สารบัญ
หน้าที่ 3 - อย่าไปถูกผิดตามตัวหนังสือ ตามเขาว่า
ทีนี้ตั้งจิตไว้ได้ถูกต้องเป็นอันดับที่สองก็คือ ให้มีปัญญา มีวิปัสสนา มีความรู้ มีสัมปชัญญะ รู้สึกตัวอยู่เสมอว่าอะไรเป็นอะไร คือพิจารณาเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ว่ามันเป็นอย่างไร แล้วก็ให้ความรู้อันนี้มาทันท่วงที ไม่ให้เผลอสติ ไม่ให้หลง เผลอสติจนเกิดกิเลส ความรู้ที่แจ่มแจ้งเข้ามาทันท่วงทีโดยอำนาจของสติ จิตนี้ก็ไม่มีทางที่จะเกิดกิเลส ทำอย่างนี้เรื่อยไปจนตายตัว มันก็เป็นการบรรลุมรรคผล นี่เรียกว่าไปถึงขั้นสุดท้าย ทีนี้ถ้าพูดถึงคนอยู่ในโลก คนที่อยู่ในโลกตามธรรมดาปกติสามัญนี่ก็มันต้องการ การดำรงจิตไว้อย่างถูกต้องนี่เหมือนกัน เพราะดำรงจิตไว้ไม่ถูกต้องเช่นควบคุมไว้ไม่ได้มัน ก็เหหันไปในทางต่ำ ในทางเลว ในทางที่ไม่เป็นประโยชน์ ซึ่งเต็มไปด้วยความยั่วยวน หมายถึงว่าสิ่งทีมันจะยั่วให้ไม่ถูกต้องเนี่ย มันมีมาก มันเต็มไปทั้งโลก และเราก็ไม่สามารถที่จะควบคุมบังคับจิต จิตมันก็เหไปในทางที่ไม่ถูกต้อง จึงไม่ประสบสำเร็จ จึงไม่ประสบความสำเร็จ แม้แต่ในการเล่าเรียน กระทั่งถึงการทำงาน มันก็ไม่ประสบความสำเร็จ แก่ผู้ที่ควบคุมจิตไม่ได้ ไม่ดำรงจิตไว้ในความถูกต้อง ที่ว่าถูกต้องในที่นี้ให้ความหมายมันกว้างเข้าไว้ ถูกต้องคือมันสำเร็จประโยชน์ในสิ่งที่เราจะทำ
สิ่งใดเราต้องการจะทำหรือทำให้ได้ ถ้าทำได้สำเร็จต้องเรียกว่ามีความถูกต้อง ไอ้ความถูกความผิดหรือความถูกนั้นน่ะ อย่าไปเชื่อคนอื่นนัก อย่าไปเอาตามหนังสือ ตำรับตำราอะไรนัก ให้เอาที่ตัวมันนั่นเอง ถ้ามันให้เกิดความสำเร็จประโยชน์จริงก็ให้ถือว่าถูกต้องเถอะ ถ้ามันไม่ให้สำเร็จประโยชน์ก็ถือว่ามันผิดก็แล้วกันอย่าไปถูกผิดตามตัวหนังสือ ตามเขาว่า ตามเขายึดถือกันมาเป็นประเพณี เป็นอะไร ก็ไม่ ไม่ต้อง เรื่องนี้ไปหาอ่านดูจากกาลามสูตร คือพระพุทธเจ้าท่านตรัสให้ถือว่ามันถูกต้องเมื่อได้รู้สึกด้วยตนเอง ว่ามันถูกต้อง คือมันเกิดประโยชน์ขึ้นมาได้ เราจะเล่าเรียน หรือทำการงานหรือทำอะไรส่วนย่อยๆ ปลีกย่อยออกไป มันก็เกี่ยวกับความถูกต้องหรือไม่ถูกต้องทั้งนั้น เราพยายามเรื่อยไป สังเกต ศึกษา ปรับปรุง อยู่เรื่อยๆ ไป ให้มันเกิดความสำเร็จประโยชน์ มันก็ค่อยๆ รู้ความถูกต้องมากขึ้น จนถูกต้องไปทุกสิ่ง จนถูกต้องถึงที่สุด เพราะว่าหมดปัญหา แล้วเรื่องมันมีเท่านั้นน่ะ ความถูกต้องนั้นจะเป็นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงบรรลุมรรคผลนิพพาน มันมีเท่านั้นเอง
เพราะฉะนั้นขออย่าได้เข้าใจผิด โดยเห็นว่าเรื่องการดำรงจิตไว้ถูกต้องนี้ เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เกินไป ที่จริงมันเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องทั้งหมด มีความสำคัญทั้งหมด ถ้าเราดำรงจิตไว้ไม่ถูกต้อง มันก็ทำอะไรให้สำเร็จไม่ได้ แม้แต่การเล่าเรียน ในเมื่อไม่ถูกต้องมากเข้า มันก็จะเกิดความชินเป็นนิสัย มันก็จะเกิดความฟุ้งซ่าน เกิดการบังคับไม่ได้ มันก็จะเป็นโรคประสาท แล้วมันก็จะเป็นบ้า แล้วมันก็ต้องตาย ถ้าเราดำรงจิตไว้ไม่ถูกต้องมันจะเป็นอย่างนี้ มันจะถึงกับเป็นบ้าแล้วตาย พวกที่เขาเป็นโรคเส้นประสาทกันมากๆ และมากขึ้นนี้ เพราะว่าเขาดำรงจิตไว้ไม่ถูกต้อง ในโลกที่มันสับสนวุ่นวายยิ่งขึ้นทุกที
คือโลกปัจจุบันนี้ มันมีความสับสนมาก มีความยาก แก่การที่จะดำรงจิตไว้ให้ปกติหรือถูกต้อง หมอจึงออกรายงานว่าในปัจจุบันนี้คนเป็นโรคประสาทเพิ่มขึ้น แม้ว่าเทียบตามส่วนของพลเมืองแม้ที่มันเพิ่มขึ้นก็จริง แต่อาการเป็นโรคประสาทมันยังมากกว่าการเทียบส่วนตามจำนวนของพลเมืองในโลก ก็หมายความว่ามันมีการดำรงจิตไม่ถูกต้องมากขึ้น เพราะสิ่งที่มายั่วเย้า มากระทบกระทั่ง มาเบียดเบียนในโลกนี้มันมากขึ้น จึงหวังว่าท่านทั้งหลายที่ยังจะต้องอยู่ในโลกต่อไปอีกหลายปีนั้นน่ะ จะสนใจในข้อนี้ สนใจในข้อที่ว่ามีความรู้เพียงพอที่จะดำรงจิตไว้ให้ถูกต้อง สามารถเผชิญหน้ากันกับสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ที่จะมารบกวน ที่จะมาหลอกลวง ที่จะมากระทบกระทั่ง ที่จะมาบีบคั้นบังคับมากขึ้น จะต้องฉลาดพอที่จะไม่ถูกสิ่งเหล่านั้นครอบงำย่ำยี ฉลาดพอที่จะปลอดภัยอยู่ในท่ามกลางโลกที่มันมีแต่ความเลวร้ายมากขึ้นทุกที
อยากจะให้ทุกคนจำรูปภาพรูปหนึ่งในตึกโรงหนังนั้นไว้ด้วย รูปที่ว่านั่งในปากงู เหมือนลิ้นงูอยู่ในปากงู ถ้าไม่ได้สนใจก็ไปดูซะใหม่ ถ้าสนใจแล้วก็จะนึกได้ ว่าการอยู่ในโลกปัจจุบันนี้ต้องดำรงการอยู่เหมือนกับลิ้นงูอยู่ในปากงู ภาพนั้นเขาเขียนเป็นงูตัวใหญ่นั่งอ้าปาก อ้าปากอยู่ ก็มีพระองค์หนึ่งนั่งอยู่ในปากงู ให้คำเปรียบว่า เหมือนลิ้นงูอยู่ในปากงู ไม่ถูกกันกับเขี้ยวงู นี่เราไปอยู่ในปากงู ชนิดที่ไม่ถูกกันกับเขี้ยวงูอย่างนั้น เหมือนกัน คือโลกในปัจจุบันนี้มันเหมือนกับปากงูที่เต็มไปด้วยเขี้ยวงู เราก็อยู่ในโลกนี้โดยที่ไม่ถูกกันกับเขี้ยวของโลก เรียกว่าลิ้นงูอยู่ในปากงู ไม่ถูกกับเขี้ยวของงู นี่ก็คือผลหรืออานิสงส์ของการที่จะดำรงจิตไว้อย่างถูกต้อง ไม่มีความผิดพลาด ไม่กระทบกระทั่งกันเข้ากับความผิดพลาด และเราก็ได้รับประโยชน์มาก คือสามารถจะทำอะไรได้ตามที่เราต้องการ แล้วก็เป็นสุข สบายอยู่ในตัวการทำการงานนั่นเอง เมื่อดำรงจิตไว้ถูกต้องแล้ว การงานก็สนุก การงานกลายเป็นของสนุก ก็เลยได้กำไร ความสุข ความสนุกก็ได้ ผลของการงานก็ได้
ถ้าเราดำรงจิตไว้ไม่ถูกต้องแล้ว การงานจะเป็นที่น่าเบื่อหน่าย ไม่อยากจะทำ เหมือนที่ไม่อยากจะเล่าเรียน หรือไม่อยากจะทำหน้าที่การงานในออฟฟิศตามเวลาเนี่ย เพราะว่ามันไม่สนุก เพราะว่าเขาดำรงจิตไว้ไม่ถูกต้อง ถ้าเขาดำรงจิตไว้อย่างถูกต้องตามวิธีแล้ว มันจะสนุกในการทำงาน แม้จะเหนื่อยก็ยังสนุก เพราะจิตมันดำรงอย่างถูกต้อง ไปในทางของความถูกต้องจึงรู้สึกเป็นสุขในการที่ทำหน้าที่ คือมันมีความรู้ว่าการทำหน้าที่คือสิ่งสูงสุดของมนุษย์ มนุษย์ที่ทำหน้าที่ของมนุษย์คือเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง มันจึงพอใจในหน้าที่ในการทำหน้าที่ ขอให้ทุกคนดำรงจิตของตนไว้ในลักษณะที่ถูกต้องอย่างนี้ ในลักษณะอย่างที่ว่ามานี้ คือจะมีความพอใจอย่างอัตโนมัติอยู่ในตัวมันเอง ไม่มานั่งเศร้าสร้อยหงอยเหงาอยู่เหมือนคนโดยมาก และก็ไม่ต้องบ้าบอจนถึงกับไปกินยาตายเพราะทุกอย่างมันไม่เป็นไปอย่างราบรื่น ถ้าดำรงจิตไว้ถูกต้อง ทุกอย่างมันจะมีความเยือกเย็นเป็นสุขอยู่ในตัวมันเองและก็ก้าวหน้าในการทำงาน เปรียบเหมือนกับจิตที่เป็นสมาธิแล้วก็มั่นคงเป็นสุข รู้สึกเป็นสุขจากสมาธินั้นอยู่ในตัวมันเอง แล้วมันก็ก้าวหน้าในทางการงาน คือเรื่องของปัญญาแจ่มแจ้งออกไปๆ จนกว่าจะถึงที่สุด นี่ขอให้ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความถูกต้องของสมาธิและของปัญญาอย่างนี้
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 4 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 17 ม.ค. 2550 (16:09) ทราบเลยว่าจริงแร้วอย่าหวังที่จะให้ใครสอน เราต้องรู้ด้วยตัวของเราเอง
จิตจะดีต้องฝึกเอง เรียนจะดีต้องมั่นหาความเข้าใจในสิ่งที่ตก
rjp_jsg@hotmail.com (IP:61.7.158.250)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 18 ม.ค. 2550 (09:42) อย่าสอนเขานักเลย ให้นักเรียนเขาได้เรียนบ้างเถิด
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 18 ม.ค. 2550 (12:06) ขอบคุณค่ะ บทความนี้มีประโยชน์มาก<br />
เห็นแล้วค่ะ...ว่าเราต้องขี่เอง หัดเอง หาสมดุลให้ได้ ถึงจะไปถึงจุดหมาย<br />
คนอื่น ไม่ว่าจะเป็นลูกๆ หรือลูกศิษย์ก็เช่นกัน
ภัทรวดี /pattara_wadee@yahoo.co.th (IP:203.188.8.116)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 23 พ.ย. 2550 (12:15) เรียนรู้ด้วยตนเอง เข้าใจด้วยตนเอง และมีความสุขด้วยตนเอง