 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/11107" type="text/javascript"></script> |
|
|
ฉากหลังหนังสือพิมพ์
เมื่อแหล่งข่าวหลายแหล่งพูดไม่ตรงกันในเรื่องเดียวกัน แล้วนักข่าวจะทำอย่างไรและจะเชื่อใครดี
ผู้เขียน: ทินกร ชมแล้ว: 5,387 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 16 January 2007, 5:03 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 6 August 2007, 6:44 pm
|
หน้าที่ 11 - แหล่งข่าวพูดไม่ตรงกัน แล้วนักข่าวจะเชื่อใครดี
สัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งปิดกิจการ ซึ่งมีทั้งที่ปิดโรงงานจริงและไม่ปิดโรงงานจริง โดยธรรมชาติของข่าวประเภทนี้แล้วจะได้รับความสนใจจากสื่อทุกแขนง และหนังสือพิมพ์หลายฉบับกำหนดให้เป็นข่าวนำหรือข่าวที่ใหญ่ที่สุดของหน้าหนึ่ง
วันที่ 2 สิงหาคม 2550 มติชนพาดหัวว่า "ลอยแพคนงาน"ลามไม่หยุด ปิดรวด"3รง." เครือสหยูเนี่ยนเลิกจ้าง 2 แห่ง ส่วนโพสต์ทูเดย์พาดหัวว่า สหยูเนี่ยนปิด รง.รองเท้า บาทแข็งฟางสุดท้าย! 'รังสิตฟุตแวร์' ไม่รอด และกรุงเทพธุรกิจพาดหัวว่า ยูเนี่ยนฟุทแวร์ถอดใจ 'ปิดกิจการ'
จากพาดหัวข่าวดังกล่าวจะเข้าใจว่าโรงงานของเท้าส่งออกในเครือ บริษัท สหยูเนี่ยน จำกัด (มหาชน) เตรียมตัวจะปิดกิจการลง ข่าวได้ลงตามที่ผู้บริหารออกมาชี้แจงว่าได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเศไทยเพื่อขอถอนตัวออกจากตลาดหลักทรัพย์ หลังจากที่บริษัทมีแผนจะหยุดธุรกิจรองเท้าเมื่อหมดคำสั่งซื้อภายในปี 2550 โดยบริษัทอ้างว่าธุรกิจรองเท้าแข่งขันสูงและเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง ส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง
ข่าวต่อในวันเดียวกันของหนังสือพิมพ์หลายฉบับระบุว่านายผดุงศักดิ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ออกมาให้ข้อมูลถึงการปิดตัวของบริษัทรองเท้าในเครือสหยูเนี่ยน และเปิดเผยเพิ่มว่าบริษัท รังสิต ฟุทแวร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผลิตรองเท้าในเครือสหพัฒน์ ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เตรียมที่จะปิดตัวเช่นกัน
นอกจากนี้ นายจุฑาธวัช อินทรสุขศรี ปลัดกระทรวงแรงงาน ออกมาเปิดเผยในวันเดียวกันว่าได้รับรายงานจากแรงงานจังหวัดสุพรรณบุรีถึงสาถนการณ์การปิดโรงงาน ที่จะมีโรงงานปิดในสุพรรณบุรีอีก 4 แห่ง โดยหนึ่งในนั้นเป็นบริษัทบริษัท ไฮ-แทค แอพพาเรล จำกัด ซึ่งอยู่ในกลุ่มไฮเทค กรุ๊ป เป็นผู้ผลิตเครื่องนุ่งห่มส่งออกติด 1 ใน 5 อันดับแรกของประเทศ
ถัดมาเพียงวันเดียวหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจสัมภาษณ์ผู้บริหารโรงงานที่มีข่าวว่าจะปิดตัว 2 โรงงาน คือ นายสันติ วิลาสศักดานนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท สหพัฒนา อินเตอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) และนายวัลลภ วิตะนากร ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท ไฮเทค แอพพาเรล โดยผู้บริหารทั้ง 2 ราย ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าบริษัทในเครือที่มีข่าวปิดโรงงานไม่เป็นความจริง ธุรกิจยังดำเนินไปตามปกติและยังต้องการคนงานเพิ่ม
เป็นเรื่องยากที่ผู้สื่อข่าวจะตรวจสอบตามรายชื่อที่กระทรวงแรงงานรายงานมาว่าจะปิดกิจการ โดยในเบื้องต้นแล้วผู้สื่อข่าวสันนิฐานไว้ก่อนว่าข้อมูลการรายงานจากแรงงานจังหวัดเป็นความจริง เพราะเป็นรายงานของข้าราชการที่อยู่ในพื้นที่ และเอกสารของข้าราชการเป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือที่สุดแล้วเมื่อเทียบกับแหล่งที่มาของเอกสารจากที่อื่น
จึงไม่แปลกที่คำพูดของผู้บริหารกระทรวงแรงงานจะเป็นที่น่าสนใจขึ้นมา เพราะหลังจากที่บริษัทไทยศิลป์ อาคเนย์ อิมปอร์ตเอ็กปอร์ต จำกัด ที่เป็นโรงงานผลิตเสื้อผ้าส่งออกปิดตัวลง ส่งผลให้สังคมจับตามมองโรงงานที่จะปิดตัวลงมากเป็นพิเศษ
หนังสือพิมพ์หลายฉบับเลือกที่จะตรวจทานข้อมูลจากผู้บริหารบริษัทที่มีข่าวว่าจะปิดตัวลงในวันถัดมา หลังจากหนังสือพิมพ์ลงปิดโรงงานไปแล้ว การตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลโดยตรงเป็นจุดที่จะทำให้นักข่าวได้ข้อมูลที่ชัดเจนมากที่สุด โดยเฉพาะในข่าวที่มีข้อเท็จจริงขัดแย้งกันเหมือนข่าวปิดโรงงานครั้งนี้ ซึ่งคำตอบที่ได้ คือ ผู้บริหารบริษัทต่างออกมายืนยันชัดเจนว่ายังไม่มีนโยบายปิดบริษัท
บ่อยครั้งที่แหล่งข่าวที่ให้ข้อมูลกับนักข่าวไม่ใช่แหล่งข่าวขั้นที่ 1 ซึ่งข่าวที่ได้จะเกิดความผิดเพี้ยนไปบ้าง โดยถ้าข้อมูลมูลที่คลาดคลื่อนไปเป็นเรื่องไม่สำคัญและไม่สร้างผลกระทบให้ใครก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าข้อมูลที่ได้มาคลาดเคลื่อนมากเมื่อเปิดเผยออกไปจะทำให้เกิดความเสียหายได้
ในการทำงานของนักข่าวจึงพยายามหาแหล่งข่าวหรือแหล่งข้อมูลที่อยู่ใกล้ประเด็นที่เราต้องการข้อมูลมากที่สุด ซึ่งทำให้ข่าวหนึ่งข่าวจะประกอบด้วยแหล่งข่าวและแหล่งข้อมูลจากหลายที่เพื่อตรวจสอบซึ่งกันและกัน ผู้อ่านก็จะเป็นผู้พิจารณาเองว่าจะเชื่อแหล่งข้อมูลใดในข่าว แต่จุดที่สำคัญคือในประเด็นที่ยังเป็นข้อขัดแยง ผู้สื่อข่าวต้องไม่ให้น้ำหนักของแหล่งข่าวฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจนเกินไป
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 5 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 1 มิ.ย. 2550 (13:56) ขอบคุณ คุณทินกร ที่มาเล่าข้อมูลและเบื้องหลังการทำงานที่น่าสนใจให้ทราบครับ
"ความเข้าใจกัน" โดยเฉพาะในเรื่องข้อจำกัดของกันและกัน มีส่วนช่วยลดความเข้าใจผิด ความขัดแย้ง และช่วยสร้าง "พลัง" ของสังคมไทยโดยรวมครับ
รออ่านตอนต่อไปอยู่ครับ
นำชัย
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 21 มิ.ย. 2550 (14:42) ขอบคุณค่ะที่เอาเบื้องหลังการทำข่าวการเมืองมาให้อ่าน
อยากอ่านเบื้องหลังให้มากกว่านี้
รออ่านตอนหน้าอยู่นะคะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 25 มิ.ย. 2550 (11:38) ขอคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่าน ผมจะนำข้อสังเกตมาพิจารณาครับ
จริงอย่างที่ ดร.นำชัย ว่าไว้ ทุกคนล้วนมีข้อจำกัดของตัวเอง
ปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นอาจมาจากการไม่เข้าใจข้อจำกัดของกันและกัน
ทินกร
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 34 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 18 ก.ค. 2550 (09:02) มาลงชื่ออ่านครับ
Weblog ตอนนี้ได้รับความนิยมมากครับ ทุกๆเว็บมีกันหมด วิชาการก็เลยมีบ้าง ... แหะๆๆ
Weblog มีข้อดีคือให้ผู้ใช้เป็นคนสร้างเนื้อหา ซึ่ง คนทำเว็บก็ไม่ต้องเหนื่อยแรก และเสียทุนไปกับการผลิตตัว content มากนัก แต่สำหรับเว็บเพื่อการศึกษาอย่างวิชาการดอทคอม หรือเว็บอื่นๆ ถ้าจะเน้นให้ผู้ใช้สร้างเนื้อหามาจนเกินไปก็อาจจะเกิดปัญหาในระยะยาวได้ครับ โดยเฉพาะปัญหาความน่าเชื่อถือของข้อมูล
ตอนนี้วิชาการดอทคอม เน้นการสร้างเนื้อหาที่ถูกต้องอยู่ครับ เราลงทุนสวนกระแสอยู่ แต่คิดว่าผลลัพท์ที่ได้น่าจะคุ้มค่าครับ (เสี่ยงกับการเจ้งเหมือนกัน แหะๆ)
จ้อ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1411 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 239 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 23 ก.ค. 2550 (12:22) ผมว่าการที่ให้ผู้เชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่งมีเว็บบล็อกของตัวเองจะช่วยเผยแพร่ความรู้ในด้านนั้นมากขึ้น เพราะสื่อในกระแสหลักไม่สามารถให้จุดสนใจกับทุกเรื่องได้ หรือสนใจในเรื่องเดิมที่มีพัฒนาการไม่มากได้ ทำให้เรามักเห็นสื่อกระแสหลักนำเสนอข่าวและข้อมูลตามกระแส
ส่วนประเด็นความน่าเชื่อของเนื้อหาเป็นข้อสังเกตที่ควรรับฟัง แต่ในอีกมุมผมเชื่อว่าเรื่องนี้ผู้อ่านจะเป็นผู้ตรวจสอบคนแรกว่าข้อมูลน่าเชื่อถือเพียงใด เมื่อข้อมูลที่นำเสนอขาดความน่าเชื่อถือก็จะไม่มีคนอ่านเอง เหมือนกับสื่อมวลชนที่ต้องขายความจริงหรือความน่าเชื่อถือ ถ้าเมื่อใดคนอ่านไม่เชื่อว่าข่าวที่ลงในหนังสือพิมพ์เป็นเรื่องจริงหนังสือพิมพ์ก็ขายไม่ได้
เป็นเรื่องดีที่วิชาการ ดอท คอมจะลงทุนเรื่องเนื้อหา ถึงจะเจ๊งก็เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า อย่างน้อยก็ดีกว่าการไม่ลงทุน
ทินกร
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 34 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว