 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/1109" type="text/javascript"></script> |
|
ธรรมมะสำหรับคนเจ็บไข้
ถ้าเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ก็เห็นเป็นของที่ไม่หวาดกลัวอะไร ไม่ต้องเกิดปัญหายุ่งยากลำบากใจ เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง เป็นของธรรมดาที่มันต้องมี ตามธรรมชาติ
post ครั้งแรก: Thu 11 January 2007, 7:19 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 11 January 2007, 7:36 pm
|
หน้าที่ 1 - อาศัยพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร
ธรรมมะสำหรับคนเจ็บก็มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกอย่างเพียงพอ มากมาย ซึ่งถ้าสรุปเอาแต่ใจความสำคัญรวมกันแล้วก็ได้แก่ คำสอน ที่สอนให้เห็นว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง เรียกว่า ตถตา เป็นเช่นนั้นเอง มันมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งกันแล้วเป็นเช่นนั้นเอง เรียกว่า อิทิปปัจยตา โดยละเอียด นี่ถ้าเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ก็เห็นเป็นของที่ไม่หวาดกลัวอะไร ไม่ต้องเกิดปัญหายุ่งยากลำบากใจ เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง เป็นของธรรมดาที่มันต้องมี ตามธรรมชาติ
เราไม่รู้สึกว่าเป็นของธรรมดาตามธรรมชาติ ก็เป็นทุกข์ คือ เกิดความรู้สึกว่าตัวเราขึ้นมา รับเอาความทุกข์นั้น ข้อนี้ต้องฟังให้ดีๆสักหน่อยจึงจะเข้าใจได้ คือว่า เป็นของธรรมดา ของธรรมชาติ ไม่ใช่ของใคร แต่ครั้นมันเกิดขึ้นกับ ชีวิตจิตใจนี้ มันก็มีความเข้าใจผิดเกิดขึ้นกับชีวิตจิตใจนี้ คือ เกิดความเข้าใจไปว่า มันเกิดแก่ตัวเรา ไม่ใช่เป็นของธรรมชาติ เกิดแก่ธรรมชาติ

ข้อนี้มันมีความลับอยู่นิดหนึ่งว่า พอมีความทุกข์เกิดขึ้นในจิตแล้ว จิตนี้ก็จะปรุงความรู้สึกคิดนึกว่า ตัวเราผู้ทุกข์ ตัวเราผู้เป็นเจ้าของความทุกข์ นั่นแหละมีอยู่ มันก็เลยเกิดแก่ตัวเรา ความทุกข์ก็เลยเป็นว่าไม่เป็นของธรรมชาติ เกิดอยู่ตามธรรมชาติ กลายเป็นเกิดแก่ตัวเรา ที่จริงนั้นจะให้มองเห็นว่า ความทุกข์เกิดอยู่ตามธรรมชาติ ระบบประสาท มันสัมผัสแล้วรู้สึกว่าเป็นทุกข์ ไอ้ตัวระบบประสาทนั้นก็เป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ตัวเรา แต่ว่าพอความทุกข์ปรากฏที่ระบบประสาท ตามธรรมชาติแล้ว มันเกิดความรู้สึกว่ามีตัวเราผู้ทุกข์ขึ้นมา แล้วก็มีปัญหา เราเป็นผู้ทุกข์ เรามีความทุกข์ เราจะต้องทนทรมาน จะต้องถึงแก่ความตายเป็นต้น นี้เรียกว่าความทุกข์ ปัญหาที่เกิดขึ้นจากความแก่ ความเจ็บ ความไข้ กระทั่งความตายในที่สุด แต่พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสว่า ถ้าได้อาศัยพระองค์เป็นกัลยาณมิตรแล้วก็จะหมดปัญหา
อาศัยพระองค์เป็นกัลยาณมิตรนั้นเป็นอย่างไร คือว่าได้อาศัยพระองค์เป็นผู้บอก ผู้สอน ผู้กล่าว ผู้ชี้ ผู้แนะ ให้เห็นความเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่เป็นตัวเรา ตัวตน ซึ่งมีความทุกข์หรือ เป็นผู้ทุกข์ ให้ทั้งเนื้อ ทั้งตัว ทั้งจิต ทั้งใจ อะไรทั้งหมดทั้งสิ้นเป็นเพียงธรรมชาติ กำลังเป็นไปตามธรรมชาติ ปรุงแต่งกันอยู่ตามธรรมชาติ ไม่มีส่วนไหนเป็นตัวเรา อย่างนี้เรียกว่า อนัตตา เพราะไม่มีตัวเราและความทุกข์ก็ไม่เป็นของเราเพราะไม่มีตัวเรา ความทุกข์ก็กลายเป็นของธรรมชาติ นี่เรียกว่า ใจความสั้นๆ สำหรับที่จะหมดปัญหาหรือไม่มีปัญหาอันเนื่องมาแต่ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ทุกอย่างกลายเป็นกิริยาอาการโดยอยู่ตามธรรมชาติ ก็มีผลปรากฏที่ระบบประสาทของสิ่งที่มีชีวิต ครั้นปรากฏแก่ระบบประสาทของสิ่งที่มีชีวิตแล้ว สิ่งที่มีชีวิตเหล่านั้นก็เกิดความคิดมาใหม่ ตามธรรมชาติ ตามธรรมดาอีกเหมือนกัน เกิดความคิดขึ้นมาใหม่ เรียกว่า เรา กู เป็นผู้เกิด เป็นผู้แก่ เป็นผู้เจ็บ เป็นผู้ตาย มันก็เลยเกิดเป็นปัญหาขึ้นมาจากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย จึงได้มีความทุกข์ทรมานเพราะเหตุนั้น
ทุกคนถ้าอาศัยพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร คือรับเอาคำสั่งสอนของพระองค์มาศึกษาพินิจพิจารณา จนเห็นความจริงว่า มันมีสิ่งที่เป็นตัวเรา ที่จะเป็นผู้ทุกข์ เป็นผู้รับทุกข์ มันมีแต่เรื่องเช่นนั้น อาการเช่นนั้นของธรรมชาติ เป็นจริงตามธรรมชาติ เป็นอยู่ตามธรรมดา อย่าให้เกิดความคิดเป๋ออกไปนอกทางว่ามันมีตัวเราเป็นเจ้าของเรื่องนั้น ถ้าทำได้อย่างนี้ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายก็ไม่เป็นปัญหา แก่ผู้มีสติปัญญามองเห็นเช่นนั้น แม้ว่าข้อนี้จะทำได้ยากลำบากบ้าง แต่ก็เป็นของที่มีอยู่จริง และเป็นของที่ทำได้ ไม่เหนือวิสัย เพราะพระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสสิ่งที่เหนือวิสัย ตรัสสิ่งที่อยู่ในวิสัยที่คนตามปรกติธรรมดาสามัญนี้จะพอเข้าใจได้ ทำความรู้อย่างแจ่มแจ้งให้เกิดขึ้นในจิตใจได้ แล้วก็เรียกจิตใจที่หลุดพ้น หลุดพ้นจากความทุกข์นั้นเอง
ภาพจาก www.buddhadasa.com
ถ้าจิตใจประกอบไปด้วยความไม่รู้หรือความรู้ผิด มันก็ติดอยู่ในความรู้ผิดหรือความไม่รู้นั้น จำเป็นจะต้องมีความทุกข์ อันเกิดมาจากความไม่รู้นั้น ถ้ารู้ความจริงข้อที่ว่าอันไม่มีตัวตนแล้ว จิตใจก็หลุดพ้นจากความทุกข์ อันที่เกิดจากความไม่รู้ นี่เรียกว่าพ้นจากเกิดแก่เจ็บตาย โดยที่ว่าร่างกายเป็นไปอย่างนั้น ร่างกายมันก็มีอาการเกิดแก่เจ็บตาย แต่จิตใจของคนที่มีความรู้อย่างนี้พ้นเสียจากอำนาจของการเกิดแก่เจ็บตาย ซึ่งเป็นเรื่องของธรรมชาติ ขอให้เรื่องของธรรมชาติเป็นของธรรมชาติ อย่าได้เอามาเป็นของเรา
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม