 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/1109" type="text/javascript"></script> |
|
ธรรมมะสำหรับคนเจ็บไข้
ถ้าเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ก็เห็นเป็นของที่ไม่หวาดกลัวอะไร ไม่ต้องเกิดปัญหายุ่งยากลำบากใจ เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง เป็นของธรรมดาที่มันต้องมี ตามธรรมชาติ
post ครั้งแรก: Thu 11 January 2007, 7:19 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 11 January 2007, 7:36 pm
|
หน้าที่ 7 - ความว่างเป็นเครื่องมือวิเศษสูงสุด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องมีความว่างไว้เป็นเครื่องมือวิเศษสูงสุด เมื่อจะต้องเผชิญกับความเกิด,ความแก่,ความเจ็บ,ความตาย เดี๋ยวนี้ถ้าเรามีความเจ็บไข้ก็ดูว่าอะไรเจ็บไข้ เป็นเพียงการปรุงแต่งตามธรรมชาติของร่างกายคือดินน้ำลมไฟ มันปรุงแต่งไปในแบบนั้นโดยเหตุปัจจัยมันมีอยู่นั้นมันก็มีอาการอย่างนี้ มันก็เป็นเรื่องของธรรมชาติ จิตใจอย่างได้รับเอามาเป็นเรื่องของตัวกู คืออย่างเอาจิตใจมาเป็นตัวกูแล้วรับเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นตัวกู นั่นมันเป็นจิตใจที่ยังไม่ตื่นจากหลับคือกิเลส
ถ้าจิตใจมันตื่นคือรู้ตามที่เป็นจริงโดยความเป็นของธรรมชาติ ไม่มีอะไรเป็นตัวกูมันก็ไม่มีความหมายอะไรสำหรับความเกิดแก่เจ็บตาย ความเกิดแก่เจ็บตายสลายกลายเป็นอากาศธาตุในที่สุด คือปล่อยว่างไปด้วยนั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความเจ็บไข้ครบงำ จะพยายามกระทำจิตใจโดยวิธีที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าทำธรรมสมาธิเสีย จะเกิดภาวะสะอาดสว่างสงบขึ้นมาใจจิตใจตามสมควร แล้วก็จะขับไล่ให้ความทุกข์หรือปัญหาต่างๆที่เกิดจากความเกิดแก่เจ็บตายนั้นออกไปได้ ดังนั้นเวลาเจ็บไข้จึงควรเป็นเวลาทำสงครามรบพุ่งกันกับความเกิดแก่เจ็บตายนั่นเอง ทำให้ประสบชัยชนะเพราะอาศัยพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร
อย่างที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้แล้ว ถ้าสัตว์ทั้งหลายได้อาศัยตถาคตเป็นกัลยาณมิตรแล้วสัตว์ที่มีความเกิดจะพ้นจากความเกิด สัตว์ที่มีความแก่จะพ้นจากความแก่ สัตว์ที่มีความตายจะพ้นจากความตาย สัตว์ที่มีความเจ็บจะพ้นจากความเจ็บ สัตว์ที่มีความตายเป็นธรรมดาจะพ้นจากความตายเป็นธรรมดา เพราะเหตุว่าจิตนั้นมันกลายเป็นพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์เสียเอง ผู้เจ็บป่วยผู้นั้นได้ทำให้จิตของเขากลายเป็นจิตสะอาดสว่างสงบโดยไม่วิตกกังวลถึงสิ่งใดๆ เพราะไม่มีสิ่งใดๆจะมีค่ามากเท่ากับสิ่งนี้ จิตใจยังสนใจอยู่กับสิ่งเหล่านี้จึงไม่ต้องมีปัญหาใดๆที่เรียกว่าความทุกข์อันเกิดจากความเกิดแก่เจ็บตาย
ให้จิตมีคุณธรรมคือสะอาดสว่างสงบเช่นเดียวกับมีในพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ มันก็อยู่เหนือปัญหาอะไรหมดไม่มีปัญหาอะไรเหลือ เราเป็นพุทธบริษัทเราต้องได้ประโยชน์อันสูงสุดจากพระพุทธ,พระธรรม,พระสงฆ์ ข้อนี้ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าเราทำจิตใจของเราให้เป็นพระพุทธ,พระธรรม,พระสงฆ์เสียเอง อย่างเพิ่งเข้าใจว่าพูดง่ายแล้วจะทำยาก คือมันปล่อยวางความรู้สึกคิดนึกชนิดว่าเป็นตัวตน ยึดมั่นถือมั่นในของเป็นคู่ๆ เช่น ดีชั่ว บุญบาป สุขทุกข์ ได้เสีย แพ้ชนะ ไม่มีความรู้สึกในความหมายของคำเป็นคู่ๆเหล่านี้ นี่จะเรียกว่าเป็นผู้ที่มีจิตสะอาดสว่างสงบ มีพระพุทธ,พระธรรม,พระสงฆ์อยู่ในจิต
หรือจะพูดอีกทีว่าจิตได้กลายเป็นจิตของพระพุทธ,พระธรรม,พระสงฆ์ไปเสียแล้วจะมีปัญหาอะไรเหลือ มันไม่มีปัญหาอะไรเหลือไม่มีสิ่งที่จะสร้างความทุกข์ให้เลย เรียกได้ว่าไม่มีปัญหาอะไรเหลือก็ไม่มีสิ่งให้เดือดร้อนต้องต่อสู้ต้องแก้ไขอะไรอีก จงมีคุณธรรมอันสูงสุดคือความสะอาดแห่งจิต,ความสว่างแห่งจิต,ความสงบแห่งจิต เป็นสิ่งที่ต่อสู้กันกับความเกิดแก่เจ็บตาย ตามธรรมชาติเป็นไปตามธรรมชาติที่จะหลุดพ้นจากสิ่งที่จะยึดถือหลุดพ้นจากความทุกข์ ไม่เป็นจิตที่มีกิเลสหรือจะยึดมั่นถือมั่นอะไรอีกต่อไป ขอให้ประคับประคองจิตให้ดีๆ ในโอกาสเช่นนี้ให้เป็นจิตที่มีพระพุทธ,พระธรรม,พระสงฆ์มาสิงสถิตอยู่ ก็จะกลายเป็นสมาชิกของพระพุทธ,พระธรรม,พระสงฆ์ไปโดยสมบูรณ์ เรียกว่าหลุดพ้นจากความเวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์ ขอให้พยายามสังเกต, เข้าใจ, นึกคิด, กล้าหาญ แล้วก็เชื่อมั่นในการกระทำ ก็จะกระทำได้สมความปรารถนา

*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม