 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/1109" type="text/javascript"></script> |
|
ธรรมมะสำหรับคนเจ็บไข้
ถ้าเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ก็เห็นเป็นของที่ไม่หวาดกลัวอะไร ไม่ต้องเกิดปัญหายุ่งยากลำบากใจ เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง เป็นของธรรมดาที่มันต้องมี ตามธรรมชาติ
post ครั้งแรก: Thu 11 January 2007, 7:19 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 11 January 2007, 7:36 pm
|
หน้าที่ 3 - อาการรู้เรื่องความดับไม่เหลือ
ทั้งหมดนี้คือ ธรรมะสำหรับคนเจ็บไข้ ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก ควรจะศึกษาเป็นข้อแรกนี้ก่อนหนึ่ง ธรรมะสำหรับคนเจ็บไข้มีนัยยะที่ลึกละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก คือ อาการรู้เรื่องความดับไม่เหลือ ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วงวิตกกังวล และถ้าร่างกายแตกดับก็ให้เป็นความดับไม่เหลือ แม้จะยังไม่ดับก็ตั้งความปรารถนาไว้ว่าต้องการจะดับไม่เหลือ อย่างนี้ก็ทำได้ เพราะว่าเมื่อต้องการจะดับไม่เหลือแล้ว อะไรๆก็ไม่มีปัญหา
อันการว่าดับไม่เหลือนั้นอธิบายว่า ไม่มีอะไรเหลือสำหรับจะไปเกิดใหม่กันอีก โดยมองเห็นตามความจริงว่า เมื่อมีเกิด ต้องมีแก่ ต้องมีเจ็บ ต้องมีตาย นี่หรือว่าถ้ายังมีเกิด มันก็จะต้องเหมือนกับว่า ซ้ำรอย กับที่เคยเกิดมาแล้ว มันเป็นอย่างไรก็รู้ๆกันอยู่ เพียงแต่ถามตนเองว่ามันน่าเกิดมาไหม ถ้าเกิดมาเหมือนอย่างที่เกิดๆมาแล้วเต็มไปด้วยปัญหานี้ มันน่าเกิดไหม หรือว่าหยุดเกิด ดับสนิทแล้วดีกว่า ถ้าเบื่อเรื่องการเกิดมาแสดงซ้ำ ซ้ำอย่างเดียวกันอีก จิตก็จะน้อมไปสู่ความดับไม่เหลือโดยตัวมันเอง ถ้าแม้ยังมีชีวิตอยู่ ยังมองเห็นว่าความดับไม่เหลือนั้นเป็นธรรมะสูงสุด เป็นเรื่องที่จะต้องถึงกันในโอกาสข้างหน้า
ดับไม่เหลือนี้มีสองอย่าง คือ ร่างกาย อัตภาพที่ตาย ดับไม่เหลือก็ได้ อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญกว่า คือดับไม่เหลือแห่งความรู้สึกว่าตัวตน ว่าของตน อย่าให้ความรู้สึกว่าตัวตน ว่าของตนกลับมาอีก เกิดมาอีก ก็เรียกว่าดับไม่เหลือด้วยเหมือนกัน อย่างนี้พูดเป็นโวหาร ซึ่งฟังแล้วก็คงประหลาดหรืออัศจรรย์อยู่บ้าง เรียกว่า ตายเสียก่อนตาย
คือความรู้สึกว่าตัวตน ตัวกู ของกู อะไรนี้ดับไปเสียก่อนแต่ที่ร่างกายจะตาย ก่อนแต่ที่จะตายทางร่างกายนั้น ท่านสอนให้จับตัวตน ความรู้สึกว่าตัวตน ว่าของตน ซึ่งเกิดอยู่เป็นประจำ นั้นดับมันเสีย ดับมันเสีย ถ้าดับความรู้สึกว่าตัวตน ว่าของตนนี้ได้แล้ว แม้ร่างกายยังอยู่ ชีวิตยังไม่ตาย ก็เรียกว่า ดับ หรือดับไม่เหลือได้เหมือนกัน คือรู้จักเข็ดหลาบในข้อที่ว่า เกิดความรู้สึกเป็นตัวตน เป็นของตนขึ้นมาทีไร มันก็เป็นทุกข์ทุกที ยิ่งเป็นเรื่องตัวตนใหญ่ ตัวตนมาก ของตนมาก มันก็เป็นทุกข์มาก ถ้าดับความรู้สึกว่าตัวตนเสีย ความทุกข์ก็ไม่มีที่ตั้ง ไม่มีที่อาศัย ไม่มีอาจจะเกิด ไม่อาจจะตั้งอยู่ จึงมีวิธีที่จะดับทุกข์โดยการดับตัวตนเสีย ดับความรู้สึกว่าตัวตนนี้เสีย ก่อนที่ร่างกายจะตายจริง อย่างนี้เรียกว่า ตายเสียก่อนตาย
ดับตัวตนเสียก่อนร่างกายแตกดับ ตายทีแรกหมายความว่าตายจากอวิชชา ความไม่รู้ ความยึดถือว่าตัวตน ว่าของตนนั้นเสีย ตายของตัวตนในความรู้สึก แล้วก็ตายเสียก่อนที่ร่างกายจะตายจริง นี้เป็นความดับทุกข์อย่างยิ่ง ไม่มีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายอะไรจะก่อให้เกิดปัญหาแก่กลุ่มคนชนิดนี้ได้ คือเขาได้รู้ความจริงในข้อนี้ว่า ไม่มีตัวตน ไม่มีของตน อย่างนี้ รู้สึกอย่างนี้เสียแล้วเมื่อไหร่ ความทุกข์จะไม่มีอีกต่อไป
แม้ว่าความตายยังไม่มาถึง ชีวิตร่างกายยังเหลืออยู่ และเป็นความเจ็บไข้ได้ป่วยด้วย มันก็จะหัวเราะเยาะความเจ็บไข้ ความทุกข์เหล่านั้นได้ด้วย เพราะความรู้เรื่องไม่มีตัวตน นี่มันจะดับเย็นสนิท คือถ้าสมัครดับไม่เหลือ สมัครดับไม่เหลือ มันก็ไม่ต้องเป็นห่วงอะไร ไม่ต้องห่วงอะไรทุกอย่างทุกประการ อย่างที่มนุษย์ธรรมดาสามัญเค้าเป็นห่วงกัน ห่วงบ้าน ห่วงเรือน ห่วงบุตร ภรรยา สามี ห่วงลูก ห่วงหลัง ห่วงเกียรติยศชื่อเสียง ห่วงอะไรต่างๆ ซึ่งเรียกว่าเป็นห่วงนั่นหละ ล้วนแต่ทำให้เกิดความทุกข์ทรมาน ถ้าสมัครตายก่อนตายแล้ว ห่วงเหล่านี้ก็จะไม่มีอีก ไม่มีห่วงอะไรมาครอบงำจิตใจ
ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ทบทวนดูถึงเวลาที่ล่วงมาแล้วว่า เราได้กระทำสิ่งที่ควรทำ ได้ทำสิ่งที่ควรทำสำเร็จแล้ว ควรแก่ความเป็นมนุษย์คนหนึ่ง แล้วก็ได้ทำแต่สิ่งที่ดีๆ มีประโยชน์ ไม่มีสิ่งที่น่าติเตียน มองเห็นแต่สิ่งที่ถูกต้องดีมีประโยชน์อย่างนี้แล้ว ก็พอใจตัวเอง ก็ไม่เป็นทุกข์ มีความยินดีเสียอีกว่าได้ทำในสิ่งที่ควรทำสำเร็จแล้ว แล้วมันก็จะมาถึงรอบที่จะต้องดับไปตามธรรมดาของสังขาร ที่ทางร่างกายนี้เกิดมาชาติหนึ่ง ที่เกิดมาชาติหนึ่งได้ทำสิ่งที่ควรทำสำเร็จแล้ว มันก็เป็นที่พอใจว่าได้สิ่งที่ควรทำสำเร็จแล้ว
ทุกอย่างทบทวนแล้วไม่ต้องห่วงอะไรอีก ผลของการกระทำถ้าเชื่อว่ามีตัวตน มันก็ไม่สิ้นสุด มันก็หวังที่จะไปเกิดใหม่ รับผลกรรมกันใหม่ อะไรกันใหม่ ถ้าชอบอย่างนั้นก็ทำได้ แต่พระพุทธภาษิตคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ท่านต้องการให้สลัดออกไป สลัดออกไป ไปทำลายรากฐานที่ตั้งของมันเสีย คือไปทำลายความรู้สึกว่าตัวตน ว่าของตนเสีย ให้มันไปหยุดความเวียนว่ายตายเกิด ไม่มีความอยาก ความคิด ที่จะเกิดอีกต่อไป แต่ว่าให้รู้สึกว่าไม่มีอะไรใหม่หรือแปลก ที่น่าจะน่าพอใจในการเกิดใหม่ ในการเกิดใหม่เป็นเพียงการฉายซ้ำ เรียกกันแบบเด็กๆ เรียกว่าฉายซ้ำ ในการที่ต้องเป็นทุกข์กันใหม่ จึงได้สมัครที่จะดับไม่เหลือ
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม