 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/1136" type="text/javascript"></script> |
|
|
ชวนคุย ชวนคิด ครั้งที่ 2
ตัวอย่าง ปัญหาที่นำมาจาก Third International Mathematics and Science Study (TIMSS) ซึ่งเป็นแบบทดสอบวัดความสามารถทางคณิตศาสตร์ของเด็กในประเทศต่างๆ
post ครั้งแรก: Tue 16 January 2007, 4:21 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 30 January 2007, 8:08 pm
|
หน้าที่ 1 - วัดความสามารถทางคณิตศาสตร์
สวัสดีครับ เช่นเคยครับ พบกับผมอีกครั้ง เป็นครั้งที่สอง จะขอเขียนต่อจากฉบับที่แล้วนะครับ ยังจำกันได้หรือเป่าเอ่ย ฉบับแรกๆนี้ผมมีเป้าหมายคนอ่านที่ไม่ใช่นักเรียนโดยตรง แต่เป็นครู(คณิตศาสตร์) ผู้ปกครอง นักการศึกษา นักวิชาการ คนเขียนหลักสูตร ฯลฯ เทือกนี้ ส่วนนักเรียนจะเข้ามาอ่านด้วย ก็ไม่เสียหายแต่ประการใด รู้ไว้ใช่ว่าใสบ่าแบกหาม
จากฉบับที่แล้วผมทิ้งปัญหาไว้ให้คิด ถามไว้ว่าส่วนที่แรเงาดำที่ถูกเจาะออกไปคิดเป็นกี่ลูกบาศก์หน่วย ผมเล่าไว้ว่าเด็กเก่งทางคณิตศาสตร์ระดับประถมปลายและมัธยมหนึ่งส่วนใหญ่คิดไม่ออก คงไม่ใช่เพราะคำถามไม่ชัดเจน ผมเขียนไว้แจ่มแจ้งและยาวกว่านี้ กระดาษคิดคำตอบของนักเรียนผมก็เก็บกลับคืนมาทั้งหมด ผมนำมาตรวจสอบวินิจฉัยแล้วด่วนสรุป+เดาด้วยประสบการณ์อันน้อยนิดและความคิดเห็นส่วนตัวว่า เด็กไทยของเราในระบบการศึกษาไทยขาด ทักษะการแก้ปัญหา หรือภาษาฝรั่งที่ว่า problem solving skill เด็กไทยเก่งแต่โจทย์ปัญหาสไตล์เอ็นสะท้าน และข้อสอบแข่งขันต่างๆ เพราะได้เหมาหนังสือคู่มือมาอ่านทำกันเป็นร้อยเป็นพันข้อแล้ว แต่พอมาเจอะอะไรแบบนี้ แบบว่าไม่เคยเห็นมาก่อน เกิดอาการผิดปกติในสมองที่เรียกกว่า คิดไม่เป็น/ทำไม่เป็น ขึ้นมาอย่างฉับพลันกระทันหัน ทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี ครูไม่เคยสอนนี่หวา แล้วตูจะทำได้ยังไง (เด็กบ่น)
แล้วเรา (ครู(คณิตศาสตร์) ผู้ปกครอง นักการศึกษา นักวิชาการ คนเขียนหลักสูตร ฯลฯ เทือกนี้) จะเดือดเนื้อร้อนใจไปไย นักเรียนทำไม่ได้ก็ช่างมัน ปัญหาประเภทนี้ไม่เห็นจะเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ตรงไหน จะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยว ไม่ขอตอบ แต่มันมีเอี่ยวและมีความสำคัญแน่นอน ลองมาดูปัญหาต่อไปนี้ครับ
ปัญหาเหล่านี้นำมาจาก Third International Mathematics and Science Study (TIMSS) ซึ่งเป็นแบบทดสอบวัดความสามารถทางคณิตศาสตร์ของเด็กในประเทศต่างๆ ประเทศไทยก็ร่วมทดสอบกับเขาด้วย คงจะไม่ต้องบอกนะครับว่าเด็กไทยของเราทำได้ดีแค่ไหน น่าจะพอเดากันได้บ้างจากกระแสข่าวเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ของบ้านเราในช่วงปี 2000 นี้
ทั้งสามข้อที่ยกมาให้ดูเป็นตัวอย่าง มันบอกอะไรเราบ้าง น่าคิด ชวนคิดครับ มันมาอยู่ในคณิตศาสตร์ได้ยังไง เราต้องสอนเรื่องพวกนี้ในวิชาคณิตศาสตร์ด้วยหรือ ถ้าไม่สอนในวิชาคณิตศาสตร์ แล้วจะเอาไปลงไว้ตรงไหน หรือว่าไม่ต้องสอนกันเลย เรื่องแบบนี้ แบบว่าให้เรียนกันเอง
ถึงแม้ผมจะไม่ใช่เอ็กสะเปิดในเรื่องของสมอง แต่ผมมีความเชื่อส่วนตัวครับว่าเรื่องแบบนี้ควรที่จะต้องให้เด็กได้พบเห็น ได้พบเจอ ได้สัมผัสกัดกินบ้าง อะไรก็ไม่รู้แหละที่มันอยู่ในสมองจะได้ลืมตาอ้าปากและพัฒนาตัวเองแตกหน่อกอเหง้าได้ ทำให้เจ้าของหัวสมองนั้นเป็นคนที่เก่งขึ้นมาในที่สุดครับ
ผมอยากจะเห็นเด็กไทยมี spatial sense (ความรู้สึกเชิงมิติ/ความสามารถทางมิติสัมพันธ์) อยู่ในตัว ใครรู้จักบ้างว่า spatial sense คืออะไร มันคือ
ผมเมื่อยแล้วครับ ขอกลับมาชวนคุย ชวนคิดเรื่อง spatial sense กันต่อฉบับหน้า แสดงความคิดเห็นของท่านเข้ามาถึงผมได้เลย/แล้วครับ
เอกสารอ้างอิง
http://enc.org/topics/timss/
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 30 ความเห็น, หน้า่ |
1| -
2-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 1 ก.พ. 2550 (18:08) แล้วชวนคุย ชวนคิด ครั้งที่ 1 มีไหม จำไม่ได้แล้ว
สุรัชน์ (IP:202.41.167.246)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 2 ก.พ. 2550 (13:12) ข้อ1. ตอบ A
ข้อ2. ตอบ C
ข้อ3. ตอบ เหมือนความคิดเห็นที่ 1
ไม่รู้ถูกรึเปล่าเฉลยให้ด้วยนะคับ
หาโจทย์แบบนี้มาให้ทำเยอะๆนะคับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 2 ก.พ. 2550 (21:33) หนูไม่ช้อบเรียนคณิตเลยคะเเต่มันก็ไม่อยากอย่างที่ขิด
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 3 ก.พ. 2550 (15:02) คือ คิดว่าข้อ1. สามารถตอบได้เพียงคำตอบเดียวนะคะ คือข้อAคะเพราะไม่ว่าจะหมุนไปทางไหนก็ไม่สามารถตอบข้อB,C,และDได้อยู่แล้ว
ส่วนข้อ 2. ตอบC คะ
ข้อ 3. ก็ตอบแบบคุณความคิดเห็นที่1 อะคะ :)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 3 ก.พ. 2550 (15:47) ทั้งสองข้อทำได้หมดเลยค่ะ แต่ว่ากิ๊ฟอยากให้เอาแนวข้อสอบคณิตศาสตร์สอบเข้าม.1มาอีก
เยอะๆ จะได้ถือเป็นการอ่านหนังสือไปในตัว จะได้ไม่ต้องเสียเงินซื้อหนังสือเตรียมสอบ
เด็กอ่อนคณิต (IP:203.113.67.40)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 4 ก.พ. 2550 (11:50) 1.ตอบ C ครับ ผมว่าหน้าจะเป็นแนวราบมากกว่านะครับ
2.ตอบ C เหมือนกันครับ
ส่วนข้อ 3 งงอะ
*-* เด็กเทพมาแว่ว*-* (IP:203.113.33.6)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 6 ก.พ. 2550 (14:44) ข้อ 1 ต้องตอบ ข้อ A. เท่านั้นนะ เพราะรูป B. และ C. เป็นรูปเดียวกัน
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 9 ก.พ. 2550 (14:13) ข้อ1. น่าจะ A ไม่น่าเป็น C ได้ เพราะส่วนที่ยื่นมาข้างหน้าต้องอยู่ขวา
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 13 ก.พ. 2550 (17:44) 1.A
2.C
3.งงงงงงงงงง
?????????????????มึนงงมั่กๆไม่เข้าใจโจทย์?????????????ท
ง่ะ-*-
ใครคน1 (IP:203.113.76.71)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 14 ก.พ. 2550 (17:00) ข้อ1)ตอบA
ข้อ2)ตอบC
ส่วนข้อ3จะได้2รูป
คือเราตัดออกมาเค้าไม่ได้บอกว่าต้องนับส่วนใดบ้างเราจึงต้องนับส่วนที่ตัดออกมาทั้งหมด ซึ่งเราจะต้องตัดภาพที่วาดออกอยู่แล้วจึงต้องมีชิ้นส่วนทั้งหมดน้อยที่สุดคือ2ชิ้น
rollick_aum@hotmail.com (IP:202.143.139.215)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 14 ก.พ. 2550 (19:30) ข้อ 1 ตอบ A
ข้อ 2 ตอบ C
ข้อ 3 ตอบ แบบความคิดเห็นที่ 1
funggo/F_u_N_g_G_o@hotmail.com (IP:203.188.43.240)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 17 ก.พ. 2550 (20:18) 1.c
2.c
นิติ Niti_chaitong@hotmail.com (IP:222.123.26.31)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 18 ก.พ. 2550 (15:08) ไม่รู้นะแต่ว่าเคยเล่นพวกแบบนี้มาก่อน
ข้อ 1น่าจะเป็น A จำได้ว่าตอนอยู่อนุบาลเคยเอารูปทรงแบบนี้มาหมุนดูน่ะค่ะ
ข้อ 2 ก็ C
ข้อ 3 ก็เป็นแบบการสะท้อนค่ะ ตอนเด็กๆอ.ก็ให้พักกระดาษบ่อยๆ
คำถามแบบนี้น่าจะขึ้นอยู่กับทักษะการสังเกตในการเรียนรู้ของแต่ละคนนะคะ
จะว่าไม่ต้องเรียนก็ไม่ถูกหรอกค่ะ เพราะถ้าคุณครูไม่สอนให้พักกระดาษ เราคงไม่รู้จักแกนสมมาตรและเรื่องอื่นๆที่เหมือนลูกโซ่ต่อกันไป
การฝีกของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน ต่อให้เหมือนก็ยังได้ความคิดไม่เหมือนกันนะคะ เพราะฉะนั้นการฝีกใช้ได้ในแต่ละคนค่ะ
ใกล้สอบอีกแล้ว... (IP:203.113.45.69)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 18 ก.พ. 2550 (18:09) ข้อหนึ่งนี่ น่าจะตอบ a นะครับ
ส่วนข้อสอง น่าจะตอบ b
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 19 ก.พ. 2550 (10:06) ยากกว่านี้มี่ปะเนี่ยเด็กๆจัง
paen.math@hotmail.com (IP:61.47.110.250)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 21 ก.พ. 2550 (17:34) ข้อ1 ใช่ A ไหม (รู้สึกว่าเราชัวร์ๆอ่ะ)
ข้อ2 ใช่ C ไหม (ไอ้นี่ไม่ค่อยแน่ใจ)
มั้ง.............
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 10 ก.ค. 2550 (18:36) a
c
?
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 10 ก.ค. 2550 (18:39) a c ?
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 25 ธ.ค. 2550 (10:30) 1. a
2. c
3. ??
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 24 ม.ค. 2551 (18:33) a
c
ค่ะ