 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/1097" type="text/javascript"></script> |
|
คลังความรู้วิทยาศาสตร์ บนโลกของ Internet
เสวนาในหัวข้อ คลังความรู้วิทยาศาสตร์ บนโลกของ Internet มาดูกันว่าอินเตอร์เน็ต จะมาแทนที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยได้หรือไม่ และตอบข้อสงสัยอีกมากมายของพฤติกรรมการใช้ Internet เป็นคลังความรู้
post ครั้งแรก: Mon 8 January 2007, 6:05 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 9 January 2007, 11:14 am
|
หน้าที่ 1 - อะไร ๆ ก็ค้นได้จากอินเตอร์เน็ต จริงหรือไม่ ?
สวัสดีค่ะ เมื่อวันอังคารที่ 12 ธันวาคม 2549 ที่ผ่านมา ช่วง บ่ายโมงครึ่ง ถึงบ่ายสองโมง
ทางคุณรุจเรขา อัศวิษณุ หัวหน้าหน่วยสารสนเทศงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์, หัวหน้าห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข และwebmaster ของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ( เว็บไซต์ www.sc.mahidol.ac.th ) ได้มาเสวนาพูดคุยกับ รศ.ดร.วีณา เชิดบุญชาติ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการ โลกวิทยาการ ทางสถานีวิทยุ FM 97 ถึงเรื่อง คลังความรู้วิทยาศาสตร์ บนโลกของ Internet เราไปดูกันดีกว่าค่ะ ว่า Internet กับวิทยาศาสตร์นั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร
รศ.ดร.วีณา : อินเตอร์เน็ต จะมาแทนที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยได้หรือไม่ ?
คุณรุจเรขา : อาจเป็นไปได้ในแง่ของความสะดวกในการเข้าถึง หนังสือและวารสารโดยไม่มีขีดจำกัด และดูเหมือนจะได้อ่านฟรี แต่ที่จริงแล้วไม่มีอะไรฟรี โดยเฉพาะในเรื่องของเทคโนโลยีและข้อมูลที่มีคุณค่า มีราคาอยู่แล้ว อย่างเช่นวารสารทางวิชาการสาขาวิทยาศาสตร์ของบริษัทสำนักพิมพ์ที่มีชื่อเสียงจากต่างประเทศ ยังคงมีราคาแพงมากเหมือนเดิม เป็นธุรกิจอีกรูปแบบหนึ่ง เพียงแต่เปลี่ยนจากการตีพิมพ์ลงในกระดาษ มาเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งสะดวกต่อการค้นหาและการใช้งาน แต่โชคดีที่เดี๋ยวนี้มีสำนักพิมพ์วารสารทางวิชาการแบบไร้กระดาษและไม่หวังผลกำไร เรียกกันว่าเป็น Open Access Publishers เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ดบนอินเตอร์เน็ตโดยเฉพาะในวงการวิทยาศาสตร์ชีวภาพและการแพทย์ นักวิจัยสามารถส่งบทความไปตีพิมพ์ได้ฟรีทางออนไลน์ ผู้อ่าน download บทความมาอ่านได้ฟรี แถมบทความยังมีคุณภาพดีอีกด้วย นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อวงการวิชาการ โดยเฉพาะในบ้างเรา ซึ่งมักซื้อเทคโนโลยี ซื้อข้อมูลมาใช้เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ไม่ค่อยได้ผลิตเองพูดถึงหนังสือในห้องสมุดหลายคนคงเคยได้ยินข่าว เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2549 ที่ผ่านมานี้เอง Microsoft ได้เปิดตัว Live Search Books books.live.com รุ่นทดลอง หรือ beta version ขึ้นมาแข่งขันกับ Google ซึ่งที่จริงแล้ว Microsoft ทำได้ค่อนข้างล่าช้ากว่ากำหนด เดิมเคยประกาศไว้ว่าจะเป็นกลางปี 2006 หลักการคือ scan หนังสือทั้งเล่ม จำนวนเริ่มต้นกว่าแสนเล่มจากห้องสมุดขนาดใหญ่ เช่น ห้องสมุดประชาชนแห่งกรุงนิวยอร์ก ( The New York Public Library ) ห้องสมุดมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย มหาวิทยาลัยคอร์แนลของอเมริกา มหาวิทยาลัยโตรอนโตของแคนาดา และหอสมุดแห่งชาติแห่งสหราชอาณาจักร หรือ British Library และจัดทำดรรชนีเพื่อค้นหาคำที่ต้องการ จากหนังจำนวนมหาศาลอย่างไร้ขีดจำกัด กลายเป็นห้องสมุดสำหรับคนทั้งโลก หรือ World Wide Library ซึ่งต่อไปจะมีจำนวนนับล้านเล่ม และ download มาอ่านได้ แต่ทุกหน้าจะประทับข้อความ Digitized by Microsoft เอาไว้ ทั้งนี้ Microsoft จะระมัดระวังเรื่องของลิขสิทธิ์ โดยเลือกสแกนหนังสือที่ไม่มีลิขสิทธิ์ หรือได้รับอนุญาตจากสำนักพิมพ์แล้วท่านั้น นอกจากนั้น ยังชักชวนให้สำนักพิมพ์ต่าง ๆ นำหนังสือมาเข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นช่องทางในการโฆษณาและจำหน่ายหนังสืออีกด้วย ( ผู้สนใจติดตามอ่านข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพิ่มเติมได้จากบทความ Microsoft Offers Book Search . PC World Magazine , Dec 06, 2006 www.pcworld.com / article / id,128094 page,1-c, searchengines / article .html มีแม้กระทั้งหนังสือไทยโบราณหายากหลายเล่ม ลองไปค้นเอาเองก็แล้วกันนะคะ

แนวความคิดที่จะสแกนหนังสือนี้ Google ทำล่วงหน้ามาก่อนเป็นปีแล้ว เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ Google Book Search ( books.google.com ) เปิดตัวเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2548 แต่ขณะนี้กำลังเดือดร้อนประสบปัญหาถูกฟ้องร้องจากสำนักพิมพ์ในเรื่องของการละเมิดลิขสิทธิ์ ส่วน Amazon.com ซึ่งเป็นแหล่งจำหน่ายหนังสือบนออนไลน์ขนาดใหญ่ระดับโลก ก็มีการสแกนหน้าหนังสือให้อ่านด้วยเหมือนกัน เพื่อประโยชน์ต่อการเชิญชวนให้สั่งซื้อตัวเล่มจริง สารานุกรม หรือ encyclopedia เดี๋ยวนี้ ก็มี Wikipedia ( en.wikipedia.org ) ซึ่งเป็นสารานุกรมเสรี ที่ใคร ๆ สามารถเข้าไปแก้ไขเพิ่มเติมข้อมูลได้ เป็นนิยมกันมาก เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2544 มีการจัดทำถึง 200 ภาษา รวมทั้งภาษาไทยด้วย ( th.wikipedia.org ) เมื่อปีที่แล้ววารสาร Nature เคยทำการสำรวจความถูกต้องของข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์ในหัวข้อต่าง ๆ เปรียบเทียบกันระหว่างสารานุกรมเสรีที่ใคร ๆ ก็เข้าไปแก้ไขเพิ่มเติมข้อมูลได้อย่าง Wikipedia กับสารานุกรมที่เก่าแก่และเป็นหนังสืออ้างอิงที่มีชื่อเสียงมาช้านาน อย่าง Encyclopaedia Britannica แทบไม่น่าเชื่อ ปรากฏว่าผู้เชี่ยวชาญจำนวน 42 คน ตรวจสอบพบข้อผิดพลาด ( เล็ก ๆ น้อย ๆ ) ใน Encyclopaedia Britannica จำนวนถึง 123 แห่ง ในขณะที่ Wikipedia มี 162 แห่ง และพบข้อผิดพลาดที่จัดว่าร้ายแรง จำวน 4 แห่ง เท่า ๆ กัน ( ผู้สนใจสามารถติดตามอ่านเพิ่มเติมได้จากบทความ Internet encyclopaedias go head to head . Nature Magazine, 14 Dec.2005 ที่เว็บไซต์ www.nature.com/news/2005/051212/full /438900a.html )
แม้การสำรวจครั้งนี้ จะเป็นการลดความน่าเชื่อถือของ Encyclopaedia Britannica ซึ่งสร้างความไม่พอใจและมีการออกหนังสือชี้แจงคัดค้านเป็นการใหญ่ แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดว่าบนโลกอินเตอร์เน็ตนี้ อะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และมีผลกระทบต่อแหล่งความรู้ทางวิชาการของเรามากทีเดียว Wikipedia ตอนนี้จัดอันดับเป็นเว็บยอดนิยมมีผู้เข้าใช้สูงสุดเป็นอันดับที่ 12 ของโลกแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าอันดับต้น ๆ นั้น ได้แก่กลุ่มของ Google ซึ่งมีเว็บไซต์แยกย่อยของแต่ละประเทศ ( Google ของไทยอยู่ในอันดับที่ 199 ) , กลุ่มของ Microsoft ได้แก่ Microsoft , Microsoft Network ( MSN ) , Windows Live ( www.live.com ) , Yahoo , Amazon , YouTube ( แหล่งรวมคลิปวิดีโอสมัครเล่น ) , Ebay ( แหล่งซื้อขายสินค้าส่วนบุคคลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ) เป็นต้น ( ใครสนใจรายชื่อบนเว็บยอดนิยม 500 อันดับแรก ติดตามการจัดอันดับ traffic rankings ได้จากเว็บไซต์ Alexa Web Search ( www.alexa.com ) ของบริษัท AMAZON
รศ.ดร.วีณา : จะมีการผสมผสานระหว่าง บันเทิง กับ วิชาการ บนโลกของอินเตอร์เน็ตได้หรือไม่
คุณรุจเรขา : เดี๋ยวนี้ บรรดายักษ์ใหญ่ในวงการอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็น Google หรือ Microsoft ที่เน้นความสนุกสนาน บันเทิงและธุรกิจมาก ปัจจุบันหันมาสนใจข้อมูลทาง academic หรือทางการศึกษาวิจัยวิทยาศาสตร์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Google Scholar ซึ่งเป็นระบบบริการสืบค้นผลงานวิจัยหรือบทความจากวารสารทางวิชาการ Google Book Search ซึ่งนำหนังสือมาทำการสแกนให้เป็นดิจิตอลนับแสนเล่ม เพื่อความสะดวกในการสืบค้นในลักษณะของ e books ส่วนค่าย Microsoft ก็ผลิตระบบสืบค้นบทความทางวิชาการขึ้นมาแข่งขัน แบบตาต่อตาฟันต่อฟันเลย คือมี Live Academic Search เพื่อแข่งกับ Google Scholar และ Live Search Book เพื่อแข่งกับ Google Book Search เป็นต้น ในขณะเดียวกัน หากเราอ่านวารสารหรือนิตยสารทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นที่นิยมทั่วโลก เช่น Science magazine ( science.com ) , Nature magazine ( nature.com ) ฉบับอิเล็กทรอนิกส์บนอินเตอร์เน็ต จะพบว่า เดี๋ยวนี้ได้นำรูปแบบบันเทิงเข้ามาใช้ เช่น แทนที่จะอ่านข่าวบนจอภาพหรือพิมพ์ออกมาเป็นกระดาษอ่านอย่างเดียว ได้มีระบบที่เรียกว่า PODCAST เพื่อฟังเสียงรายการวิทยุ ( เหมือนรายการโลกวิทยาการ ) เป็นไฟล์ MP 3 ไปพร้อม ๆ กับอ่านข่าววิทยาศาสตร์บนจอภาพไปด้วย สำหรับนักเรียนไทยแล้วเท่ากับเป็นการฝึกภาษาอังกฤษไปในตัวทีเดียว หรือบางเว็บไซต์จะให้บริการเป็น WEBCAST เป็นทั้งเสียงและวีดิโอ เพื่อให้ข่าววิทยาศาสตร์มีความน่าสนใจมากขึ้น เช่นที่เว็บไซต์พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ชื่อดังของอเมริกา Exploratorium หนึ่งในเว็บไซต์ที่ดีที่สุดในโลก สำหรับครูสอนวิทยาศาสตร์ www.exploratorium.edu มีการถ่ายทอดข่าวการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการจัดเก็บรักษาต้นฉบับโบราณที่เขียนด้วยลายมือของ Archimedes นักคณิตศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกเมื่อพันปีที่แล้ว ให้ชมเป็น WEBCAST ( คนเดียวกันกับที่กระโดดออกจากอ่างอาบน้ำ วิ่งเปลือยกายแล้วร้องตะโกนว่า Eureka ! Eureka ! หรือแปลว่า Ive found it ! Ive found it ! นั่นแหละ ) นอกจากนั้น ใครเคยเล่น Google Earth ซึ่งเป็นระบบ 3 มิติ ในการสำรวจแผนที่โลกนิตยสาร Nature Magazine นำ Google Earth มาใช้ระบุพื้นที่บริเวณที่มีไข้หวัดนกระบาดและมีผู้เสียชีวิต อย่างของประเทศไทย สามารถ map ตรงมายังแผนที่จังหวัดกาญจนบุรี ได้เลยทีเดียว และ link ต่อไปยัง WHO ให้ข้อมูลรายงานว่ามีเด็กอายุ 6 ขวบเสียชีวิต 2 คนในพื้นที่ดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 ม.ค. และ 2 ก.พ. 2547 วารสารวิทยาศาสาตร์อื่น ๆ เช่นในสาขาเคมี ฟิสิกส์ ก็มีการลงภาพประกอบเป็นโครงสร้างเคมีแบบ 3 มิติ หมุนได้รอบหรือวารสารทางชีววิทยา มีภาพประกอบจากการถ่ายภาพจากกล้องจุลทรรศน์ เป็น animation เคลื่อนไหวได้ เป็นต้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการติดตามข่าวสารทางวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกในสมัยนี้เต็มไปด้วยความสนุกสนานไม่น่าเบื่ออีกต่อไป
รศ.ดร.วีณา : อะไร ๆ ก็ค้นได้จากอินเตอร์เน็ต จริงหรือไม่ ?
คุณรุจเรขา : ข้อควรระวังสำหรับนักเรียน นักศึกษาที่อยากจะฝากไว้ คือ พอค้นหาข้อมูลอะไรไม่เจอจาก Google Search Engine อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าไม่มี และควรพิจารณาให้ดีก่อนเชื่อเนื้อหาข้อมูลต่าง ๆ ที่ค้นได้จากเว็บ ดูก่อนว่าแหล่งข้อมูลหรือเว็บไซต์เชื่อถือได้หรือไม่ ใครหรือหน่วยงานใดเป็นคนสร้างเว็บไซต์นั้น สำหรับแวดวงการวิชาการทางวิทยาศาสตร์ เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ อย่าเชื่ออะไรง่าย ๆ
อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจของ PEW Internet & American Life project ร่วมกับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ Exploratorium ในรายงานเรื่อง The internet as a Resouce for News and Information about science ( www.pewinternet.org/pdfs/PIP_Exploratorium _Science.pdf ) ข้อมูลล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2549 นี้เอง พบว่าแหล่งข้อมูลแห่งแรกที่คนอเมริกันใช้ค้นหาข่าวและข้อมูลวิทยาศาสตร์ทั่ว ๆ ไป ได้แก่ ข่าวจากโทรทัศน์ ซึ่งมีจำนวน 41 % รองลงมาคือค้นจากอินเตอร์เน็ต 20 % ( หรือประมาณ 40 ล้านคน ) อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารวิทยาศาสตร์เพียง 14 % แต่ถ้าใช้ค้นหาข่าววิทยาศาสตร์สำคัญเฉพาะเรื่อง เช่น งานวิจัยเกี่ยวกับ จำนวน 67 % จะค้นจากอินเตอร์เน็ต รองลงมา 11 % คือเข้าใช้ห้องสมุด ที่เหลือเพียงเล็กน้อยไม่กี่เปอร์เซ็นต์จะอ่านจากหนังสือ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ และชมโทรทัศน์
รศ.ดร.วีณา : ศูนย์ความรู้ คลังความรู้ หรือคลังปัญญาทางวิทยาศาสตร์ ในบ้านเรา ที่น่าสนใจมีที่ใดบ้าง
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 3 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 10 ม.ค. 2550 (11:21) ผมไม่แปลกใจเลย ทำไมคณะวิทยาศาสตร์ของมหิดลถึงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศด้านการวิจัย
hmmm (IP:203.114.121.218)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 14 ม.ค. 2550 (10:43) อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของปนระเทศไทยให้การเก็บรักษาข้อมูลความรู้ที่มีประโยน์ไว้นรูปแบบ อิเลคโทรนิคส์ หรือจัดเกบไว้ใน Db แล้วทำการเชื่อมโยง Db แต่ละภาคส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อง่ายต่อการสืบค้น และเปนประโยชน์แก่ทุกคนในประเทศ ( แต่คงอีกนานกว่าจะประสบผลสำเร็จ )
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 8 ก.พ. 2550 (20:58) ขอให้ฝันที่เราจะมีห้องสมุดออนไลน์ดี ๆ ที่เป็นของคนไทยมีขึ้นในเร็ววัน จะได้ช่วยสร้างสรรค์ให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้จริง ๆ ซะที