คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/112" type="text/javascript"></script>
การถ่ายภาพด้วยเรดาร์นั้นทำกันอย่างไร
อธิบายหลักการทฤษฎีและเทคโนโลยีเบื้องหลังถ่ายภาพด้วยคลื่นเรดาร์
ผู้เขียน: พวงร้อย ชมแล้ว: 27,130 ครั้ง
post ครั้งแรก: Mon 22 January 2007, 2:58 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 22 January 2007, 3:01 pm
สารบัญ

หน้าที่ 1 - การถ่ายภาพด้วยเรดาร์นั้นทำกันอย่างไร


การถ่ายภาพด้วยเครื่องเรดาร์นั้นก็คล้ายๆกับการถ่ายภาพด้วยกล้องถ่ายรูปด้วยไฟแฟลชนั่นเอง คือตัวกล้องฉายแสงออกมาโดยตรงให้ไปกระทบกับวัตถุแล้วบันทึกแสงที่สะท้อนกลับมายังตัวกล้อง เพียงแต่ต่างกันตรงที่แสงที่ฉายออกมานี้มีพลังงานหรือความถี่ต่างกันตามแต่ว่าจะเป็นคลื่นแสงที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หรือคลื่นวิทยุ คลื่นทั้งสองชนิดนี้ต่างก็เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าด้วยกันทั้งนั้น เพียงต่างกันตรงที่มีพลังงานไม่เท่ากัน จึงส่งผลให้ความยาวคลื่นและความถี่ของคลื่นไม่เท่ากัน ไฟแฟลชของกล้องถ่ายรูปนั้นจะฉายแสงที่มองได้ด้วยตาเปล่าไปยังวัตถุ แล้วแสงนั้นก็สะท้อนกลับมาผ่านเลนส์ ไปบันทึกลงบนแผ่นฟิล์มภายในตัวกล้อง แต่ในเครื่องเรดาร์นั้นจะใช้จานรับคลื่น(antenna) และคอมพิวเตอร์บันทึกค่าของคลื่นวิทยุที่สะท้อนกลับเป็นจำนวนตัวเลข (digital computer tape) มาบันทึกภาพที่ถ่ายไว้ แทนที่จะใช้เลนส์กับฟิล์มมาบันทึกภาพ และเมื่อปฏิบัติงานเสร็จก็เอาข้อมูลที่เป็นค่าตัวเลขนั้น มาแปรกลับเป็นค่าความเข้มของคลื่น ซึ่งก็คือเปลี่ยนให้เป็นค่าความเข้มของแสง ก็สามารถแปลเป็นรูปได้ให้เราเห็นเป็นภาพ ภาพที่เราเห็นจากการถ่ายด้วยเครื่องเรดาร์นั้น ก็มาจากคลื่นวิทยุที่สะท้อนกลับจากวัตถุ มายังจานรับคลื่นนั้นเอง


เครื่องมือเรดาร์โดยทั่วไปนั้นคือเครื่องมือเสาะหาคลื่นวิทยุ และคำนวนระยะทางเดินทางของคลื่น โดยวัดกำลังคลื่น และเวลาเดินทางไปกลับของสัญญาณไมโครเวฟ ซึ่งจานเรดาร์ส่งออกไป แล้วสะท้อนกลับมาจากผิวพื้นหรือวัสดุที่อยู่ห่างออกไป จานเรดาร์ส่งคลื่นและรับคลื่นสลับกันไป ในความยาวคลื่นไมโครเวฟที่แน่นอนความยาวหนึ่ง โดยทั่วไปแล้วเป็นความยาวคลื่นระหว่าง ๑ เซ็นติเมตร ถึง ๑ เมตร หรือที่มีความถี่ระหว่าง ๓๐๐ เมกาเฮิร์ซ ถึง ๓๐ จิ๊กกาเฮิรซ์ และคลื่นที่ส่งรับจากจานในแต่ละครั้ง จะต้องอยู่บนพื้นระนาบเดียวกัน(same polarization) เนื่องจากคลื่นเดินทางตามแนวนอน หรือตามแนวขวางเท่านั้น


สำหรับเครื่องมือถ่ายภาพเรดาร์นั้น จะส่งคลื่นเป็นแผงกำลังสูงประมาณ ๑๕๐๐ คลื่นต่อวินาที ไปยังเป้าหมายที่ต้องการจะถ่ายภาพ โดยแต่ละคลื่นจะมีความกว้าง หรือความยาวนานของคลื่นประมาณ ๑๐ ถึง ๕๐ ไมโครวินาที(๑/๑๐๐๐ วินาที) แผงคลื่น (bandwidth) นี้โดยทั่วไปแล้ว จะเป็นคลื่นทั้งชุด ที่ครอบคลุมความถี่ระหว่างช่วงสั้นๆ ซึ่งมีศูนย์กลางความถี่ อยู่ตรงความถี่ที่เลือกไว้สำหรับเครื่องมือเรดาร์นั้นๆ แผงคลื่นโดยทั่วไปจะตกประมาณความถี่ระหว่าง ๑๐ ถึง ๒๐๐ เมกาเฮิร์ซ เวลาเราเรียกว่า แผงคลื่น ๕๐ เมกาเฮิร์ซนั้น จะหมายถึงแผงคลื่นที่ความถี่ตรงกลาง เท่ากับ ๕๐ MHz แต่จะรวมไปทั้งคลื่นความถี่สั้นยาวรอบจุดศูนย์กลาง ไปตามกำหนดความกว้างของแผงไว้ด้วย เช่น อาจจะรวมตั้งแต่ ๔๐ ถึง ๖๐ MHz ถ้ากำหนดให้แผงคลื่นมีความกว้าง ๒๐ MHz

เครื่องเรดาร์ฉายคลื่นลงมายังเป้าหมายที่ต้องการจะถ่ายภาพ

เมื่อแรกที่คลื่นถูกฉายออกมากระทบพื้นโลกก็จะสะท้อนกลับไปทุกทิศทุกทาง บางส่วนก็กลับไปถึงที่มาคือจานส่ง บางส่วนก็สูญหายไป คลื่นส่วนที่จานรับกลับจึงมีกำลังอ่อนกว่าต้นกำเนิดที่ส่งออกไป และจานรับ ก็จะรับคลื่นที่กระทบกระท้อนกลับไปได้เพียงตามพื้นแนวนอน หรือพื้นแนวยืนเท่านั้น เรียกว่าเป็น polarization ของแผงคลื่นนั้น (คลื่นที่รับกลับ อาจจะไม่ได้อยู่บนระนาบเดียวกับตอนส่งออกเสมอไป)

คลื่นสะท้อนกลับไปทุกทิศทุกทาง มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่กลับไปยังจานเรดาร์

คลื่นสะท้อนกลับนี้ก็จะถูกแปรเป็นจำนวนตัวเลขตามกำลังของคลื่น และส่งต่อไปยังเครื่องบันทึกข้อมูล เพื่อจะได้เอามาแปรต่อออกมาเป็นภาพเหมือนภาพถ่าย ด้วยเหตุที่คลื่นเดินทางด้วยความเร็วของแสง จึงไม่เป็นการยาก ที่จะจับเวลาเดินทางไปกลับของคลื่น แล้วเอาเวลานี้ มาคำนวนหาระยะทางจากเครื่องไปยังวัสดุที่ถ่าย ระยะความถี่ของแผงคลื่นที่เลือกเอาไว้ ก็จะเป็นตัวกำหนดความคมชัดทางขวางภาพ ซึ่งไปตามทางกราดคลื่น ถ้าใช้คลื่นถี่ๆใกล้กันมากในแผงคลื่นขึ้นก็จะได้ภาพที่คมชัดมากขึ้น


ในกรณีของเครื่องถ่ายภาพด้วยเรดาร์ ตัวเครื่อง(ซึ่งอยู่บนเครื่องบินหรือยานอวกาศ) ก็จะเคลื่อนไปตามทางบินผ่าน(flight path) และพื้นที่ที่คลื่นเรดาร์ฉายกราดไปครอบคลุม หรือเป็นการ ประทับรอยเท้า ซึ่งจะเคลื่อนตามเป็นแผ่นทางยาวตามพื้นโลก รวบรวมกันเป็นภาพถ่ายออกมา

ขนาดของภาพยาวขึ้นเรื่อยๆ ไปตามทิศทางการบินของยานที่บรรทุกเครื่องมือเรดาร์นั้น
ภาพเคลื่อนที่เพื่อแสดงการปฏิบัติงานที่เครื่องส่งคลื่นและรับคลื่นกลับ ขณะที่ยานบรรทุกเครื่องบินผ่านพื้นที่ที่ถูกถ่ายภาพ

ความยาวของแผงที่บรรจุจานรับคลื่นทั้งหมด เป็นตัวกำหนดความคมชัดตามทางยาวของภาพ ถ้าแผงจานรับส่งคลื่นยาวมากขึ้น ก็จะยิ่งเพิ่มความคมชัดตามทางยาวของภาพให้มากขึ้นนั่นเอง คำว่า Synthetic Aperture Radar (หรือแปลคร่าวๆได้ว่า เครื่องเรดาร์ที่ประกอบด้วยทางผ่านคลื่นจำลอง เรียกชื่อย่อว่า SAR ) นั้นหมายถึงเทคนิคที่ทำให้เหมือนกับว่า มีแผงจานรับคลื่นที่ยาวกว่าความเป็นจริง โดยการสะสมสัญญาณจากคลื่นที่สะท้อนกลับ ในขณะที่ยานบรรทุกเครื่องเรดาร์ บินผ่านไปในอากาศ เอามาเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ แล้วเอามาต่อๆกันให้มีจำนวนคลื่นที่บันทึกไว้มากกว่าที่จะรับได้ในครั้งเดียวโดดๆ จึงสามารถเพิ่มความคมชัดตามทางยาวของภาพได้มากขึ้น คำว่า Aperture คือที่เปิดให้คลื่นแสงผ่านเข้าออกเพื่อเอามาบันทึกทำภาพ เหมือนกับชัตเตอร์ในกล้องถ่ายภาพ ที่ปล่อยให้แสงผ่านตัวกล้องเข้ามาบนแผ่นฟิล์ม สำหรับเครื่องมือเรดาร์นี้ จานรับคลื่นก็คือตัว Aperture นั่นเอง เพราะมันเป็นตัวกลางรับส่ง คลื่นที่ใช้ทำการบันทึกนี้คือคลื่นไมโครเวฟ ทางผ่านคลื่นจำลอง (Synthetic Aperture) นั้นทำได้ด้วยการเคลื่อนส่วนที่ให้แสงผ่านเข้าออก คือ จานรับคลื่นนี้ ไปตามตำแหน่งต่างตามทางบินของยานที่บรรทุกเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบิน หรือ Space Shuttle

การสร้างสมทางผ่านคลื่นจำลอง

ในขณะที่เครื่องเรดาร์บินผ่านไปก็จะส่งคลื่นทั้งแผงออกไปจากตำแหน่งหนึ่ง กว่าคลื่นจะสะท้อนกลับเข้ามายังจานรับ และถูกส่งต่อไปเก็บไว้ใน Echo Store ตัวเครื่องก็ไม่อยู่ในตำแหน่งเดิมเสียแล้ว ความถี่ของคลื่นส่งกับคลื่นสะท้อนระหว่างตัวเครื่องกับเป้าหมายที่ถ่าย ก็จะแตกต่างกัน ที่เรียกว่า Doppler Shift คลื่นสะท้อนจะสั้นลง ทำให้ความถี่มีมากขึ้นหากเครื่องกำลังเคลื่อนเข้าหาเป้า และคลื่นจะยาวขึ้น หากตัวเครื่องกำลังเคลื่อนออกจากเป้า คือความถี่ของคลื่นมีค่าลดลงนั่นเอง เมื่อเอาค่าความถี่ที่เพี้ยนไปนี้ ไปเทียบกับค่าความถี่เปรียบเทียบ (Reference Frequency) ก็จะทำให้สามารถปรับเอาคลื่นสะท้อนกลับ ที่มีค่าความถี่เพี้ยนไปเหล่านี้ มารวมศูนย์กันอยู่ที่เป้าหมายเดียวกัน จึงทำให้เหมือนกับยืดแผงรับคลื่นออกไป ให้ยาวกว่าความเป็นจริง การปฏิบัติการเปลี่ยนค่าคลื่น ให้รวมศูนย์อยู่ในจุดเดียวกันนี้จึงเรียกกันว่า SAR ซึ่งในปัจจุบันใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วสูงมาคิดแปรค่า ความยุ่งยากสลับซับซ้อนของวิธีนี้ อยู่ตรงที่จะต้องปรับแก้ค่าความถี่ที่เพี้ยนไปให้ได้ถูกต้อง ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยข้อมูล และ ความรู้ในการกำหนดตำแหน่งอย่างถูกต้องที่สุด ของยานบรรทุกเครื่องเรดาร์ กับตำแหน่งของเป้าหมายที่ถูกถ่าย อันเป็นต้นเหตุที่ก่อให้ความถี่ของคลื่นเพี้ยนไปแต่แรกนั่นเอง


วิธีการทำทางผ่านคลื่นจำลองในปัจจุบันนั้น ได้พัฒนามาถึงขั้นที่เอามาถ่ายภาพที่มีความละเอียดค่อนข้างสูง เครื่อง SAR นี้ เป็นเครื่องมือถ่ายภาพที่มีสมรรถภาพพิเศษ ด้วยเหตุที่ฉายแสง(คลื่นเรดาร์)ออกมาได้ด้วยตัวเอง จึงไม่ต้องพึ่งพาแสงอาทิตย์ในการทำงาน และด้วยเหตุที่คลื่นที่ใช้มีความยาวกว่า คลื่นแสงที่มองด้วยตาเปล่า และ คลื่นอินฟราเรดกว่ามาก SAR จึงสามารถภ่ายภาพ "ทะลุ" เมฆ และ ฝุ่น ในขณะที่เครื่องมือที่ใช้แสงที่มองด้วยตาเปล่า หรือ แสงอินฟราเรด จะถ่ายทำอะไรในสภาวะเช่นนั้นไม่ได้เลย นอกจากนี้คลื่นวิทยุยังสามารถส่องทะลุใบไม้ ซึ่งโดยทั่วไปจะมีขนาดเล็กกว่าคลื่นที่ใช้ถ่ายถาพ และในพื้นที่แห้งมากๆ เช่นทะเลทราย คลื่นนี้ก็สามารถส่องทะลุพื้นทรายแห้งลงไปได้ระดับหนึ่ง จึงให้ข้อมูลที่มีประโยชน์มาก เพราะสามารถนำภาพเหล่านี้มาศึกษาด้านธรณีวิทยา นิเวศน์วิทยา ศึกษาเกี่ยวกับแหล่งน้ำ และผลพลอยได้อย่างคาดไม่ถึง คือสามารถถ่ายภาพโครงสร้างโบราณที่ถูกลบเลือนไปตามกาลเวลา จะเป็นด้วยถูกทรายทับถมเป็นพันปี หรือทรากโบราณสถานที่ถูกปกคลุมด้วยป่าไม้หรือวัชชพืช กล้องเรดาร์นี้ก็สามารถทะลุทลวงถ่ายภาพทรากโบราณสถานเหล่านี้มาได้ จากการปฏิบัติการของเครื่อง SIR-C/XSAR บน Space Shuttle ในปี พศ ๒๕๓๗ ก็ช่วยให้นักโบราณคดี ค้นพบนครโบราณที่หายสาบสูญไปนับพันๆปี จนเหลือแต่ตำนานชื่อนครอูบาร์ (Ubar) ซึ่งอยู่ในทะเลทรายประเทศโอมานในปัจจุบัน และในเที่ยวบินนั้น ก็ยังได้ถ่ายภาพนครวัด และอาณาบริเวณใกล้เคียง ที่แสดงร่องรอยของคูคลองโบราณ ที่มองไม่เห็นจากพื้นดิน เนื่องจากถูกปกคลุมด้วยป่าไม้ดงดิบทึบมาก ผลจากข้อมูลครั้งนั้น ทำให้เกิดโครงการสำรวจหาโบราณสถานรอบๆนครวัด ด้วยอุปกรณ์เรดาร์ บนเครื่องบิน DC-8 ของนาซ่า ในปี คศ ๑๙๙๗ จนได้พบร่องรอยโบราณสถานนอกนครวัดอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งยังไม่เคยมีใครค้นพบมาก่อน ด้วยความที่ไม่มีใครสามารถบุกป่าฝ่าดงเข้าไปได้ถึง จึงไม่สามารถบอกได้ว่าจะไปสำรวจที่ไหน จากหลักฐานทางภาพถ่ายจากอวกาศ ก็จะช่วยการทำงานของนักโบราณคดีให้สำรวจภาคพื้นดินได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น








หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 2 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 10 ธ.ค. 2549 (01:38)
อ่านตาลายเลยค่ะ
โอ้..เทคโนโลยีช่างก้าวหน้า
แต่ตอนนี้มีภาพถ่ายจาก
ดาวเทียวแล้วนะคะ หุหุ
Poylittlegirl เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 61 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 155 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 10 ก.ค. 2550 (20:13)
โอ้ สงสัยมาตั้งนาน หายโง่ซะที
karain เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 3 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พวงร้อย
(P Khamriang)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 10,429 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 7 ปี
แบ่งปันความรู้ 1,144 ครั้ง
ได้รับดาว 220 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

การถ่ายภาพด้วยเรดาร์นั้นทำกันอย่างไร [27,131]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [533,940]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [392,047]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [377,390]
Global Warming { English } [142,216]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.