<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/115" type="text/javascript"></script> |
|
วิวัฒนาการของดาวฤกษ์ ตอนที่ ๓
เมื่อดาวบนฟ้าใกล้ถึงคราวดับสูญ อธิบายกลไกการดับสลายของดวงดาว
post ครั้งแรก: Tue 15 January 2002, 10:43 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 15 January 2002, 10:43 pm
|

(ภาพที่ ๓๑) The Starry Night โดย Van Goh ในปี คศ 1889 สงวนลิขสิทธิ์ โดย The Museum of Modern Art, New York
แวนโกะวาดภาพนี้ในปี คศ 1889 เมื่อพำนักอยู่ที่สถานพักฟื้นผู้ป่วยโรคจิตที่เซนต์เรมี่ ในตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส เขาเขียนจดหมายไปหาน้องชายชื่อ ธีโอ ว่า "เมื่อเช้ามืดวันนี้ ก่อนตะวันขึ้นนานอยู่ ฉันมองออกนอกหน้าต่างไป ไม่เห็นอะไรเลย นอกจาก ดาวรุ่ง ที่ดูดวงใหญ่ยิ่งนัก" "ดาวรุ่ง" ที่เขากล่าวถึงคือ ดาวศุกร์ น่าจะเป็นดาวดวงใหญ่พะยิบพะยาบด้วยแสงสีขาว ที่อยู่ตรงกลางค่อนไปด้านซ้ายในภาพวาดของเขา แวนโกะ ไม่ได้นอนถึงสามคืนติดๆกัน เพื่อวาดภาพนี้ ที่มองเห็นจากหน้าต่างของเขา เพราะว่า ตามความเห็นของเขาแล้ว "ยามคืน เป็นเวลาที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งชีวิต และมีสีสันตระการตาไปยิ่งกว่ายามวันเป็นยิ่งนัก"
แต่แวนโกะไม่ได้เพียงแค่บันทึกวิวจากหน้าต่างที่เขามองเห็น ยอดแหลมจากอาคารสีดำ แสดงถึงหลังคาโบสถ์ยอดแหลมที่มีอยู่ทั่วไปในฮอลแลนด์ บ้านเกิดของเขา จินตภาพในนี้ มาจากจินตนาการของเขา ที่แสดงถึงความตระการตา และความน่าสะพรึงกลัวในอำนาจของฟ้ายามค่ำ ในขณะที่ศิลปินส่วนใหญ่ จะแสดงภาพความสงบสันติยามค่ำคืน ภาพของแวนโกะกลับเปี่ยมไปด้วยพลัง ที่เขาแสดงออกด้วยเส้นพู่กันสบัดกวัดแกว่งไปทั่ว ราวกับท้องฟ้ากำลังครืนครั่นสั่นสะท้านไปด้วยพลังอันไม่รู้จักหมดสิ้น
พลังอันคักคึกฮึกโหมแห่งจักรวาลช่างขัดกันกับความสงบราบรื่นของหมู่บ้านในหุบเขา ที่ชาวบ้านกำลังหลับนอนด้วยความสงบ แนวต้นไซปรัส(หลังภูเขาในภาพ)เป็นสัญญลักษณ์ของป่าช้า หรือความตาย ที่เขาวาดให้ดูเหมือนเปลวไฟเชื่อมต่อระหว่างแผ่นดินกับสรวงสวรรค์ สำหรับแวนโกะแล้ว ความตายหาใช่ความร้ายกาจน่าสะพรึงกลัวไม่ หากเป็นหนทางสู่สรวงสวรรค์นั่นเอง
"... มองดูดาวครั้งใด มักทำให้ฉันฝันไฝ่ไปเรื่อย... ฉันมักถามตัวเองเสมอว่า ทำอย่างไรนะ ฉันถึงจะได้เดินทางไปยังจุดขาวพราวพร่างกลางฟ้ามืด อย่างนี้ได้ง่ายๆ เหมือนเราเดินทางไปหาจุดดำบนแผนที่ประเทศฝรั่งเศสได้ไม่ยาก เช่นด้วยการจับรถไฟไปเมืองทาราซอน หรือ โรน เราก็น่าจะขี่ความตายไปหาดวงดาวได้เช่นกัน"
แวนโกะ ป่วยด้วยโรคภัยหลายอย่าง จึงเข้าไปรับการรักษาที่สถานพักฟื้นผู้ป่วยโรคจิตที่ เซนต์ เรมี่ เขาพบจุดจบด้วยการปลิดชีวิตตัวเองในปี คศ ๑๘๙๐ ก่อนหน้าที่เขาตายเจ็ดสิบวัน แวนโกะ วาดภาพไว้ เจ็ดสิบภาพ เขาสั่งน้องชายไว้ว่า "ฉันขอตายในขณะที่ยังมีไฟแรง ดีกว่ารอให้เบื่อตาย" ขณะที่เขานอนรอความตายอยู่ ก็บอกน้องว่า ให้ปล่อยให้เขาตาย ความพยายามที่จะพยุงชีวิตของเขาจะเป็นการไร้ประโยชน์ เพราะไม่เช่นนั้น "ความทุกข์ระทมจะไม่มีวันจบเสียที"
(จากข้อเขียนของ Kirk Varnedoe แห่ง The Museum of Modern Art, New York http://www.moma.org/docs/collection/paintsculpt/c58.htm)
ดวงดาวที่เราเห็นพราวพร่างดูเย็นตานั้น ที่แท้แล้วมีวิถีชีวิตที่พลุ่งพล่านไปด้วยพลังงานมหาศาล ท้องฟ้าหรืออวกาศที่เราเห็นมีแต่ความดำมืด กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยมวลสารต่างๆ หมุนวนสับเปลี่ยนกันไปไม่สิ้นสุด ในวงจรชีวิตของดวงดาว ที่เราเองก็ตกอยู่ใต้อิทธิพลของมันอย่างไม่มีวันหลุดพ้นไปได้ ความเป็นไปในจักรวาล เกี่ยวพันกับตัวเราอย่างมากมาย จะกล่าวว่าเชื้อชีวิตของเรามาจากดวงดาวอันไกลโพ้นนั้น ก็จะไม่เกินความจริงไปมากนัก หากจะเห็นถึงความเกี่ยวเนื่องนี้ ก็ต้องมาดูวิถีชีวิตตลอดทั้งวงจรของดวงดาว เราได้ติดตามความเป็นไปในจักรวาล อันเป็นการก่อกำเนิดของดวงดาวมาแล้ว ก็ขอเชิญติดตามอ่านตอนต่อไป อันเป็นหนทางสู่จุดดับของดวงดาว ได้แล้วค่ะ ...


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |