คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/1097" type="text/javascript"></script>
“ คลังความรู้วิทยาศาสตร์ บนโลกของ Internet ”
เสวนาในหัวข้อ “ คลังความรู้วิทยาศาสตร์ บนโลกของ Internet ” มาดูกันว่าอินเตอร์เน็ต จะมาแทนที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยได้หรือไม่ และตอบข้อสงสัยอีกมากมายของพฤติกรรมการใช้ Internet เป็นคลังความรู้
ผู้เขียน: คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล ชมแล้ว: 16,238 ครั้ง
post ครั้งแรก: Mon 8 January 2007, 6:05 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 9 January 2007, 11:14 am
อยู่ในส่วน: เยาวชน

หน้าที่ 1 - อะไร ๆ ก็ค้นได้จากอินเตอร์เน็ต จริงหรือไม่ ?
สวัสดีค่ะ เมื่อวันอังคารที่ 12 ธันวาคม 2549 ที่ผ่านมา ช่วง บ่ายโมงครึ่ง ถึงบ่ายสองโมง

ทางคุณรุจเรขา อัศวิษณุ หัวหน้าหน่วยสารสนเทศงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์, หัวหน้าห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข และwebmaster ของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ( เว็บไซต์ www.sc.mahidol.ac.th ) ได้มาเสวนาพูดคุยกับ รศ.ดร.วีณา เชิดบุญชาติ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการ “ โลกวิทยาการ ” ทางสถานีวิทยุ FM 97 ถึงเรื่อง “ คลังความรู้วิทยาศาสตร์ บนโลกของ Internet ” เราไปดูกันดีกว่าค่ะ ว่า Internet กับวิทยาศาสตร์นั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร

938




รศ.ดร.วีณา : อินเตอร์เน็ต จะมาแทนที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยได้หรือไม่ ?

คุณรุจเรขา : อาจเป็นไปได้ในแง่ของความสะดวกในการเข้าถึง หนังสือและวารสารโดยไม่มีขีดจำกัด และดูเหมือนจะได้อ่านฟรี แต่ที่จริงแล้วไม่มีอะไรฟรี โดยเฉพาะในเรื่องของเทคโนโลยีและข้อมูลที่มีคุณค่า มีราคาอยู่แล้ว อย่างเช่นวารสารทางวิชาการสาขาวิทยาศาสตร์ของบริษัทสำนักพิมพ์ที่มีชื่อเสียงจากต่างประเทศ ยังคงมีราคาแพงมากเหมือนเดิม เป็นธุรกิจอีกรูปแบบหนึ่ง เพียงแต่เปลี่ยนจากการตีพิมพ์ลงในกระดาษ มาเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งสะดวกต่อการค้นหาและการใช้งาน แต่โชคดีที่เดี๋ยวนี้มีสำนักพิมพ์วารสารทางวิชาการแบบไร้กระดาษและไม่หวังผลกำไร เรียกกันว่าเป็น Open – Access Publishers เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ดบนอินเตอร์เน็ตโดยเฉพาะในวงการวิทยาศาสตร์ชีวภาพและการแพทย์ นักวิจัยสามารถส่งบทความไปตีพิมพ์ได้ฟรีทางออนไลน์ ผู้อ่าน download บทความมาอ่านได้ฟรี แถมบทความยังมีคุณภาพดีอีกด้วย นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อวงการวิชาการ โดยเฉพาะในบ้างเรา ซึ่งมักซื้อเทคโนโลยี ซื้อข้อมูลมาใช้เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ไม่ค่อยได้ผลิตเองพูดถึงหนังสือในห้องสมุดหลายคนคงเคยได้ยินข่าว เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2549 ที่ผ่านมานี้เอง Microsoft ได้เปิดตัว Live Search Books books.live.com รุ่นทดลอง หรือ beta version ขึ้นมาแข่งขันกับ Google ซึ่งที่จริงแล้ว Microsoft ทำได้ค่อนข้างล่าช้ากว่ากำหนด เดิมเคยประกาศไว้ว่าจะเป็นกลางปี 2006 หลักการคือ scan หนังสือทั้งเล่ม จำนวนเริ่มต้นกว่าแสนเล่มจากห้องสมุดขนาดใหญ่ เช่น ห้องสมุดประชาชนแห่งกรุงนิวยอร์ก ( The New York Public Library ) ห้องสมุดมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย มหาวิทยาลัยคอร์แนลของอเมริกา มหาวิทยาลัยโตรอนโตของแคนาดา และหอสมุดแห่งชาติแห่งสหราชอาณาจักร หรือ British Library และจัดทำดรรชนีเพื่อค้นหาคำที่ต้องการ จากหนังจำนวนมหาศาลอย่างไร้ขีดจำกัด กลายเป็นห้องสมุดสำหรับคนทั้งโลก หรือ World Wide Library ซึ่งต่อไปจะมีจำนวนนับล้านเล่ม และ download มาอ่านได้ แต่ทุกหน้าจะประทับข้อความ “ Digitized by Microsoft ” เอาไว้ ทั้งนี้ Microsoft จะระมัดระวังเรื่องของลิขสิทธิ์ โดยเลือกสแกนหนังสือที่ไม่มีลิขสิทธิ์ หรือได้รับอนุญาตจากสำนักพิมพ์แล้วท่านั้น นอกจากนั้น ยังชักชวนให้สำนักพิมพ์ต่าง ๆ นำหนังสือมาเข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นช่องทางในการโฆษณาและจำหน่ายหนังสืออีกด้วย ( ผู้สนใจติดตามอ่านข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพิ่มเติมได้จากบทความ “ Microsoft Offers Book Search ” . PC World Magazine , Dec 06, 2006 www.pcworld.com / article / id,128094 – page,1-c, searchengines / article .html มีแม้กระทั้งหนังสือไทยโบราณหายากหลายเล่ม ลองไปค้นเอาเองก็แล้วกันนะคะ

939




แนวความคิดที่จะสแกนหนังสือนี้ Google ทำล่วงหน้ามาก่อนเป็นปีแล้ว เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ Google Book Search ( books.google.com ) เปิดตัวเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2548 แต่ขณะนี้กำลังเดือดร้อนประสบปัญหาถูกฟ้องร้องจากสำนักพิมพ์ในเรื่องของการละเมิดลิขสิทธิ์ ส่วน Amazon.com ซึ่งเป็นแหล่งจำหน่ายหนังสือบนออนไลน์ขนาดใหญ่ระดับโลก ก็มีการสแกนหน้าหนังสือให้อ่านด้วยเหมือนกัน เพื่อประโยชน์ต่อการเชิญชวนให้สั่งซื้อตัวเล่มจริง สารานุกรม หรือ encyclopedia เดี๋ยวนี้ ก็มี Wikipedia ( en.wikipedia.org ) ซึ่งเป็นสารานุกรมเสรี ที่ใคร ๆ สามารถเข้าไปแก้ไขเพิ่มเติมข้อมูลได้ เป็นนิยมกันมาก เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2544 มีการจัดทำถึง 200 ภาษา รวมทั้งภาษาไทยด้วย ( th.wikipedia.org ) เมื่อปีที่แล้ววารสาร Nature เคยทำการสำรวจความถูกต้องของข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์ในหัวข้อต่าง ๆ เปรียบเทียบกันระหว่างสารานุกรมเสรีที่ใคร ๆ ก็เข้าไปแก้ไขเพิ่มเติมข้อมูลได้อย่าง Wikipedia กับสารานุกรมที่เก่าแก่และเป็นหนังสืออ้างอิงที่มีชื่อเสียงมาช้านาน อย่าง Encyclopaedia Britannica แทบไม่น่าเชื่อ ปรากฏว่าผู้เชี่ยวชาญจำนวน 42 คน ตรวจสอบพบข้อผิดพลาด ( เล็ก ๆ น้อย ๆ ) ใน Encyclopaedia Britannica จำนวนถึง 123 แห่ง ในขณะที่ Wikipedia มี 162 แห่ง และพบข้อผิดพลาดที่จัดว่าร้ายแรง จำวน 4 แห่ง เท่า ๆ กัน ( ผู้สนใจสามารถติดตามอ่านเพิ่มเติมได้จากบทความ “ Internet encyclopaedias go head to head ” . Nature Magazine, 14 Dec.2005 ที่เว็บไซต์ www.nature.com/news/2005/051212/full /438900a.html )

แม้การสำรวจครั้งนี้ จะเป็นการลดความน่าเชื่อถือของ Encyclopaedia Britannica ซึ่งสร้างความไม่พอใจและมีการออกหนังสือชี้แจงคัดค้านเป็นการใหญ่ แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดว่าบนโลกอินเตอร์เน็ตนี้ อะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และมีผลกระทบต่อแหล่งความรู้ทางวิชาการของเรามากทีเดียว Wikipedia ตอนนี้จัดอันดับเป็นเว็บยอดนิยมมีผู้เข้าใช้สูงสุดเป็นอันดับที่ 12 ของโลกแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าอันดับต้น ๆ นั้น ได้แก่กลุ่มของ Google ซึ่งมีเว็บไซต์แยกย่อยของแต่ละประเทศ ( Google ของไทยอยู่ในอันดับที่ 199 ) , กลุ่มของ Microsoft ได้แก่ Microsoft , Microsoft Network ( MSN ) , Windows Live ( www.live.com ) , Yahoo , Amazon , YouTube ( แหล่งรวมคลิปวิดีโอสมัครเล่น ) , Ebay ( แหล่งซื้อขายสินค้าส่วนบุคคลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ) เป็นต้น ( ใครสนใจรายชื่อบนเว็บยอดนิยม 500 อันดับแรก ติดตามการจัดอันดับ traffic rankings ได้จากเว็บไซต์ Alexa Web Search ( www.alexa.com ) ของบริษัท AMAZON

940




รศ.ดร.วีณา : จะมีการผสมผสานระหว่าง “บันเทิง” กับ “วิชาการ” บนโลกของอินเตอร์เน็ตได้หรือไม่

คุณรุจเรขา : เดี๋ยวนี้ บรรดายักษ์ใหญ่ในวงการอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็น Google หรือ Microsoft ที่เน้นความสนุกสนาน บันเทิงและธุรกิจมาก ปัจจุบันหันมาสนใจข้อมูลทาง academic หรือทางการศึกษาวิจัยวิทยาศาสตร์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Google Scholar ซึ่งเป็นระบบบริการสืบค้นผลงานวิจัยหรือบทความจากวารสารทางวิชาการ Google Book Search ซึ่งนำหนังสือมาทำการสแกนให้เป็นดิจิตอลนับแสนเล่ม เพื่อความสะดวกในการสืบค้นในลักษณะของ e – books ส่วนค่าย Microsoft ก็ผลิตระบบสืบค้นบทความทางวิชาการขึ้นมาแข่งขัน แบบตาต่อตาฟันต่อฟันเลย คือมี Live Academic Search เพื่อแข่งกับ Google Scholar และ Live Search Book เพื่อแข่งกับ Google Book Search เป็นต้น ในขณะเดียวกัน หากเราอ่านวารสารหรือนิตยสารทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นที่นิยมทั่วโลก เช่น Science magazine ( science.com ) , Nature magazine ( nature.com ) ฉบับอิเล็กทรอนิกส์บนอินเตอร์เน็ต จะพบว่า เดี๋ยวนี้ได้นำรูปแบบบันเทิงเข้ามาใช้ เช่น แทนที่จะอ่านข่าวบนจอภาพหรือพิมพ์ออกมาเป็นกระดาษอ่านอย่างเดียว ได้มีระบบที่เรียกว่า PODCAST เพื่อฟังเสียงรายการวิทยุ ( เหมือนรายการโลกวิทยาการ ) เป็นไฟล์ MP 3 ไปพร้อม ๆ กับอ่านข่าววิทยาศาสตร์บนจอภาพไปด้วย สำหรับนักเรียนไทยแล้วเท่ากับเป็นการฝึกภาษาอังกฤษไปในตัวทีเดียว หรือบางเว็บไซต์จะให้บริการเป็น WEBCAST เป็นทั้งเสียงและวีดิโอ เพื่อให้ข่าววิทยาศาสตร์มีความน่าสนใจมากขึ้น เช่นที่เว็บไซต์พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ชื่อดังของอเมริกา Exploratorium หนึ่งในเว็บไซต์ที่ดีที่สุดในโลก สำหรับครูสอนวิทยาศาสตร์ www.exploratorium.edu มีการถ่ายทอดข่าวการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการจัดเก็บรักษาต้นฉบับโบราณที่เขียนด้วยลายมือของ Archimedes นักคณิตศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกเมื่อพันปีที่แล้ว ให้ชมเป็น WEBCAST ( คนเดียวกันกับที่กระโดดออกจากอ่างอาบน้ำ วิ่งเปลือยกายแล้วร้องตะโกนว่า “ Eureka ! Eureka ! ” หรือแปลว่า “ I’ve found it ! I’ve found it ! นั่นแหละ ) นอกจากนั้น ใครเคยเล่น Google Earth ซึ่งเป็นระบบ 3 มิติ ในการสำรวจแผนที่โลกนิตยสาร Nature Magazine นำ Google Earth มาใช้ระบุพื้นที่บริเวณที่มีไข้หวัดนกระบาดและมีผู้เสียชีวิต อย่างของประเทศไทย สามารถ map ตรงมายังแผนที่จังหวัดกาญจนบุรี ได้เลยทีเดียว และ link ต่อไปยัง WHO ให้ข้อมูลรายงานว่ามีเด็กอายุ 6 ขวบเสียชีวิต 2 คนในพื้นที่ดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 ม.ค. และ 2 ก.พ. 2547 วารสารวิทยาศาสาตร์อื่น ๆ เช่นในสาขาเคมี ฟิสิกส์ ก็มีการลงภาพประกอบเป็นโครงสร้างเคมีแบบ 3 มิติ หมุนได้รอบหรือวารสารทางชีววิทยา มีภาพประกอบจากการถ่ายภาพจากกล้องจุลทรรศน์ เป็น animation เคลื่อนไหวได้ เป็นต้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการติดตามข่าวสารทางวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกในสมัยนี้เต็มไปด้วยความสนุกสนานไม่น่าเบื่ออีกต่อไป



รศ.ดร.วีณา : อะไร ๆ ก็ค้นได้จากอินเตอร์เน็ต จริงหรือไม่ ?

คุณรุจเรขา : ข้อควรระวังสำหรับนักเรียน นักศึกษาที่อยากจะฝากไว้ คือ พอค้นหาข้อมูลอะไรไม่เจอจาก Google Search Engine อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าไม่มี และควรพิจารณาให้ดีก่อนเชื่อเนื้อหาข้อมูลต่าง ๆ ที่ค้นได้จากเว็บ ดูก่อนว่าแหล่งข้อมูลหรือเว็บไซต์เชื่อถือได้หรือไม่ ใครหรือหน่วยงานใดเป็นคนสร้างเว็บไซต์นั้น สำหรับแวดวงการวิชาการทางวิทยาศาสตร์ เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ อย่าเชื่ออะไรง่าย ๆ

อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจของ PEW Internet & American Life project ร่วมกับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ Exploratorium ในรายงานเรื่อง “ The internet as a Resouce for News and Information about science” ( www.pewinternet.org/pdfs/PIP_Exploratorium _Science.pdf ) ข้อมูลล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2549 นี้เอง พบว่าแหล่งข้อมูลแห่งแรกที่คนอเมริกันใช้ค้นหาข่าวและข้อมูลวิทยาศาสตร์ทั่ว ๆ ไป ได้แก่ ข่าวจากโทรทัศน์ ซึ่งมีจำนวน 41 % รองลงมาคือค้นจากอินเตอร์เน็ต 20 % ( หรือประมาณ 40 ล้านคน ) อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารวิทยาศาสตร์เพียง 14 % แต่ถ้าใช้ค้นหาข่าววิทยาศาสตร์สำคัญเฉพาะเรื่อง เช่น งานวิจัยเกี่ยวกับ จำนวน 67 % จะค้นจากอินเตอร์เน็ต รองลงมา 11 % คือเข้าใช้ห้องสมุด ที่เหลือเพียงเล็กน้อยไม่กี่เปอร์เซ็นต์จะอ่านจากหนังสือ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ และชมโทรทัศน์

รศ.ดร.วีณา : ศูนย์ความรู้ คลังความรู้ หรือคลังปัญญาทางวิทยาศาสตร์ ในบ้านเรา ที่น่าสนใจมีที่ใดบ้าง



หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 3 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 10 ม.ค. 2550 (11:21)
ผมไม่แปลกใจเลย ทำไมคณะวิทยาศาสตร์ของมหิดลถึงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศด้านการวิจัย
hmmm (IP:203.114.121.218)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 14 ม.ค. 2550 (10:43)
อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของปนระเทศไทยให้การเก็บรักษาข้อมูลความรู้ที่มีประโยน์ไว้นรูปแบบ อิเลคโทรนิคส์ หรือจัดเกบไว้ใน Db แล้วทำการเชื่อมโยง Db แต่ละภาคส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อง่ายต่อการสืบค้น และเปนประโยชน์แก่ทุกคนในประเทศ ( แต่คงอีกนานกว่าจะประสบผลสำเร็จ )
Z u s h ii* เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 22 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 8 ก.พ. 2550 (20:58)
ขอให้ฝันที่เราจะมีห้องสมุดออนไลน์ดี ๆ ที่เป็นของคนไทยมีขึ้นในเร็ววัน จะได้ช่วยสร้างสรรค์ให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้จริง ๆ ซะที
Kenntnis เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 5 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


dummy user
(ผู้ใช้ทดสอบ ที่ไม่มีตัวตน)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 33,245 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 7 ปี
แบ่งปันความรู้ 37 ครั้ง
ได้รับดาว 237 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

“ คลังความรู้วิทยาศาสตร์ บนโลกของ Internet ” [16,239]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [520,417]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [371,672]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [281,306]
Global Warming { English } [117,294]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.