 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/1108" type="text/javascript"></script> |
|
|
การดำรงจิตไว้อย่างถูกต้อง
โลกปัจจุบันนี้ มันมีความสับสนมาก มีความยากแก่การที่จะดำรงจิตไว้ให้ปกติ หากดำรงจิตไว้อย่างถูกต้อง ไปในทางของความถูกต้องจึงรู้สึกเป็นสุข เราดำรงจิตไว้ถูกต้องหรือดำรงจิตไว้ผิดเคยได้คิดกันบ้างไหม
post ครั้งแรก: Thu 11 January 2007, 6:35 pm ปรับปรุงล่าสุด: Sat 20 January 2007, 10:42 pm
|
หน้าที่ 2 - ขั้นที่เป็นสมถะหรือสมาธิ
ทีนี้มันยังจะสอนกันอีกชั้นนึง ซึ่งเป็นชั้นที่ละเอียดปราณีตสุดยอด คือจะขี่รถจักรยานชนิดที่ปล่อยมือเลย เลี้ยวได้ตามต้องการ อาตมาทำได้ ไม่ใช่ว่าดี ตอนเป็นฆราวาสนี่ขี่รถจักรยานปล่อยมือได้นะ ตอนขี่ได้ด้วยมือจับแล้วจะมาเป็นปล่อยมือนี่ไม่มีใครจะสอนกันได้ มันเป็นการใช้ลำตัว สะเอว น้ำหนัก ศูนย์ถ่วงเนี่ยบังคับ และมันต้องไปเร็วๆ ด้วย แม้กระทั่งขี่รถจักรยานปล่อยมือ เลี้ยวได้อะไรได้ ตลอดเวลานี้ไม่มีใครสอนได้นอกจากรถจักรยานนั้นเอง ถ้าจะพูดให้ถูกมันก็ต้องเรียกว่าการล้มนั่นเอง ล้มเจ็บมากๆ ก็ยิ่งสอนมาก จนมันไม่ล้ม มันก็สำเร็จประโยชน์ในการขี่รถจักรยาน ไปจนถึงจุดหมายที่ตัวต้องการได้ โดยไม่มีใครสอนได้
นี่เรื่องฝึกจิตก็เหมือนกัน อย่าไปคิดว่าใครมันจะสอนกันได้ อาตมานะจับจูงอะไรกันอยู่อย่างนี้ มันก็ได้แต่บอกเรื่องว่าจะต้องทำอย่างไร เหมือนกับว่าแนะให้ทำ ให้จับรถจักรยานอย่างไร ให้ถีบยังไง อะไรยังไง แนะได้บ้างนะ ไม่ใช่จะไม่แนะได้เสียเลย แต่ว่ามันจะไม่สำเร็จประโยชน์อะไรเลยด้วยการแนะเพียงเท่านั้น มันก็ต้องขึ้นขี่รถจักรยานจิต แล้วมันก็ล้มให้ดู คือทำไม่ได้ จิตมันละจากอารมณ์ คือไม่แน่วแน่เป็นสมาธิ เราเรียกว่าเหมือนกับล้ม
เขามีหลักว่าให้จิตนี้กำหนดลงไปที่อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง จะเป็นเรื่องพุทโธหรือจะเป็นเรื่องหายใจออก-เข้า หรืออะไรก็ตาม มันมีอารมณ์ หรือจะเรียกว่านิมิตก็ได้สำหรับจิตกำหนด พอมีการกำหนดอารมณ์ก็เหมือนขึ้นขี่จักรยานแล้วในก็ล้ม คือจิตไม่กำหนด จิตมันเถลไถลไปซะที่อื่น คือมันบังคับไม่ได้ ทีนี้ก็ต้องต่อสู้กัน มันล้มอย่างไร มันไม่ได้ด้วยเหตุใด ต้องเอาอันนั้นมาเป็นครูสอน ทำการสังเกตให้ละเอียดลออว่าต้องทำอย่างนี้ แล้วลองทำอย่างนี้ แล้วลองทำอย่างนี้ แล้วลองทำอย่างนี้ ทุกๆ ทีที่มันล้ม หรือมันละจากอารมณ์ มันไปซะที่อื่น จนกระทั่งค่อย ๆ พบสิ่งที่ลึกลับทีละนิดทีละหน่อย
จนสามารถบังคับจิตให้มันกำหนดอยู่ที่อารมณ์ได้นานๆ เป็นที่พอใจ นี่เรียกว่าสำเร็จในขั้นที่เป็นสมถะหรือสมาธิแล้ว เพียงแต่เรารู้จักทำให้มันไม่ล้มแล้ว ทีนี้มันยังไม่ไป มันยังไม่พุ่งไปข้างหน้า มันยังเปะๆ ปะๆ จึงต้องเลื่อนขึ้นไปสู่ระดับที่เรียกว่าปัญญา พิจารณาเพื่อให้เกิดความรู้ เมื่อรู้ยิ่งๆ ขึ้นไปจนตัดกิเลส จนบรรลุมรรคผลนิพพาน เรื่องของจิตมันจึงมีสองตอน คือตอนที่เป็นสมาธิ นี่สามารถบังคับจิตได้ และที่เป็นปัญญา ใช้จิตที่เป็นสมาธิแล้วนั้นพิจารณา จนเห็นแจ้ง เรียกว่าดูๆๆๆ ดูจนเห็นแจ้ง ไม่ใช่ว่ามามัวคิดนึกตามวิธีเหตุผล ตรรกะ ปรัชญา เปล่าๆ ทั้งนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิถึงที่สุดแล้วก็ดู เพ่งดูลงไปที่สิ่งที่เราจะต้องเพ่งดู เช่นว่าทำลมหายใจจนเป็นจิตเป็นสมาธิแล้ว ก็เพ่งดูลมหายใจที่มันไม่เที่ยง หรือเป็นทุกข์ หรือเป็นอนัตตา หรือเพ่งดูเวทนาที่เป็นสุขที่เกิดมาจากสมาธินั้นว่ามันก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล้วก็ดูจิตนั้นเอง ดูตัวจิตนั้นเอง ว่ามีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
จนเกิดความรู้เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตามากพอ แล้วจิตมันก็ถอนจากความยึดมั่น ที่เคยยึดมั่นในสิ่งใดมาแต่ก่อน ก็ยังต้องดูอีกนั่นแหละ ดู อย่าไปคิดนำ ถ้าไปคิดนำแล้วมันเป็นเรื่องนอกลู่นอกทางเป็นเรื่องผิดไปได้ไม่ทันรู้ เพราะความจริงหรือของจริงนั่นน่ะ มันเป็นสิ่งที่เราต้องดู ไม่ใช่เราไปคิดนำมัน มันเป็นจริงอยู่ในตัวมันแล้ว ก็ดูให้เห็นควมจริง ตอนนี้แหละก็สำเร็จ ก็เห็นความจริง เห็นความจริงแล้วจิตก็เบื่อหน่ายจากการยึดมั่นถือมั่น คลายความยึดมั่นถือมั่น จนกระทั่งไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็เรียกว่าหลุดรอดนั้น ถ้าท่านผู้ใดสนใจในพุทธศาสนา ถึงขั้นที่ว่าถึงหัวใจของพุทธศาสนา นั่นคือต้องศึกษาและปฏิบัติกัน จนเข้าใจเรื่องนี้ เรื่องการดำรงจิตไว้ถูกต้อง ความถูกต้องในขั้นแรกก็เป็นสมาธิได้ นี่ก็สบายมากแล้วนะ กิเลสไม่รบกวน ไม่หมดกิเลส แต่กิเลสไม่รบกวน เป็นอยู่ได้ด้วยความรู้สึกที่เป็นสุขเพราะ กิเลสไม่รบกวน คือ อยู่ในสมาธิ จะคิดนึกอะไรก็คิดได้ดี จะเรียนหนังสือก็เรียนได้ดี จะทำการทำงานก็ทำด้วยความสนุกสนาน ด้วยจิตที่มันเป็นสมาธิ นี่ตั้งจิตไว้ถูกต้องในขั้นแรก คือให้มันมีสมาธิได้
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 4 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 17 ม.ค. 2550 (16:09) ทราบเลยว่าจริงแร้วอย่าหวังที่จะให้ใครสอน เราต้องรู้ด้วยตัวของเราเอง
จิตจะดีต้องฝึกเอง เรียนจะดีต้องมั่นหาความเข้าใจในสิ่งที่ตก
rjp_jsg@hotmail.com (IP:61.7.158.250)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 18 ม.ค. 2550 (09:42) อย่าสอนเขานักเลย ให้นักเรียนเขาได้เรียนบ้างเถิด
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 18 ม.ค. 2550 (12:06) ขอบคุณค่ะ บทความนี้มีประโยชน์มาก<br />
เห็นแล้วค่ะ...ว่าเราต้องขี่เอง หัดเอง หาสมดุลให้ได้ ถึงจะไปถึงจุดหมาย<br />
คนอื่น ไม่ว่าจะเป็นลูกๆ หรือลูกศิษย์ก็เช่นกัน
ภัทรวดี /pattara_wadee@yahoo.co.th (IP:203.188.8.116)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 23 พ.ย. 2550 (12:15) เรียนรู้ด้วยตนเอง เข้าใจด้วยตนเอง และมีความสุขด้วยตนเอง