่าหลุมดำมาจากการยุบลงด้วยแรงโน้มถ่วง (gravitational collapse) ศึกษาโดยโอปเปนไฮม์เมอร์ (Oppenheimer) กับชะนีเดอร์ (Snyder) ในปี 1939 ซึ่งนับได้ว่าเป็นความพยายามครั้งแรกที่มีการศึกษาหลุมดำในแง่ดาราศาสตร์หรือดาราฟิสิกส์ อย่างไรเราถือว่ากันว่าฟิสิกส์หลุมดำได้ก่อเกิดจริง ๆ ในห้วงทศวรรษที่ 1960 เมื่อรอย เคอร์ (Roy Kerr) นักคณิตศาสตร์ชาวนิวซีแลนด์ (ผู้ได้รับรางวัล Marcel-Grossman ประจำปี 2006 ที่มอบให้ที่กรุงเบอร์ลิน)ได้ค้นพบผลเฉลยหลุมดำที่รวมการหมุน (rotation) ของหลุมดำเข้าไปด้วย และผลเฉลยที่ Kerr ค้นพบก็เป็นผลเฉลยที่เที่ยงตรง (exact solution) ซึ่งถือว่างานของเขาเป็นงานที่สำคัญมาก ๆ ชิ้นหนึ่งในฟิสิกส์เพราะเราพบว่าหลุมดำที่มีอยู่ในธรรมชาติจะมีการหมุนด้วย ผลเฉลยอันนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ผลเฉลยเคอร์ (Kerr solution) ต่อจากนั้นก็มีการค้นพบผลเฉลยหลุมดำที่สมบูรณ์ (สำหรับฟิสิกส์ใน 4 มิติ) นั่นก็คือ ผลเฉลยเคอร์-นิวแมน (Kerr-Newman solution) อย่างไรก็ตามในการศึกษาเชิงสังเกตการณ์พบว่าเรามักไม่พบหลุมดำที่มีประจุและหมุนอยู่ด้วยในเวลาเดียวกันด้วยเหตุที่ว่า ประจุไฟฟ้าจะสลายไปได้ในเวลาอันรวดเร็วมากจากการที่มีสสารที่มีประจุตรงข้ามเข้าไปทำให้หลุมดำมีสมบัติทางไฟฟ้าที่เป็นกลาง


หน้าที่ 3 - การค้นพบหลุมดำ, เทอร์โมไดนามิก และ อนาคต

Prof. John Wheeler
มีเกร็ดความรู้เกี่ยวหลุมดำที่ควรรับทราบบางประการคือ คำว่า black hole ที่ในภาษาไทยใช้ว่าหลุมดำได้มีการคิดค้นขึ้นในปี 1967 โดยนักฟิสิกส์ชาวอเมริกันที่มีชื่อว่า John Wheeler เขาเป็นผู้มีชื่อเสียงมากไม่เพียงเพราะผลงานที่เขาสร้างขึ้นเท่านั้น เป็นเพราะว่านักศึกษาที่เขาสอนได้รับรางวัลโนเบลฟิสิกส์ไปหลายคนและเขาก็ยังมีชีวิตอยู่จนทุกวันนี้ ซึ่งอายุของท่านน่าจะประมาณอย่างน้อยก็ 96 ปีแล้ว
ที่กล่าวข้างต้นยังเป็นสิ่งทีท้าทายนักฟิสิกส์และผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่ การชี้บ่งครั้งแรกเกิดขึ้นไปใน 1971 โดยที่เชื่อกันว่าระบบ Cygnus X-1 มีแนวโน้มที่จะเป็นหลุมดำมากที่สุด และหลังจากนั้นเป็นต้นมาก็มีการศึกษาหลุมดำด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นกล้อง Hubble หรือดาวเทียมวัดการแผ่รังสีโดยทางอ้อม
การศึกษาโครงสร้างทางทฤษฎีของหลุมดำ เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการที่มีการค้นพบว่า หลุมดำมีสมบัติเชิงอุณหภูมิโดย Bardeen, Carter และ Hawking ในปี 1973 ซึ่งสมการอุณหพลศาสตร์ของหลุมดำ มีรูปแบบคล้ายกับสมการอุณหพลศาสตร์ที่ศึกษากันในระดับอุดมศึกษา ในงานของนักฟิสิกส์ทั้งสามทำให้เราทราบว่า อุณหภูมิของหลุมดำแปรผันกับความโน้มถ่วงที่พื้นผิว (surface gravity) ใช้ตัวอักษรว่า
อุณหภูมิของหลุมดำมีค่า ดังนี้
กฎนี้ถือว่าเป็นกฎข้อที่ศูนย์ (zeroth law) สำหรับกฎข้อที่ 1 ในอุณหพลศาสตร์ทั่วไปกล่าวว่า

+ work terms
สำหรับหลุมดำมีสมการอุณหพลศาสตร์ข้อที่ 1 อยู่ในรูป

+ work terms
โดยที่

คือพื้นผิวของหลุมดำ ดังนั้นเมื่อเราทำการเทียบสองสมการโดยใช้อุณหภูมิ (

) ที่ได้จากกฎข้อที่ศูนย์ จะได้ว่าเอนโทรปีของหลุมดำก็คือ
โดยที่เราเลือกที่จะใช้ค่าคงที่ธรรมชาติ ซึ่ง

และจำนวณ

จริง ๆ แล้วก็สามารถหาได้จากการคำนวณที่ Hawking ทำ นั่นคือการคำนวณโดยทฤษฎีควอนตัมสนาม (quantum field theory) สมการความสัมพันธ์ระหว่างเอนโทรปีกับพื้นผิวของหลุมดำถือเป็นสมการที่สวยงามแต่ก็ยังไม่มีความเข้าใจที่ชัดเจนว่าทำไมเอนโทรปีของหลุมดำจึงแปรฝันกับขนาดของพื้นผิวแทนทีจะเป็นปริมาตรเหมือนกับวัตถุอื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่น ก๊าซหรือของเหลวต่าง ๆ
อนึ่ง เอนโทรปีของหลุมดำเป็นที่รู้จักกันในชื่อของ เอนโทรปีเบคเคนสไตน์-ฮอว์กิ้ง (Bekenstein-Hawking entropy) เนื่องจาก David Bekenstein นักฟิสิกส์ชาวอิสราเอลเป็นคนหนึ่งที่ได้เสนอว่าหลุมดำจะต้องมีเอนโทรปีอยู่ และเขาก็ได้ศึกษาเรื่องเอนโทรปีของหลุมดำในหลายแง่มุมมาเป็นเวลาร่วม 3 ทศวรรษ ความยากและความสับสนในเรื่องการมีเอนโทรปีในหลุมดำก็คือว่า เพราะในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปเป็นทฤษฎีแบบคลาสิก ดังนั้นอุณหภูมิของหลุมดำจริงแล้วต้องเป็นอุณหภูมิสัมบูรณ์ (0 เคลวิน) แต่เมื่อมีการค้นพบการแผ่รังสีฮอว์กิ้งและได้มีการยอมรับว่าหลุมดำมีเอนโปรปี นักฟิสิกส์ก็เลยต้องพยายามเข้าใจโครงสร้างทางกลศาสตร์สถิติ (statistical mechanical structure) ของหลุมดำให้ได้ อย่างไรก็ตามเนื่องจากคำอธิบายทางกลศาสตร์สถิติหรือทฤษฎีทางด้านนี้ยังไม่มีการจัดตั้ง ดังนั้นการศึกษาทางด้านนี้จึงเปิดกว้าง การสร้างแบบจำลองใหม่จึงมีความเป็นไปได้ไม่น้อยตราบเท่าที่กระบวนการสร้างแบบจำลองเป็นไปอย่างสมเหตุสมผลตามหลักฟิสิกส์และคณิตศาสตร์

Prof. David Bekenstein
ในปัจจุบันนี้เป็นที่ทราบกันว่าค่าคงที่แห่งเอกภพ (cosmological constant มักใช้ตัว

แทน) มีอยู่จริง ๆ ซึ่งตรงข้ามกับไอน์สไตน์เคยคิดว่าการที่เขาใส่ค่าคงที่แห่งเอกภพลงไปเป็นความผิดพลาดมหันต์ ดังนั้นถ้าทำการถอดสมการไอน์สไตน์ที่มีค่าคงที่แห่งเอกภพลงไป ผลเฉลยหลุมดำที่ได้ก็จะเป็นผลเฉลยที่มีโครงสร้างที่เปลี่ยนไปรวมถึงสมบัติทางอุณหพลศาสตร์ (thermodynamic properties) ด้วย โดยที่ถ้าเรามีค่าคงที่ของเอกภพเป็นปริมาณลบเราจะเรียกผลเฉลยหลุมดำนั้นว่า หลุมดำเอดีเอส (AdS black hole) โดยที่ AdS มากจากคำว่า Anti de-Sitter ในขณะที่ถ้าค่าคงที่ของเอกภพเป็นปริมาณบวก ผลเฉลยหลุมดำก็จะเรียกว่า หลุมดำดีเอส (dS black hole) จริง ๆ แล้ว de Sitter เป็นชื่อสกุลของนักดาราศาสตร์ชาวดัชต์ในอดีตคนหนึ่ง
การศึกษาวิจัยฟิสิกส์หลุมดำในปัจจุบัน มักจะมีการศึกษาหลุมดำในพื้นหลังกาลอวกาศ (spacetime background) หลาย ๆ แบบแล้วมาเปรียบเทียบกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจหรือเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น เช่น สมบัติทางอุณหพลศาสตร์ของหลุมดำเคอร์ในพื้นหลังแบบไม่มีค่าคงที่แห่งเอกภพก็จะต่างไปจากหลุมดำเคอร์ที่ศึกษาในพื้นหลังดีเอสหรือเอดีเอส และนอกจากผลเฉลยหลุมดำที่ได้จากทฤษฎีสัมพัทธภาพแล้ว ทฤษฎีแรงโน้มถ่วงอื่น ๆ ก็ให้ผลเฉลยหลุมดำเช่นกันถึงแม้ว่าจะมีค่าเพียงแค่แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ (mathematical model) นอกจากนี้นักฟิสิกส์หลุมดำหรือผู้ที่เกี่ยวข้องก็ยังสามารถศึกษาหลุมดำได้ในมิติกาลอวกาศที่ต่างไปจาก 4 มิติด้วย ไม่ว่าจะใน 2 มิติ เช่นหลุมดำดิลาตอน 2 มิติ (2 dimensional dilaton black hole) ซึ่งเป็นหลุมดำที่ต้องมีประจุสเกลาร์ดิลาตอน ในหรือ 3 มิติ ซึ่งมีหลุมดำบีทีแซด (BTZ black hole) ซึ่งค้นพบเมื่อไม่เกิน 15 ปีที่ผ่านมาโดย Bernados Teitelboim และ Zanelli ชาวชิลี สำหรับหลุมดำชนิดนี้เป็นหลุมดำที่ใช้เป็นแบบจำลองทางทฤษฎี (theoretical model) หรือแบบจำลองของเล่น (toy model) ที่เป็นที่นิยมเพราะโครงสร้างของแรงโน้มถ่วงใน 3 มิติสามารถเชื่อมโยงกับการสร้างทฤษฎีแรงโน้มถ่วงควอนตัมได้ง่ายกว่าในมิติอื่น ๆ อย่างไรก็ตามผู้เขียนขอเน้นว่าการศึกษาแรงโน้มถ่วงใน 3 มิติถึงแม้จะสามารถสร้างทฤษฎีแรงโน้มถ่วงควอนตัมได้จริง ๆ ก็ไม่ถือว่ามนุษย์เราประสบความสำเร็จเพราะโลกที่เราอยู่ไม่ได้เป็นโลกใน 3 มิติ
นอกจากนี้ทฤษฎีสตริง (string theory) ก็ให้ผลเฉลยหลุมดำเช่นกัน แต่มิติที่ผลเฉลยมีอยู่นั้นจะอยู่ในมิติที่สูงกว่า 4 มิติ ถึงแม้จะมีวิธีในการยุบขนาดมิติ (compactification) นั้นลงมาเป็น 4 มิติเราก็ยังไม่ได้สมบัติของหลุมดำที่เหมือนกับหลุมดำที่ได้จากทฤษฎีสัมพัทธภาพ ดังนั้นจึงอาจจะกล่าวได้ว่านอกจากทฤษฎีสัมพัทธภาพแล้วยังไม่มีทฤษฎีใด ๆ ที่ให้ผลเฉลยหลุมดำเชิงกายภาพที่ดีกว่า เพียงแต่ว่าการศึกษาสมบัติทางอุณหพลศาสตร์ของหลุมดำในทฤษฎีแรงโน้มถ่วงอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นใน 2 มิติ 3 มิติ (หลุมดำบีทีแซด) หรือในทฤษฎีสตริงจะให้ความเข้าใจมากขึ้น สำหรับการศึกษาเชิงอุณหพลศาสตร์ในรูปแบบล่าสุดใน 4 มิติแบบใหม่ก็คือการศึกษามิติของสถานะ (phase space) เชิงเรขาคณิตที่ชื่อว่าเรขาคณิตรุปไปน์เนอร์ (Ruppeiner geometry) โดยที่ผลจากการคำนวณให้ผลลัพธ์ที่ตรงกับที่คำนวณไว้จากทฤษฎีอื่น ๆ ด้วย ข้อดีของการใช้เรขาคณิตรุปไปน์เนอร์ในการศึกษาหลุมดำก็คือสามารถพอที่ทำนายความไม่มีเสถียรภาพเชิงอุณหพลศาสตร์ (thermodynamic instability) ของหลุมดำได้ระดับหนึ่ง เป็นที่หวังกันว่าการศึกษาเชิงเรขาคณิตแบบนี้จะทำให้นักฟิสิกส์เข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างโครงสร้างเชิงอุณหพลศาสตร์กับกลศาสตร์สถิติได้ แต่คาดว่าหนทางยังอีกยาวไกล
สำหรับการศึกษาด้านอื่น ๆ ของหลุมดำเชิงทฤษฎีก็จะเกี่ยวข้องกับเอนโทรปีไม่ว่าจะเป็นการศึกษาหลักโฮโลกราฟฟิก (holographic principle) ซึ่งเกี่ยวข้องกับความจริงที่ว่าเอาโทรปีของหลุมดำ (หรือข้อมูลที่อยู่ในหลุมดำ) ถูกห่อปกคลุม (bound) โดยขนาดพื้นผิวของมัน หรือจะเป็นการศึกษาควอไซ นอร์มอลโมด (quasi normal mode) ของหลุมดำซึ่งเป้าหมายหลัก ๆ ก็ไม้พ้นการพยายามค้นหาทฤษฎีแรงโน้มถ่วงควอนตัมเพราะนี่คือหนึ่งในวิถีการสรรหา ซึ่งเรียกกันว่าทฤษฎีแรงโน้มถ่วงควอนตัมลูป (loop quantum gravity) ทฤษฎีนั้นที่เหนือไปจากทฤษฎีสตริง
เพื่อที่จะรวบรวมใจความของบทความทั้งหมดนี้ว่าไว้ในไม่กี่ประโยคก็คือ การศึกษาฟิสิกส์ของหลุมดำในทางทฤษฎีทุกวันนี้ก็มีเป้าหมายหลักที่ไม่พ้นความเข้าใจแรงโน้มถ่วงให้มากขึ้น เพราะหลุมดำเป็นวัตถุ (อาณาบริเวณ) ที่มีการแสดงออกถึงแรงโน้มถ่วงในหลาย ๆ รูปแบบ หนทางในอนาคตจะยาวไกลเพียงใจคงไม่ใครสามารถบอกได้ แต่เป็นที่เชื่อกันว่าเรามาถูกทางแล้วไม่ว่าจะเดินด้วยวีถีทางใดก็คาดกันว่าจะลู่เข้าสู่เป้าหมายเดียวกันได้
เกี่ยวกับผู้เขียน
 |
ณฤทธิ์ ปิฎกรัชต์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักศึกษาปริญญาเอกทางฟิสิกส์ทฤษฎี ณ มหาวิทยาลัยสตอกโฮล์์ม ประเทศสวีเดน ณฤทธิ์ทำงานวิจัยด้าน อุณหพลศาสตร์ของหลุมดำ (black hole thermodynamics) โดยแนวทางใหม่โดยใช้ Ruppeiner geometry ซึ่งเป็น information geometry ชนิดหนึ่ง
สามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับผู้เขียนเพิ่มเติมได้ที่ http://www.physto.se/~narit/ ณฤทธิ์ เป็นนักวิชาการรุ่นใหม่อีกท่านหนึ่งที่ร่วมเผยแพร่ความรู้สู่สังคมไทยผ่านวิชาการดอทคอม
|
|
|
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและแหล่งข้อมูลทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 11 ความเห็น, หน้า | 1 |
ความเห็น 1 7 ม.ค. 2550 (20:43) Can you explain more about quasi-normal mode you mentioned in the article? Thank you very much.
curious (IP:209.234.66.97)
ความเห็น 2 8 ม.ค. 2550 (16:30) Quasi-normal modes of black holes (BHs) arise when you study perturbation of BH. Once the BH is perturbed you can study wave propagations in BH geometries which allow you to study furthermore such as the stability of the BH itself as well as the generation of gravitational waves. The easiest way to study this is to assume linear perturbation. I am not an expert on this. I just wanted to add that in my article to catch some attention because there is a Thai physicist working in this field. His name is Suphot Musiri. If you know how to access the arXiv, you will be able to find his address as such. He is at Mor Sor Wor Prasanmit, so he is in Bangkok. You'd better ask him further questions. He is a nice guy.
The author (IP:130.237.208.144)
ความเห็น 3 15 ม.ค. 2550 (20:11) นักฟิสิกส์นี่เก่งกันจริงๆเลยค่ะ อ่านตาลายเลยนะ ช่วยๆกันทดลองกันไปเรื่อยๆ ทำทุกวิถีทางพิสูจน์มันให้เป็นจริง สู้ตาย!
ความเห็น 4 16 ม.ค. 2550 (03:59) ขอบคุณมากครับคุณ Poylittlegirl จากนักฟิสิกส์คนหนึ่ง
The Author (IP:213.100.106.164)
ความเห็น 7 18 ม.ค. 2550 (14:53) หลุมดำจะเป็นรูหนอนอย่างหนึ่งหรือไม่ละครับ หรือจะเป็นที่เวลาหยุดนิ่งเท่านั้น
P.S.FilM/prichchaya@hotmail.com (IP:202.129.16.242)
ความเห็น 8 19 ม.ค. 2550 (06:15) การที่จะเป็นรูหนอนได้ ก็ขึ้นอยู่กับหลายๆ condition ครับ
แต่จริง ๆแล้วรูหนอนก็คือผลเฉลยของสมการไอน์สไตน์นั่นเอง
หลุมอย่าง Schwarzschild ก็เป็นรูหนอนได้ถ้าเอาหลุมดำกับหลุมขาวมาต่อกัน
อย่างที่รู้จักกันในชื่อว่าสะพาน Einstein-Rosen
The Author (IP:213.100.106.164)
ความเห็น 10 4 ก.พ. 2550 (02:28) คุณแพรวก็เริ่มศึกษาได้ครับ ฟิสิกส์เป็นวิชาแห่งเสรีภาพแห่งความคิด ถ้าแนวความคิดของคุณสามารถใช้ตอบคำถามได้ ก็จะได้การยอมรับได้ อย่างไรก็ตามการที่จะไปศึกษาระดับสูงในฟิสิกส์ได้จะต้องมีพื้นฐานคณิตศาสตร์ที่ดีครับ
The Author (IP:213.100.106.164)
ความเห็น 11 18 ก.พ. 2550 (13:26) เห๊อๆๆ เก่งกานมากๆเรยอ่ะน๊ะค๊ะเนี่ย เห๊อะๆ สู้ๆละกานนาค๊ะ เด๋ซจาคอยช่วยเปงกำลังจายให้นาค๊ะ^^
!i!--**CeE**--!i! (IP:203.113.15.234)
ความเห็น 12 18 ก.พ. 2550 (13:32) ปอยได้ไปเจอหนังสือเล่มหนึ่งในห้องสมุดของโรงเรียน มันมีชื่อว่า
"นักอยากวิจัยสำหรับเด็กไทยที่อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์"
ซึ่งเป็นหนังสือที่ถูกใจอย่างแรงเลยค่ะ เนื้อหาด้านในดีมากๆ ส่วนหนึ่งของหนังสือมีบอกถึงคุณลักษณะของผู้ที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักฟิสิกส์ และอื่นๆที่เกี่ยวกับวงการวิทย์ของเราค่ะ
แต่เนื่องจากว่าชอบฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ จึงขอยกคุณลักษณะของนักฟิสิกส์มาก่อนนะคะ
แววนักฟิสิกส์
1.ฉันชอบเรียนรู้ปรากฎการณ์ที่มีอยู่ในธรรมชาติ เช่น ฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้อย่างไร น้ำขึ้นน้ำลงเกิดขึ้นได้อย่างไร ทางช้างเผือกเป็นอย่างไร (ข้อนี้ตรงกับปอยเด๊ะค่ะ)
2.ฉันชอบจินตนาการ (ใช่เลย!! ถูกเป๋ง จินตนาการล้ำเลิศ รถกับคนวิ่งเร็วเท่ากันชนกันจะเกิดอะไรขึ้น คนจะกระเด็นขึ้นฟ้าหรือไปข้างๆ อยากทดลองๆๆๆ 555+)
3.ฉันสนใจเรื่องที่เป็นนามธรรม เช่น เรื่องเวลา อวกาศ และมิติของเวลา ( ใช่เลยสนใจอย่างแรง สงสัยมาก ถึงมากที่สุดเลย)
4.ฉันชอบตั้งคำถามที่ตอบได้ยาก เช่น พระเจ้ามีทางเลือกหรือไม่ในการสร้างจักรวาล (แต่ปอยสงสัยว่าเราจะเจอเอกภพคู่ขนานได้อย่างไร ในเมื่อมันขนานกัน เราจะทะลุรูหนอนได้ที่ตรงไหน เพราะเหตุใดจึงต้องไปตรงนั้น)
5.ชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับประวัติของนักวิทยาศาสตร์ที่มีผลงานทางฟิสิกส์ เช่น นิวตัน แมกซ์เวลล์ ไฟน์แมน (โอ้..ชอบอย่างแรง อยากเลียนแบบพวกเขาจริงๆ)
6.วิชาคำนวณสนุกและไม่ยุ่งยากสำหรับฉัน (เอ่อ..เรียนอยู่ในที่ที่เปิดโอกาสแต่เด็กเก่ง แต่ไม่เปิดโอกาสให้เด็กที่ชอบเรียน วิชาคำนวณพยายามอย่างเต็มที่ เมื่อนั่งทบทวนก็โดนอาจารย์ด่า ว่าทำไมไม่อ่านหนังสือ มัวนั่งคิดแต่เลข..เสียใจในเรื่องนี้มากค่ะ ทำให้ไม่มีโอกาสที่จะทบทวน หรือแข่งขัน ทดสอบความรู้ของตัวเองเลย มีแต่นั่งท่องจำเพื่อให้ผ่านไปวันๆ มันน่าเบื่อเหลือเกินที่ต้องทำอะไรที่ไม่อยากทำ)
ลองพิจารณาดูนะคะ..^-^ เผื่อใครที่อยากเป็นนักฟิสิกส์จะได้นำข้อบกพร่องไปปรับปรุงนะ
ปอยน่ะอยากอยู่ในเมืองบ้างจริงๆ เผื่อจะมีโอกาสดีๆได้ไปแข่งขันทางวิชาการบ้าง
ผู้ใหญ่ไม่เปิดโอกาสเลย ใจร้ายที่สุด พยายามวิ่งหามัน มันก็วิ่งหนี
เหมือนกับเราวิ่งเข้าหาประตูที่กำลังจะปิด พอเราจะเอื้อมมือไปเปิด
เค้าก็ปิดไม่ให้เราเข้าเลย ใจร้ายที่สุดค่ะ ปอยสู้นะ ปอยจะสู้ให้ถึงที่สุด
เพื่ออนาคต นักวิจัยในอนาคตค่า ^-^!!
Prof.Poylittlegirl
ความเห็น 13 26 ต.ค. 2550 (22:25) จะไป สน ใจ ใครอื่นทำไม หล่ะ
นอกจาก ครอบครัว
ผมก้อ ไม่สน อะไร ใคร มาก
ทำในสิ่งที่อยาก เเต่ต้อง ไม่ใช่ สิ่งที่ไม่ดี
จดไว้ดิ สิ่งที่อยากทำ เเล้ว ทำต่อเมื่อมีโอกาส
โอกาสที่จะให้เราได้ทำสิ่งที่เราชอบมากๆ เราต้องสร้างขึ้นมาเอง รอไปก้อเท่านั้น
จงสิ่งที่จะให้โอกาส ต่อเราให้นานที่สุด คนอื่นๆเค้าไม่ใช่เรา อย่าให้ขวางทางดิ
ความเห็น 15 1 เม.ย. 2552 (13:18) ทุกอย่างมีคำตอบครับ