คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/1139" type="text/javascript"></script>
Extra-dimensions : มิติพิศวงของคนรักฟิสิกส์
อัพเดทเรื่องราวน่าสนใจในโลกของฟิสิกส์ วิทยาศาสตร์ และ วิชาการ อาจรวมถึงเรื่องไร้สาระอื่นๆ ...
คำเตือน ... สำหรับคนที่ไม่ชอบฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์ อ่านแล้วอาจเกิดอาการมึนและเบื่อโลกอย่างแรง ห้ามอ่านเกินวันละสองรอบ
ผู้เขียน: จ้อ ชมแล้ว: 5,474 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 16 January 2007, 5:03 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 29 August 2007, 12:46 pm
อยู่ในส่วน: บันทึกฟรีสไตล์

หน้าที่ 1 - อเมริกาและยุโรปเตรียมตัวหนาวได้ … โลกวิทยาการย้ายมาอยู่เอเชียแล้ว [18 ม.ค. 50]
1393

เชื่อหรือไม่ อินเดียผลิต นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และนักเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ปีละ สองล้านห้าแสนคน (2,500,000 คน) นี่ยังไม่นับนักวิทยาศาสตร์ของจีน เกาหลีใต้ ใต้หวัน ฯลฯ … หรือศตวรรษใหม่นี้ เอเชียจะเป็นศูนย์กลางของวิทยาการ? … แล้วประเทศไทยล่ะ?

สวัสดีทุกท่านที่หลงเข้ามาในบันทึกส่วนตัวของผม … แหะๆ ... ตอนนี้วิชาการดอทคอม เปิดหน้า Blog ให้สำหรับสมาชิกทุกๆคน ให้สมาชิกได้เขียนเรื่องราว “วิชาการ” ในชีวิตประจำวันมาแบ่งปันกัน ตัวผมไม่ถนัดเขียนบันทึกส่วนตัวเท่าไหร่นัก ส่วนหนึ่งต้องโทษตัวเองที่ไม่ค่อยจะมีพรสวรรค์ด้านการเขียนสักเท่าไหร่นัก ก็หวังว่าคนที่หลงเข้ามาคงจะทนอ่านจนจบได้ …

เปิดบันทึกด้วยข่าวชิ้นนี้ในเว็บไซต์ของ BBC - Asia 'may sideline UK scientists' http://news.bbc.co.uk/go/em/fr/-/2/hi/science/nature/6267285.stm

ใครว่าขนาดไม่สำคัญคงไม่จริงซะแล้ว … ด้วยจำนวนประชากรที่มากมายมหาศาลของ จีน และ อินเดีย สิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าเป็นไปได้อาจจะเป็นไปได้ …

ประวัติศาสตร์ของโลกนั้น ตำแหน่งผู้นำวิทยาการของโลกเปลี่ยนมือไปมาหลายครั้งแล้ว จากอียิปต์ ไปเป็นกรีก ไปเป็นโรมัน ไปเป็นอาหรับ อินเดีย จีน ปัจจุบันโลกตะวันตกดูจะเป็นเจ้าแห่งวิทยาการในทุกๆด้าน แต่ตำแหน่งเจ้ายุทธ์ภพนี้อาจจะเปลี่ยนมือภายในศตวรรษนี้ก็ได้ ตอนนี้เหล่าปัญญาชนในยุโรปอังกฤษและอเมริกาเริ่มเห็นแล้วว่าต่อไป ยุโรปและอเมริกาอาจจะไม่ได้เป็นผู้นำด้านวิทยาการของโลกอีกต่อไป เนื่องด้วยนักวิทยาศาสตร์และนักเทคโนโลยีชั้นนำของโลกในสาขาต่างๆ ที่มีเชื้อสายเอเชีย เริ่มมีจำนวนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ในเกาหลีใต้ จีน อินเดีย และใต้หวัน (ไม่นับญี่ปุ่น) อ้างอิงจากคำพูดของ UK think-tank Demos

“China, India and South Korea were "innovation hotspots" and were shifting research dominance from west to east”

ในฐานะนักฟิสิกส์ผมขอวิจารณ์แต่เฉพาะด้านฟิสิกส์ก็แล้วกันนะครับ ความสามารถของนักฟิสิกส์ จาก อินเดีย และ จีน เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ผลงานของนักคิดในศตวรรษที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น Barbar, S. Chandrasekhar, C.N. Yang, T.D. Lee ฯลฯ เป็นเครื่องการันตีได้อย่างดี ถึงแม้ว่าในอดีตนักวิทยาศาสตร์เก่งๆ ของจีนและอินเดียจะไปทำงานในยุโรปและอเมริกา (ปัจจุบันอาจารย์เก่งๆในมหาวิทยาลัยของอเมริกาเป็นจีนกับแขกเสียกว่าครึ่งละมั้ง)

แต่ปัจจุบันด้วยเศรษฐกิจของจีนและอินเดียที่เข้มแข็งขึ้นทุกวันๆ นักฟิสิกส์รุ่นใหม่เริ่มจะกลับมาทำงานที่บ้านเกิดเมืองนอนของตน รัฐบาลจีนได้อนุมัติเงินจำนวนมหาศาลเพื่อพัฒนาวิทยาศาสตร์ ส่วนอินเดียที่เดิมมีศูนย์ฟิสิกส์ระดับโลกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Tata Institute of Fundamental Research (TIFR) ซึ่งปัจจุบันเป็นแหล่งผลิตนักฟิสิกส์ทฤษฎีชั้นยอดป้อนเข้าสู่ตลาดยุโรปและอเมริกา ศูนย์วิจัยทำนองนี้กำลังจะเปิดตัวเพิ่มมากขึ้น และผลิตนักวิทยาศาสตร์ชั้นยอดเพิ่มมากขึ้นอีกในอนาคต แน่นอนจีนและอินเดียมีประชากรมากมาย (ทั้งสองติดอันดับ 1 และ 2 ของประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก) คนที่มีคุณภาพคือทรัพยากรที่มีค่า

>
1395
Tata Institute for Fundamental Research เมือง Mumbai ประเทศอินเดีย


และอีกประเทศที่ตาม อินเดียและจีนมาติดๆ คือเกาหลีใต้ การเติบโตทางอุตสาหกรรมรมของประเทศนี้ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาทำให้รัฐบาลมีกำลังสนับสนุนงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐานมากขึ้น ปัจจุบันเกาหลีใต้มีนักฟิสิกส์ชั้นนำของโลกหลายคนเลยทีเดียว …

เพื่อนบ้านเรากำลังมาแรง … แล้วประเทศไทยล่ะ? …

การที่ไทยจะไปแข่งกับอินเดียหรือจีนนั้นดูจะเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้ามองว่านี้เป็นโอกาสที่เราควรฉกฉวยไว้ก็จะดีไม่น้อย จริงๆแล้วนักฟิสิกส์ของไทยก็มีการแลกเปลี่ยนกับทั้งจีนและอินเดียมาบ้างแล้ว โดยเฉพาะที่กลุ่มวิจัยของผมที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตลอดปีที่ผ่านมาผมใช้ความพยายามอย่างหนักในการสร้างเครือข่ายกับนักฟิสิกส์จีน ซึ่งในปีนี้เราสามารถสร้าง Bangkok-Beijing-Shanghai Network on High-Energy Physics and Cosmology ได้เป็นผลสำเร็จ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ และทำงานวิจัยร่วมกันในอนาคต โดยอาจารย์จากเซียงไฮ จะเดินทางมาที่จุฬาเดือนหน้านี้เพื่อเล็กเชอร์ และปรึกษางานวิจัยร่วมกัน และเรากำลังจะทำแบบเดียวกันกับศูนย์วิจัยในอินเดียและเกาหลีในอนาคต เมื่ออ่านข่าวนี้ใน BBC เลยทำให้คิดว่าผมเดินมาถูกทางแล้ว …เฮ้!!

มีข่าวแว่วๆมาเหมือนกันว่า เครื่องเร่งอนุภาคอันใหม่อาจจะมาตั้งอยู่ที่เมืองจีน ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ฟิสิกส์ในเอเชียคงจะบูมกว่านี้เยอะ หน้าที่ของนักฟิสิกส์และอาจารย์อย่างผมก็คือ เตรียมคนของเราให้พร้อม เมื่อถึงตอนนั้นวงการวิทยาศาสตร์ไทยจะได้ใช้ประโยชน์ความบูมของจีนและอินเดียได้อย่างเต็มที่ … Let hope for the best …

3-D map ของสสารมืด …

ข่าวน่าสนใจอีกข่าวในวงการฟิสิกส์คือภาพ 3 มิติของสารมืดจากกล้องโทรทัศน์ฮับเบิล ที่พึ่งจะเผยแพร่มาเมื่อเร็วๆนี้

หลายคงคงจะทราบกันดีอยู่แล้ว แต่อีกหลายๆคนคงจะยังไม่ทราบว่า ความรู้ที่นักวิทยาศาสตร์มีเกี่ยวกับจักรวาลของเรานั้นมันน้อยนิดเหลือเกิน เกือบไม่ถึง 5% ของเอกภพ ถ้านับตามมวลสารและพลังงานที่เรารู้จัก

ความรุ้ฟิสิกส์ในปัจจุบันนั้นสสาร (อันได้แก่อะตอม และอนุภาคที่รวมกันอยุ่ในกาแล็กซีต่างๆ) และพลังงาน (อันได้แก่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในเอกภพ) ที่เรารู้จักนั้น คิดเป็น 5% ของสสารและพลังงานทั้งหมดที่เอกภพมี ส่วนอีก 75% นั้นอธิบายได้ดังแผนภาพข้างล่าง
1399


70% ของพลังงานในเอกภพเป็นพลังงานที่ผลักให้เอกภพขยายตัวออกด้วยความเร่ง ซึ่งนักฟิสิกส์ไม่ทราบว่ามันคืออะไร เราเรียกมันว่าพลังงานมืด หรือ Dark Energy

ส่วนที่เหลืออีก 25 % อยู่ในรูปของมวลสารซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรอีกนั่นแหละ เราเลยเรียกมันว่า Dark matter หรือ สสารมืด ... วันนี้เรามาพูดถึงสสารมืดกันซักหน่อยก็แล้วกัน

ทฤษฎีสสารมืดตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะอธิบายปรากฏการณ์ที่กาแล็กซีต่างๆมีมวลสารอยู่น้อยกว่าที่ควรจะเป็นมาก นักดาราศาสตร์มีวิธีที่จะวัดมวลของกาแล็กซี่ต่างๆได้ 2 วิธี คือ หนึ่งสังเกตการณ์เคลื่อนที่ของวัตถุนั้นแล้วคำนวณหามวลสารโดยอาศัยกฎแรงโน้มถ่วงของนิวตัน และ สองโดยการนับจำนวนดาวฤกษ์ที่มีอยู่ในกาแล็กซีและสังเกตความสว่างของดาวแต่ละดวง แล้วคำนวณหามวลสารโดยใช้ทฤษฎีการวิวัฒนาการของดวงดาว

ปัญหามีอยู่ว่ามวลสารที่วัดได้โดยวิธีที่สองมีค่า ”น้อยกว่า” มวลสารที่วัดได้ด้วยวิธีแรกมากมาย นักดาราศาสตร์จึงตั้งสมมุติฐานว่าน่าจะมีมวลสารลึกลับซ่อนอยู่อีกเป็นจำนวนมหาศาลซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้จากกล้องโทรทัศน์ สสารดังกล่าวสามารถที่จะมีแรงดึงดูดระหว่างมวลกับอนุภาคอื่นได้ แต่ไม่สามารถที่จะดูดกลืนหรือปล่อยปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ ทำอันตรกริยากับอนุภาคอื่นได้ จึงเป็นที่มาของทฤษฎีสสารมืด หรือ Dark matter

นักฟิสิกส์เชื่อว่าสสารมืดเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของเอกภพ และมีส่วนอย่างอย่างมากในการทำให้เกิดกาแล็กซี่ต่างๆเกิดขึ้น ในทางทฤษฎีเชื่อว่าในขณะที่เอกภพยังมีอายุไม่มากนัก สสารมืดจะช่วยดึงดูดให้กลุ่มก๊าซต่างๆมารวมตัวกันและวิวัฒนาการเป็นกลุ่มกาแล็กซีต่างๆอย่างเช่นที่เห็นกันในปัจจุบันนี้

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมงาน COSMOS ได้ใช้กล้องสำรวจอวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) และอุปกรณ์ภาคพื้นดินในการสร้างแผนที่ที่ระบุตำแหน่งของสสารมืดใน 3 มิติ ทีมวิจัยสามารถระบุตำแหน่งของสสารมืดโดยใช้หลักการที่ว่าการเดินทางของแสงจากกาแลกซี่อันห่างไกลจะเบนไปจากทิศทางเดิมเนื่องด้วยการบิดเบี้ยวของ space-time รอบ ๆ สสารมืด ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า gravitational lensing ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดได้ในหน้าข่าววิชาการที่ "เอกพงษ์" โพสต์เอาไว้ http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=67108


1326


ที่น่าสนใจในข่าวนี้ก็คือ สสารมืดดูจะกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอในอดีตมากกว่าที่มันเป็นอยู่ในปัจจุบัน อย่างในรูปข้างบนเป็นภาพแสดงการกระจายของสสารมืด (Dark Matter) กินช่วงเวลาระหว่าง 6.5 พันล้านปีที่แล้ว ถึว 3.5 ล้านปีที่แล้ว จากด้านขวาไปซ้าย (ยิ่งไปทางด้านขวามากก็ยิ่งเป็นเวลาในอดีตมากขึ้นเท่านั้นเอง) ภาพนี้ไม่ได้แสดงครอบคลุมทั้งท้องฟ้า แต่ครอบคลุมเพียงแค่มุมสององศาของท้องฟ้า ซึ่งจากภาพเราจะเห็นว่าในอดีต (ด้านขวาของภาพ) สสารมืดมีการกระจายค่อนข้างจะสม่ำเสมอกว่าในเวลาถัดมา (ด้านซ้ายของภาพ)

สำหรับน้องๆ ที่หลงเข้ามาอ่านจนถึงบรรทัดนี้อาจจสงสัยว่า gravitational lensing นี่คืออะไรกันแน่ ... อธิบายอย่างสั้นๆก็คือการเลี้ยวเบนของแสงจากวัตถุมีมวล เนื่องจากความโค้งของ spacetime เป็นผลของทฤษฎีสัมพัทธ์ภาพล้วนๆ ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่มีประโยชน์อย่างมากในทางดาราศาสตร์ นักดาราศาสตร์สามารถหามวลของวัตถุใหญ่ๆบนท้องฟ้าเช่นกาแล็กซี่ได้โดยอาศัยปรากฎการณ์นี้ รูปข้างล่างเป็นตัวอย่างของปรากฎการณ์นี้
1400

อย่างในรูป จะเห็นภาพเสมือนของกาแล็กซี่ทั้งสีฟ้า และสีเหลือง กระจายเป็นวงอยู่ ผมเองก็มองไม่ออกเหมือนกันว่าอันไหนเป็นภาพจริง อันไหนเป็นภาพเสมือนที่เกิดจาก gravitational lensing
1401



ในรูปข่างล่าง ลูกศรสีขาวแสดงทิศทางการเคลื่อนที่จริงๆของแสงที่ถูกเบนด้วยแรงโน้มถ่วง ส่วนสีส้มแสดงเส้นทางของแสงที่ผู้สังเกตุบนโลกคิดว่าแสงเดินทาง ตำแหน่งที่เห็นภาพจึงไม่ใช่ตำแหน่งของกาแล็กซี่นั้นจริง

ปรากฎการณ์นี้นักดาราศาสตร์ใช้พิสูจน์การมีอยู่ของสสารมืดได้ด้วย

1443


เอาไว้วันหลังเราคงจะมีโอกาสคุยกันเรื่องนี้ต่อ สำหรับวันนี้เป็นบันทึกหน้าแรก พอแค่นี้ก่อนดีกว่า ... อิอิ


1402



หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 13 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 18 ม.ค. 2550 (21:30)
ขอถามหน่อยค้าบ คือว่า ถ้าหากเรารับแสงจากปรากฏการณ์ gravitational lensing มาแล้วอะคับ

แล้ว เจ้าแสงชุดนั้นน่ะ มันจะแตกต่างจาก แสง ที่เรารับจากต้นกำเนิดตรงๆ เลยรึปล่าวครับ

หรือว่า พวก ความถี่ อะไรแบบนี้ มันจะเปลี่ยนไป
neverheal เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 498 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 214 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 18 ม.ค. 2550 (23:54)
โดยทางทฤษฎีแล้วผลของแรงโน้มถ่วงสามารถทำให้ความถี่ของแสงเปลี่ยนได้ครับ แสงที่เคลื่อนที่ผ่านบริเวณที่มีความหนาแน่นมวลสารมากก็จะเกิด red-shift คือความถี่ลดลง ในลักษณะเดียวกัน แสงที่เคลื่อนที่ผ่านบริเวณที่มีความหนาแน่นมวลสารน้อยก็จะมีความถี่มากกว่า ดังนั้นถ้าแสงวิ่งผ่านมวลขนาดใหญ่พอ ก็อาจจะเห็นความถี่ที่เปลี่ยนแปลงนี้ได้

อย่างไรก็ตามในกรณีของ Gravitational lensing จากกาแล็กซี่ ผลดังกล่าวอาจจะน้อยมากๆ ความถี่ของแสงที่หักเหไม่ควรจะเปลี่ยนมากนักจนมีนัยสำคัญ อันนี้ผมไม่ค่อยแน่ใจนัก คงต้องเช็คข้อมูลอีกทีหนึ่งถ้ามีเวลาครับ
จ้อ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1406 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 238 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 19 ม.ค. 2550 (15:46)
Very nice, I like the China-Thailand network. Maybe we can extend to Japan and Taiwan as well.
bj (IP:209.234.66.97)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 19 ม.ค. 2550 (23:37)
ขณะนี้ทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี สาขาฟิสิกส์ ด้านฟิสิกส์นิวเคลียร์และอนุภาค ก็มีความร่วมมือกับนักฟิสิกส์ของจีนเช่นเดียวกัน โดยมีการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและนักวิจัยไปศึกษาในศูนย์วิจัยของจีน
กฤษดา (IP:203.158.4.151)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 22 ม.ค. 2550 (15:39)
Hello bj เมื่อไหร่จะกลับเมืองไทยครับ แล้วไม่สนใจถ่ายทอดประสบการณ์ผ่าน Blog บ้างหรือ ...

ม.สุรนารี ไม่เพียงแต่จะมีความร่วมมือกับนักฟิสิกส์จีนแล้ว ยังมีอาจารย์ชาวจีนด้วย (อาจารย์ Yupeng Yan) ผมเคยพบท่านครั้งสองครั้งแต่ไม่เคยคุยกันเป็นการส่วนตัว เข้าใจว่าอาจารย์สนใจทางด้าน Quark-Gluon plasma และทำวิจัยร่วมกับอาจารย์รุ่นพี่ของผมคือ อาจารย์ ชิโนรัตน์ (รุ่นพี่หลายปีอยู่) ...

การร่วมมือกับต่างประเทศเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่จำเป็นสำหรับการสร้างงานวิจัยในประเทศไทย แต่ที่จำเป็นอีกอย่างหนึ่งคือความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยในประเทศด้วยกันเอง ซึ่งจะว่าไปแล้วอาจจะสำคัญมากกว่าเสียด้วยซ้ำ แต่ดูเหมือนว่าจำนวนนักฟิสิกส์ในเมืองไทยบางสาขา โดยเฉพาะสาขา High-Energy และ Cosmology จะร่วมมือกันยากซะหน่อย เหตุผลก็เพราะ 1 มีจำนวนน้อย 2 อยู่ไกลกัน 3 ทำงานที่ไม่เกี่ยวข้องกันเท่าไหร่นัก ... เท่าที่คิดออกมีเท่านี้

อาจจะเป็นการดีถ้าในอนาคต กลุ่มวิจัยในมหาวิทยาลัยเมืองไทยจะคุยกันมากขึ้น ถึงแม้จะทำงานคนละเรื่อง แต่ก็สามารถเรียนรู้ร่วมกันได้ เช่น อาจจะจัดอบรมนักเรียนเป็นคอร์สสั้นๆ ร่วมกัน หรือ อะไรทำนองนี้ ...
จ้อ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1406 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 238 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 31 ม.ค. 2550 (00:50)
I wonder if this 1, 2-loop results depend on SUSY scenario? I understand that the loop corrections between fermions, gauge bosons and the inflaton are the main contribution in this work of Bua. My question is whether these interactions depend on UV physics such as SUSY scenarios or not.
Must be extremely kool to work with Weinberg or t'Hooft!!
bj (IP:209.234.66.97)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 31 ม.ค. 2550 (10:28)
Hi Bj

นิสิตในห้องสัมมนาถามคำถามเกี่ยวกับ Supersymmetry เหมือนกัน แต่รู้สึกว่า บัว จะไม่ได้พิจารณาตรงจุดนี้ ผมเองมี 2-3 จุดที่สงสัยอยู่เหมือนกัน

1) ในงานของบัว เขาพิจารณา Propagator ของ fermion และ gauge boson เป็นหลัก ซึ่งโดยหลักการแล้วก็น่าจะใช้ได้กับทุกๆ fermion และ Gauge field ดังนั้นถ้ามี supersymetry ในช่วง inflation Quantum correction ของพวก superpartner ต่างๆก็ยัง อาจจะ ยังให้ scale invariant power spectrum (ความเห็นส่วนตัวล้วนๆ)

ถ้าผลในงานวิจัยนี้ Universal สำหรับทุกๆ fermion และ gauge boson ผลลัพท์ก็อาจจะไม่ขึ้นกับ SUSY scenario อย่างไรก็ตามงานของบัวและWeinberg ยังไม่ได้ศึกษาอนุภาคที่มีสปิน 3/2

2) ผมคิดว่าเราน่าจะ assume ว่า SUSY break ก่อนที่จะเกิด Inflation อย่างน้อยเราก็ต้องการ vacuum energy ของ inflaton ที่ไม่เป็นศูนย์เพื่อให้เอกภพขยายตัวด้วยความเร่งได้ (Bj ช่วยแก้ทีถ้าผมเข้าใจผิด) ผมไม่ค่อยแน่ใจว่า ในกรณีที่ SUSY spontaneously broken ไปแล้ว พวก quantum correction จะปรากฏอยู่ในลักษณะไหน? … ไม่เคยศึกษามาก่อน แหะๆๆ

3) ผลของ UV physics อีกอันหนึ่งที่ผมสนใจคือ พวก Planck scale effect อย่างใช่น noncommutativity ของ space-time ว่าจะมีผลหรือไม่อย่างไร กับ Quantum correction ของ Fermion และ Gauge boson พวกนี้

แต่การคำนวณ non-commutative field theory บน Cosmological Background คงจะไม่ง่ายนัก และที่สำคัญงานของ Weinberg ใช้ In-In formalism ซึ่งเป็นเทคนิคของ QFT ที่ผมไม่เคยใช้มาก่อน และไม่แน่ใจว่ามีคนนำมาใช้ในกรณีที่มี noncommutivity
จ้อ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1406 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 238 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 31 ม.ค. 2550 (13:47)
งานของบัว...

Quantum Cosmological Correlations in an Inflating Universe: Can fermion and gauge fields loops give a scale free spectrum?

http://arxiv.org/abs/hep-th/0611352
Siranan เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 10 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 151 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 31 ม.ค. 2550 (15:23)
Yes indeed Jor. SUSY will induce gravitino, at least one gaugino per one gauge boson, and one sfermion(scalar, not considered yet) per one fermion. So the question is after we count all fermions including superpartners such as gauginos, and additional scalars(sfermions), add their loop contributions together, how large it's gonna be. Naively, this would make the results larger to about at most one order of magnitude(say we have 10 SUSY fermions and scalars) of the original results.
Now that might be ok, provided we do not take into account the MASS those particles have after SUSY breaking. Im not sure to what more order of magnitude it could get larger once we consider the mass of the particles. It also depends on what the current constraints on the loop contributions so that scale independent fluctuations remain valid.
I will have to find time to actually study this reheating problem, as well as the whole inflation scenario, so ignorant of it at the moment. :D
bj (IP:209.234.66.97)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 31 ม.ค. 2550 (15:23)
Hi Siranan ขอบใจสำหรับลิงก์ข้างบน และ ต้อนรับสมาชิกใหม่

หลังจากคิดไปคิดมา ก็เลยคิดได้อีกความคิดหนึ่งก็คือ ใน Paper ยังไม่ได้เช็ค Gravitino ซึ่งมี spin 3/2 และถ้าสามารถเช็คได้ว่า Spin 3/2 สามารถให้ scale invariant spectrum ใน CMB ได้หรือไม่ก็จะน่าสนใจมาก เพราะถ้าสามารถเกิดได้ ก็แสดงว่า สามารถมี gravitino ในช่วง Inflation ได้ แต่ถ้าไม่ก็อาจแสดงว่า ไม่น่าจะมี SUSY ที่ระดับ Inflation scale

แต่อย่างไรก็ตาม ความคิดนี้ค่อนข้างจะซื่อๆไปหน่อย และ อีกอย่างจะ Quantize spin 3/2 particle คงไม่ใช่เรื่องสนุกแน่ๆ … ผมทำไม่เป็นคนหนึ่งล่ะ
จ้อ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1406 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 238 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 31 ม.ค. 2550 (15:28)
Just quick comment on spin-3/2 calculation. Not that I have done it, but I think using veinbein, the calculation can be done at 1-loop, tedious but doable. The problem is not the calculation of Feynman diagram involving spin-3/2, but just that we are not sure the sum to every order would be finite or not. So far, supergravity was proved finite up to 2 loop level. So, 1-loop calculation can be done, even though we cannot prove its renormalizability to every order.
bj (IP:209.234.66.97)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 31 ม.ค. 2550 (15:33)
...
จ้อ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1406 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 238 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 17 เม.ย. 2550 (02:16)
7041
ดูภาพแล้วคิดถึง Adriatico Guest House จริงๆ :)
Siranan เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 10 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 151 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


จ้อ
(อรรถกฤต ฉัตรภูติ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 15,986 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 7 ปี
แบ่งปันความรู้ 1,406 ครั้ง
ได้รับดาว 238 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ Extra-dimensions : มิติพิศวงของคนรักฟิสิกส์ [5,475]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [521,520]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [372,740]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [288,796]
Global Warming { English } [119,862]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.