<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/115" type="text/javascript"></script> |
|
วิวัฒนาการของดาวฤกษ์ ตอนที่ ๓
เมื่อดาวบนฟ้าใกล้ถึงคราวดับสูญ อธิบายกลไกการดับสลายของดวงดาว
post ครั้งแรก: Tue 15 January 2002, 10:43 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 15 January 2002, 10:43 pm
|
๓ ช่วงกลับคืนสู่เสถียรภาพ ที่มาจากความรุนแรง
การระเบิดของฮีเลียม (Helium Flash)
เฉพาะดาวที่มีมวลน้อย คือประมาณขนาดพอๆกับดวงอาทิตย์ก็เริ่มจะมีความยุ่งยากเกิดขึ้น เพราะว่าเมื่อแกนกลางหดตัวลงไปเรื่อยๆนั้น พอมันอัดตัวกันไปจนความหนาแน่นมีสูงมาก กว่าจะได้อุณหภูมิสูงพอที่จะก่อปฏิกิริยานิวเคลียร์ของฮีเลียม จนความหนาแน่นเกิน 105 กรัม/cm3 คือปริมาตร 1 ลูกบาศก์เซ็นติเมตร จะหนักเกินกว่าหนึ่งพันกิโลกรัมก็อัดไม่เข้าเสียแล้ว ด้วยเหตุที่ในแกนกลางนั้นยังมีอีเลคตรอนอิสระอยู่เป็นจำนวนมาก โดยปกติแล้วอีเลคตรอนจะโคจรไปรอบนิวเคลียส แต่จะอยู่ห่างจากนิวเคลียสเป็นระยะทางที่แน่นอน ตามแต่ว่าจะมีพลังงานมากเท่าไร หากมีพลังงานมากก็จะอยู่ห่างออกไปมาก หรือมีระดับเพดานโคจรสูง ถ้ามีพลังงานต่ำก็อยู่เพดานต่ำ หากในแต่ละระดับเพดานโคจรนี้ อีเลคตรอนจะแออัดยัดเยียดกันเข้าไปตามใจชอบไม่ได้ ไม่งั้นจะชนกันแหลก เพราะที่อยู่ของอีเลคตรอนจะเป็นเหมือนฟองหุ้มรอบนิวเคลียส ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในระนาบเดียว ขอแต่ให้มีรัศมีถาวร มันจะเคลื่อนไปส่วนไหนบนรัศมีโคจรนั้นก็ได้
ในแต่ละระดับเพดานรัศมีโคจรจึงจะมีอีเลคตรอนที่หมุนไปคนละทางอยู่ได้อย่างละตัวเท่านั้น อีเลคตรอน ก็เกียจคร้านได้ไม่แพ้คน หากเลือกได้มันก็จะเลือกอยู่ชั้นล่างๆ ที่ไม่ต้องใช้พลังงานมาก แต่เมื่อมันอยู่ในความกดดันสูง เป็นสภาพที่อีเลคตรอน ถูกเบียดเสียดยัดเยียดกันมากๆเข้า ต่างก็ต้องหาที่ลง ชั้นล่างๆก็ถูกแย่งกันจอดไปหมดแล้ว เหมือนกับในสนามจอดรถ ในวันที่ห้างใหญ่มีการลดแหลกแจกแถม ตัวที่มาทีหลัง ก็ต้องไปจอดห่างไกลจากศูนย์กลางออกไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็เหลือแต่ชั้นที่ไกลมาก จนไม่มีอีเลคตรอนตัวไหนมีปัญญาไต่ไปถึง ก็ถือว่าที่จอดรถเต็มหมดแล้วไม่มีที่ว่างแล้ว ต่อให้บีบเข้ามาอีก ก็ไม่พอลุ้นให้อีเลคตรอนไต่ขึ้นชั้นไปได้
![]() |
| (ภาพที่ ๔๙) สภาพที่อนุภาคในที่แออัดมากๆ ทำตัวเหมือนกับรถแย่งที่จอดกันในที่จอดรถ ต่างก็แย่งกันจอดที่ใกล้ๆจะได้ไม่ต้องเปลืองแรงเดินมาก แต่ที่จอดมีจำกัดมีเท่าไหร่ก็จอดได้แค่นั้น สำหรับอีเลคตรอนแล้วนี่เป็นกฎทางควอนตัมฟิสิกส์ขั้นพื้นฐาน ที่อนุภาคเช่น อีเลคตรอน โปรตอน ฯลฯ ต้องปฏิบัติตาม ภาพโดยศูนย์กล้องเอ็กสเรย์จันดรา แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด |
สภาพเช่นนี้ เรียกว่าเป็นไปตามหลักทางควอนตั้มฟิสิกส์ที่เรียกว่า Pauli Exclusion Principle โดย Wolfgang Pauli นักฟิสิกส์ชาวออสเตรียผู้ค้นพบว่าอนุภาค เฟอร์มีออน (คืออนุภาคที่เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ ไม่ออกนอกคอกไปจากความคาดหมายทางทฤษฎีของคุณปู่พอลลี่ เช่น อีเลคตรอน โปรตอน นิวตรอน พวกนี้เป็นต้น) ไม่สามารถอยู่ในภาวะทางควอนตัมเดียวกันได้ ภาวะทางควอนตัมต่างๆคือ ตำแหน่งหรือระดับพลังงาน โมเมนตัม มวล และการหมุน เมื่ออีเลคตรอนสองตัวมาอยู่ในระดับเพดานโคจรเดียวกัน มีพลังงานคือโมเมนตัมเท่ากันมวลเท่ากัน จะต้องหมุนไปคนละทิศเท่านั้น จึงจะอยู่ร่วมระดับเพดานวงโคจรเดียวกันได้ เมื่อที่ว่างทั้งหลายถูกครองหมดแล้ว อีเลคตรอนไปไหนไม่ได้ สภาพเช่นนี้เรียกว่า degeneracy ถ้าอนุภาคที่อยู่ในสภาพเช่นนี้คืออีเลคตรอนแล้วก็เรียกว่า เป็นสภาพของ electron degeneracy
![]() |
| (ภาพที่ ๕๐) ภาวะปกติที่อีเลคตรอนยังมีที่เหลือเฟือ โดยเฉพาะที่ว่างในระดับพลังงานต่ำ ซึ่งต่างกับภาวะ degeneracy ของอีเลคตรอน ที่ชั้นล่างๆถูกครองไปหมดแล้ว ภาพโดย Dr. Nick Strobel |
ก๊าซที่มีสภาพ degenerate นี้ จะไม่เหลือคุณสมบัติของก๊าซอีกแล้ว คือจะมีปริมาตรคงที่ไม่หดตัวลงอีก ไม่ว่าจะบีบลงอย่างไร เมื่อร้อนขึ้นก็ไม่ขยายตัวออก คือมันทำตัวเหมือนโลหะแข็งปึ้ก แม้อุณหภูมิจะสูงขึ้นอย่างไร แรงกดดันก็ไม่เพิ่มขึ้น และไม่ขยายตัวเพิ่มขึ้น จะเพิ่มได้ก็แต่จำนวนพลังงานเท่านั้น
จากภาพที่ ๔๙ และ ๕๐ จะเห็นว่าโอกาสเดียวที่อีเลคตรอนที่อยู่สะเปะสะปะรอบนอก จะสามารถอัดแน่นเรียงตัวเข้ามาอีกได้ ก็ต้องได้รับพลังงานเพิ่มขึ้น ให้มีปัญญาไต่ระดับพลังงาน ขึ้นไปอยู่ห่างจากนิวเคลียสมากๆได้ แหล่งพลังงานนี้จะมีมาได้ก็แต่จากแรงดึงดูดที่จะมีเพิ่มมาได้จากมวลที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น จึงปรากฏว่าในสภาพ degenerate นี้ ยิ่งมีมวลมากขึ้น ขนาดของดาวจะเล็กลงไปอีก ซึ่งขัดกับความเข้าใจตามธรรมชาติของเรา โดยปกติถ้าอะไรที่มีมวลเพิ่มขึ้นมันก็จะใหญ่ขึ้น แต่ในแกนกลางของดาวเช่นนี้ มันไม่ได้มีสภาพไปตามธรรมดาเสียแล้ว มวลที่เพิ่มมากขึ้นก็จะไปเพิ่มแรงอัดให้อนุภาคยัดเยียดเข้าไปอีก ผลก็คือไปเสริมกำลังพลังงานกับอีเลคตรอน จากที่ท่องเที่ยวเป็นอิสระ ให้บีบตัวเข้ามาในเนื้อที่น้อยลง ที่ว่างระหว่างอนุภาคก็หดลงไปมาก ปริมาตรรวมจึงน้อยลงเมื่อมวลเพิ่มขึ้น ไม่ใช่เป็นอนุภาคสะเปะสะปะเหมือนในก๊าซธรรมดา ที่ปริมาตรส่วนใหญ่ก็มีแต่ความว่างเปล่าระหว่างอนุภาคเท่านั้นเอง
![]() |
| (ภาพที่ ๕๑) ในสภาวะปกติเมื่อดาวมีมวลมากก็จะมีขนาดใหญ่ แต่ในภาวะ electron degeneracy มวลที่มากขึ้นจะเพิ่มพลังงาน ให้มวลอัดตัวกันเข้าไปแทนที่ที่ว่างระหว่างอะตอมมากขึ้นจึงมีขนาดเล็กลง ภาพโดย Dr. Nick Strobel |
เมื่อแกนกลางของดวงดาวอัดตัวกันมากจนอุณหภูมิขึ้นสูงถึง ๑๐๐ ล้านองศา จนพอที่จะทำให้ฮีเลียมเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นขึ้นมาได้นั้น ความหนาแน่นภายในก็สูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะแกนยังหดตัวลงมาเรื่อยๆ จนเกิดสภาพ electron degeneracy ขึ้นมาแล้ว ปฏิกิริยาหลอมฮีเลียมให้เป็นคาร์บอนนั้น ทำให้เกิดพลังงานมากกว่าปฏิกิริยาโปรตอน-โปรตอนมากนัก จึงเกิดความร้อนมากมายมหาศาล แต่ในสภาพนี้ต่อให้ร้อนอย่างไรแกนฮีเลียมก็ไม่ขยายตัว เมื่อไม่ขยายตัวความร้อนก็ระบายออกไปไม่ได้มากนัก จึงสะสมขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงชั่วเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่เกิดสภาพ electron degeneracy ปฏิกิริยานิวเคลียร์อันเร่าร้อนรุนแรงขึ้นไปกว่าแบบเดิม ก็วิ่งวุ่นลุ้นตัวเองจนยั้งไม่อยู่ เนื่องจากมันกลายสภาพไปคล้ายของแข็งมากกว่าเป็นก๊าซ คือไม่ขยายตัวด้วยความร้อนเพิ่มขึ้นความร้อนที่เกิดต่อเนื่องขึ้นมาอย่างรวดเร็วก็ไม่ถูกระบายออกไป ยิ่งร้อนขึ้นปฏิกิริยาก็คึกคักหักโหมขึ้นเรื่อยๆ การเผาผลาญให้เกิดพลังงานนิวเคลียร์อย่างไม่มีอะไรมาควบคุมนี้ ก็เหมือนระเบิดนิวเคลียร์ที่ไม่มีอะไรมาหยุดยั้ง เกิดพลังงานทะลักทลายออกมาอย่างฉับพลัน เป็นระเบิดวูบวาบออกมาทันที แม้มันไม่มากพอที่จะระเบิดตัวเองให้เป็นจุลไป แต่มันก็มากพอที่จะผลักดันแกนกลางจนขยายตัวออกมาทำลายสภาพ electron degeneracyไปได้ ทำให้แกนดาวคืนสภาพของก๊าซอย่างที่เป็นมาก่อน การระเบิดนี้เรียกว่าระเบิดฮีเลียมอย่างฉับพลัน หรือ Helium Flash
๔ กลับสู่เสถียรภาพอีกครั้งหนึ่ง
แม้อานุภาพทำลายล้างของมันจะมีมากมายมหาศาล แต่ผลของ Helium Flash กลับทำให้เกิดความสงบราบรื่นภายในดวงดาว มวลสารภายในก็กลับคืนมาเป็นมวลสารที่มีพฤติกรรมอย่างก๊าซธรรมดาๆ คือ ร้อนก็ยืดเย็นก็หด บีบก็ยุบคลายก็พอง ไม่ดื้อด้าน ทำตัวหัวแข็งอย่างพวกที่มีภาวะ degenerate อีกต่อไป แกนในของดาวจึงกลับคืนสู่สภาพสมดุลย์ที่เรียกว่า hydrostatic equilibrium เพราะเมื่อมันรู้จักพองตัวออก ก็ได้มีการระบายความร้อนอันเกิดจากปฏิกิริยารวมสามอัลฟ่า ไม่มีการอัดอั้นความร้อนไว้ตันใจกันต่อไป เมื่อมาถึงช่วงนี้ก็เป็นการสิ้นสุดการไต่ขึ้นบนกิ่งดาวยักษ์แดง แต่หันหัวกลับตัวลงมา เพราะความสมดุลย์ที่ได้มาทำให้ดาวหดตัวลง และการระบายพลังงานออกอย่างคงที่ บวกกับพื้นที่ผิวลดน้อยลง กลับทำให้รักษาความร้อนภายในไว้ได้ดีขึ้น อุณหภูมิพื้นผิวก็สูงขึ้นแต่แสงสว่างน้อยลง เพราะมันไม่ปล่อยโฟตอนออกไปมาก เหมือนตอนที่เป็นดาวยักษ์แดงเนื้อบางอยู่ ช่วงตอนนี้ในวิวัฒนาการของดวงดาว เรียกว่าเป็นช่วงกิ่งนอน หรือ Horizontal branch เพราะมันทอดจากขวาไปซ้ายดังภาพ ด้วยอุณหภูมิที่ทวีขึ้นเรื่อยๆ
![]() |
| (ภาพที่ ๕๒) วิวัฒนาการสู่จุดดับของดวงดาว ในช่วงหลังจากวิถีหลักที่กลายเป็นดาวยักษ์แดง จนเกิดการระเบิดฉับพลันของฮีเลียม แล้วกลับสู่เสถียรภาพที่เผาผลาญฮีเลียมให้เป็นพลังงานใจแกนกลาง ในช่วงกิ่งนอน ภาพโดย ผศ Richard W. Pogge (สงวนลิขสิทธิ์) |
๕ กลับกลายเป็นดาวยักษ์แดงครั้งที่สอง
การเผาผลาญฮีเลียมนั้นดำเนินไปอย่างรวดเร็วมาก เพราะมันใช้เชื้อมากให้พลังสูง เสถียรภาพในช่วงนี้ ก็อยู่ไปได้เพียงไม่กี่สิบล้านปี ซึ่งนับว่าเป็นช่วงที่สั้นมากเมื่อเปรียบเทียบกับอายุขัย ๑๐ พันล้านปีของดาวขนาดนี้
เมื่อเผาฮีเลียมไปอุณหภูมิของแกนในก็สูงขึ้นเรื่อยๆ และก็เช่นเดียวกันกับที่เคยเป็นเมื่อตอนเผาไฮโดรเจนให้เป็นฮีเลียม ปฏิกิริยาสามอัลฟ่า เกิดผลลัพท์คือคาร์บอนสะสมมากขึ้นเรื่อยๆในแกนกลาง แต่ก็มีสภาพเป็น เถ้าถ่าน เหมือนที่ฮีเลียมเคยเป็นมาแล้ว เพราะแม้ว่าอุณหภูมิในแกนกลางจะสูงขึ้น ในตอนนี้จะสูงกว่า ๑๐๐ ล้านองศาไปมากแล้วก็ตาม แต่การที่จะก่อให้คาร์บอน เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นขึ้นมาได้นั้น จะต้องได้รับพลังงานสูงมาก
คือจะต้องมีอุณหภูมิสูงถึง ๖๐๐ ล้านองศา คาร์บอนจึงจะติดไฟขึ้นมาได้ ซึ่งในดาวขนาดเล็กเช่นดวงอาทิตย์ของเรานั้น อุณหภูมิจะไม่มีวันสูงขนาดนั้น เพราะมีมวลไม่พอที่จะบีบตัวยุบยวบลงมาให้ร้อนขึ้นไปได้ถึงขั้นนั้น
ฉะนั้นในเวลาไม่กี่สิบล้านปีหลังจากการเกิด Helium Flash ดวงดาวก็จะเสียสภาพสมดุลย์ของ hydrostatic equilibrium ที่คงขนาดของมันอยู่ แต่จะขยายตัวใหญ่ขึ้นอย่างในสมัยที่เคยเป็นดาวยักษ์แดงมาก่อน เพราะแกนเถ้าคาร์บอนที่สะสมขึ้นมาเรื่อยๆนั้นยังไม่ได้ก่อปฏิกิริยาสร้างพลังงานอะไรมาเสริมจึงหดตัวลงไปตามระเบียบ เมื่อหดตัวลงก็ไปเพิ่มอุณหภูมิขึ้นมา ทำให้ส่วนนอกของแกนร้อนพอที่จะเผาฮีเลียมขึ้นมาได้ เมื่อมีฮีเลียมมาเผาเพิ่มขึ้นนอกเหนือไปจากไฮโดรเจนในเปลือกนอกแล้ว ก็ยิ่งมาช่วยเร่งไฟให้แรงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื้อในนอกแกนก็ได้รับความร้อนมากขึ้นไปกว่าสมัยที่เป็นดาวยักษ์แดง ในยุคแรกมากนัก เพราะความร้อนที่สูงกว่ามาก ทำให้เนื้อในนอกแกนขยายตัวออกไปมากกว่ามากด้วยเช่นกัน จึงเป็นเหมือนอย่างที่เคยมาก่อน คือดาวก็ไต่ขึ้นจากกิ่งนอนไปอีก เรียกกิ่งดิ่งขึ้นในช่วงนี้ว่า Asymptotic Giant Branch หรือเรียกย่อๆว่า AGB เพื่อแยกช่วงชีวิตของดาวออกจากยุคดาวยักษ์แดงแรก เราเรียกดาวในช่วงนี้ว่า ดาวซุปเป้อร์ยักษ์แดง (red supergiant) เพราะมันมีขนาดใหญ่กว่าและร้อนกว่ามาก
| (ภาพที่ ๕๓) ภาพของดาวซุปเป้อร์ยักษ์แดง แกนในเป็น "เถ้า" คาร์บอน ในขณะที่ฮีเลียมยังเผาผลาญในชั้นเปลือกนอกแกนใน เปลือกชั้นต่อไปก็ยังเผา ไฮโดรเจน ก่อให้เกิด ฮีเลียม มาเป็นเชื้อเปลือกชั้นในต่อ ภาพโดย Ted Snow และ Kenneth Brownsberger สงวนลิขสิทธิ์โดยสำนักพิมพ์ Brooks/Cole โปรดอ่าน * |
ในขณะที่ส่วนนอกของดาวขยายตัวออกไปเรื่อยๆ มวลจำนวนมากก็ถูกโยนสาดออกไปในอวกาศ เพราะความบางเบาของเนื้อดาวไม่สามารถรักษามวลไว้ได้ดีเท่าไร เมื่อดาววิวัฒนามาถึงขั้นนี้ บ้างก็สลัดมวลออกไปถึง ๒๐-๔๐ % ของมวลดั้งเดิมทีเดียว มวลที่เหลือส่วนใหญ่ก็ไปอัดกันอยู่ในแกนกลางหมด และยิ่งดาวร้อนมากเท่าไหร่ พายุที่โหมสาดมวลสารออกสู่อวกาศ ก็จะยิ่งแรงขึ้นไปเท่านั้น
![]() |
| (ภาพที่ ๕๔) เมื่อเถ้าคาร์บอนสะสมมากขึ้นในแกนกลางโดยที่อยู่เฉยๆยังไม่ติดไฟเพราะมันร้อนไม่พอนั้น ก็ทำให้แกนหดตัว แต่เนื้อดาวส่วนนอกกลับขยายตัวออกไปมาก เมื่อดาวเนื้อบางลงก็สุกสว่างมากขึ้น แต่อุณหภูมิพื้นผิวกลับเย็นลง จึงเริ่มไต่ขึ้นในผังเฮิรต์สปรัง_รัสเซิ่ลไปอีก ตามกิ่งที่เรียกว่า AGB ขณะที่แกนยังหดตัวลงเรื่อยๆ เนื้อนอกของดาวก็ขยายตัวออกไปเช่นกัน ภาพโดย Richard W. Pogge (สงวนลิขสิทธิ์) |
กลไกการสูญเสียมวลในช่วงนี้ก็ยังไม่เป็นที่เข้าใจกันมากนักอาจจะเป็นไปได้ว่าเป็นการโยนสาดมวลสารออกนอกอวกาศ ด้วยความเคลื่อนไหวของสนามแม่เหล็กของดวงดาวเช่นเดียวกับดาวทีทอรี หรือการเกิดพายุสุริยะที่เราเห็นจากดวงอาทิตย์ หรืออาจเนื่องมาจากความตึงผิวของดวงดาวลดน้อยลงมาก เพราะเนื้อในนอกแกนมีความเบาบางลง แรงดันจากโฟตอนซึ่งเป็นผลของปฏิกิริยานิวเคลียร์ภายใน ก็ผลักดันมวลสารส่วนหนึ่งให้หลุดออกไปด้วย แต่ไม่ว่าสาเหตุจะเป็นมาอย่างไรก็ตามที ผลที่แน่ๆก็คือดาวซุปเป้อร์ยักษ์แดง แม้จะมีขนาดใหญ่มากแต่จะมีมวลน้อยกว่าตอนยังอายุน้อยอยู่มาก ยิ่งแกนกลางร้อนมากเท่าไหร่ มันก็สูญมวลไปได้มากขึ้นและเร็วขึ้นเท่านั้น
![]() |
| (ภาพที่ ๕๕) เมื่อดาววิวัฒนาตัวไต่ขึ้นกิ่ง AGB นั้น จะมีลมพายุจากพื้นผิวดาวพัดพาผิวดาวเนื้อนอกออกไปสู่อวกาศ ไปรวมตัวกันกับฝุ่นธุลีระหว่างดาว เตรียมรอเพาะเชื้อก่อตัวเป็นดาวดวงใหม่ในอนาคต เปลือกธุลีดาวก็มามัวแสงให้เราเห็นดาวได้ไม่ชัด แม้ว่าดาวช่วงนี้จะสว่างกว่าดวงอาทิตย์ถึงหนึ่งหมื่นเท่า แต่เราก็เพียงจับพลังงานอินฟราเรด หรือพลังงานความร้อนของมันได้เท่านั้น ภาพโดย ศจ James Schombert |
และการเผาผลาญฮีเลียมให้เป็นพลังงานในเปลือกนอกของแกนก็ไม่สู้จะเสถียรเท่าใดนัก เพราะมันขึ้นอยู่กับอุณหภูมิมาก และตอนนี้ก็ใช่ว่าจะมีเชื้อเพลิงเหลือเฟือ แต่อุณหภูมิของดวงดาวในช่วงนี้จะขึ้นๆลงๆ ยิ่งมีเถ้าคาร์บอนเฉื่อยเกิดขึ้นมากเท่าไร ความผันผวนของอุณหภูมิก็เกิดขึ้นมากเท่านั้น เพราะทันทีที่การเผาผลาญลดลง จากการที่มีเชื้อเพลิงน้อยลง แกนก็จะหดและอุณหภูมิก็จะลดลง เมื่อหดตัวลงแรงอัดทำให้มันร้อนขึ้น พอร้อนขึ้นได้ถึงจุดฮีเลียมบนเปลือกแกนที่อยู่ส่วนนอกออกมาหน่อย อันเป็นเถ้าของการเผาไฮโดรเจนที่เปลือกแกนก็ติดไฟขึ้นมา แล้วได้พลังงานมาเพิ่มทำให้เนื้อนอกของดาวพองตัวขึ้นมาอีก สภาพของดวงดาวในตอนนี้ก็พองๆหดๆสลับกันอยู่ตลอดเวลาที่เรียกว่า Thermal Pulse เนื้อนอกแกนของดวงดาวไม่มีความเสถียรแบบ hydrostatic equilibrium ดังในยุคแรกๆอีกต่อไปแล้ว ดาวที่มีมวลค่อนข้างมาก การยืดและหดตัวส่งผลให้ความสว่างของดาวแปรเปลี่ยนจนเป็นที่สังเกตได้ไกล เราก็สามารถนำคุณสมบัตินี้มาใช้ประโยชน์ในการวัดระยะทางของดวงดาวได้อีก กิ่งตอนนี้ในผังชีวิตดาวนอกจากจะเรียกเป็นทางการว่า Asymptotic Giant Branch ในดาวที่มีมวลขนาดดวงอาทิตย์แล้ว สำหรับดาวที่มีมวลมากๆก็เรียกว่า Instability Strip ดาวที่ยืดๆหดๆผันแปรแสงสว่างมากไปหาน้อยพวกนี้ ก็เรียกกันว่า Pulsating Variables จัดเป็นดาวแปรแสงที่สำคัญมากชนิดหนึ่ง เพราะนักดาราศาสตร์ได้อาศัยความสัมพันธ์ระหว่าง คาบการแปรแสงอันคงที่ของดาวพวกนี้กับค่าความสุกสว่าง มาหาระยะทางจากดวงดาวได้
บทสรุปแห่งชีวิตดวงดาวที่มีมวลขนาดดวงอาทิตย์ก็เป็นดังในภาพข้างล่าง ที่แกนในเผาไฮโดรเจนให้เป็นฮีเลียมในวิถีชีวิตหลัก จนมาเป็นดาวยักษ์แดงที่แกนในเหลือแต่เถ้าฮีเลียม ได้แต่อาศัยพลังงานจากการเผาไฮโดรเจนเป็นฮีเลียมที่เปลือกนอกของแกนใน จนกระทั่งเกิดการระเบิดฉับพลันของฮีเลียม กลายเป็นดาวในกิ่งนอนที่เผาฮีเลียมในแกนใน และเผาไฮโดรเจนที่เปลือกแกน จนกระทั่งฮีเลียมที่แกนในหมดสิ้นลง เหลือแต่เถ้าคาร์บอน พลังงานของดาวได้แต่อาศัยจากการเผาเปลือกสองชั้นของแกน คือเปลือกในสุดเผาฮีเลียม และเปลือกด้านนอกออกมาเผาไฮโดรเจน แกนคาร์บอนที่ไม่ก่อพลังงานอันใดก็จะหดตัวลงไปเรื่อยๆ ส่วนแกนนอกที่ได้รับพลังงานจากการเผาเปลือกแกน ก็จะขยายตัวออกไปเรื่อยๆ ทั้งสองส่วนของดวงดาวที่แยกจากกันก็ "หันหน้ากันคนละทาง สร้างดาวกันคนละดวง..." และในที่สุดต่างก็แยกห่างออกจากกันไปอย่างไม่มีวันหวลคืนมาหากันดังเดิม
![]() |
| (ภาพที่ ๕๖) การพัฒนาของดวงดาวที่มีมวลขนาดเดียวกับดวงอาทิตย์ ตั้งแต่เริ่มที่มีปฏิกิริยานิวเคลียร์ภายใน จากดาวในวิถีหลักที่เผาไฮโดรเจนเป็นฮีเลียมในแกนกลาง ไปจนถึงดาว AGB ที่ฮีเลียมหมดสิ้นไปในแกนกลาง พลังงานทั้งสิ้นได้มาแต่จากการเผาเปลือกนอกแกน ส่วนแกนในก็เหลือแต่เถ้าคาร์บอนในที่สุด ภาพโดย Profs Snow & Bownsberger |


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |