วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/115" type="text/javascript"></script>
วิวัฒนาการของดาวฤกษ์ ตอนที่ ๓
เมื่อดาวบนฟ้าใกล้ถึงคราวดับสูญ อธิบายกลไกการดับสลายของดวงดาว
ผู้เขียน: พวงร้อย ชมแล้ว: 55,744 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 15 January 2002, 10:43 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 15 January 2002, 10:43 pm

หน้าที่ 6 - ดาวแปรแสง และ ดาวแคระขาว
เจ้าของงานเขียน แ้ก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่

วัยชราของดาวที่มีมวลขนาดกลาง เป็น ดาวแปรแสง ที่มีประโยชน์ต่อการหาระยะทางระหว่างดาว



ดวงดาวที่มีมวลพอๆ หรือน้อยกว่ามวลของดวงอาทิตย์ จะมีวิวัฒนาการคล้ายๆกันดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ดาวที่มีมวลมากกว่านั้นไปหลายเท่า จะดำเนินชีวิตในวาระสุดท้ายอย่างแตกต่างกันมาก เช่น หากดาวมีขนาดห้าเท่าของดวงอาทิตย์ จะมีชีวิตอยู่ในวิถีหลักประมาณ ๑๐๐ ล้านปี (น้อยกว่าดวงอาทิตย์สิบเท่า)


หลังจากที่ดวงดาวผละตัวออกนอกวิถีหลักเข้าสู่การเป็นดาวยักษ์แดง การแผ่รังสีจากพลังงานที่พยายามจะหนีออกจากภายในของดวงดาว ก็มาติดอยู่ที่ผิวนอกที่เย็นกว่าและทึบแสงกว่า พลังงานจากการแผ่รังสีนี้ ก็จะดันพื้นผิวของดวงดาวให้พองออก จนถึงระดับที่มันพองจนเนื้อดาวบางตัวลง พอให้รังสีแทรกตัวหนีหายออกไปในอวกาศได้ แรงดันก็ลดลง ทำให้ดวงดาวหดตัวลง แต่ก็จะมีพลังงานต่อเนื่องตามมาใหม่ จากการเผาผลาญภายในดวงดาว ก็ดันตัวตามหลังให้ดาวพองตัวขึ้นมาอีก เกิดเป็นวงจรยุบหนอ พองหนอ ขณะเดียวกันแสงสว่างจากดวงดาวก็เร่งแรงขึ้น แล้วหรี่ลงเป็นวงจรเช่นเดียวกัน ชีวิตในช่วงนี้ของดาวที่มีมวลขนาดนี้เรียกว่า Instability Strip หรือแถบไม่เสถียร ในผังเฮิร์ตสปรัง-รัสเซิ่ลดังภาพที่ ๖๖ เราเรียกดาวพวกนี้ว่า Pulsating Variables ซึ่งก็คือดาวแปรแสง แบบกระพริบเป็นจังหวะ โปรดสังเกตว่านี่ไม่ใช่ดาวพัลส่าร์(Pulsar) อันเป็นวาระสุดท้ายของดาวที่มีมวลสูงมากกว่าดาวพวกนี้เป็นอย่างมาก ดังจะกล่าวถึงรายละเอียดในบทต่อไป

(ภาพที่ ๖๖) ดาวที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ประมาณ ๕ เท่า จะมีวิวัฒนาการที่ต่างออกไปจากดาวยักษ์แดงธรรมดา คือจะไต่ขึ้นไปในกิ่งไม่เสถียร และมีการแปรแสงอย่างเป็นระบบวงจรที่แน่นอน เรียกว่า Pulsating Variables ภาพโดย James Schombert

ดวงดาวกลุ่มนี้ที่มีมวลน้อยหน่อย เรียกว่า ดาวแปรแสงแบบ RR Lyrae ส่วนดาวที่มีมวลมากกว่า มีความสุกสว่างมากกว่า เรียกว่า ดาวแปรแสงแบบ Cepheids โดยตั้งชื่อหมู่ดาวไปตามดาวดวงแรกที่พบในกลุ่มดาว RR Lyrae และ Cepheus ตามลำดับ ดาวกลุ่มนี้มีความสำคัญมาก ในการนำมาใช้เพื่อวัดระยะทางของดวงดาว ที่อยู่ห่างออกไปไกลมากๆจนกล้องดูดาวแยกไม่ออก โดย เฮนเรียตต้า ลีวิต เป็นผู้ค้นพบความสัมพันธ์นี้ ในปี คศ ๑๙๐๘ จากการศึกษาดวงดาวในกาแล้คซี่ Large Magellanic Clouds เป็นเวลาหลายปี พวกดาว Cepheids มีความสุกสว่างมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง หนึ่งพันถึงหนึ่งแสนเท่า คาบการแปรแสงจากสว่างสุด ถึงน้อยสุดและกลับไปสว่างสุดอีกที ก็ตกระยะเวลาประมาณ ๑-๗๐ วัน ส่วนดาวพวก RR Lyrae ซึ่งมีขนาดย่อมลงมาก็สว่างน้อยกว่า แต่ก็ยังสว่างกว่าดวงอาทิตย์ถึง ๑๐๐ เท่า ก็มีคาบการแปรแสงต่างกันไปจนถึง ๑๐๐ วัน

(ภาพที่ ๖๗) ภาพแสดงความสัมพันธ์ของ คาบการแปรแสง และค่าความสุกสว่างของดวงดาว ซึ่งค้นพบโดย เฮนเรียตต้า ลีวิต ภาพโดย ศจ James Schombert

หากเราสังเกตดาวก็สามารถวัดความสว่างปรากฎ (apparent magnitude) ได้ตามที่เราเห็น และเมื่อวัดคาบการแปรแสงของดาวพวกนี้ เราก็สามารถคำนวณระยะทางของดวงดาวได้จากสูตร


โดยมี
f = Flux หรือความสว่างปรากฏ
L = Luminosity หรือความสุกสว่าง (ที่ได้จากพล็อตความสัมพันธ์ของคาบการแปรแสง กับความสุกสว่าง)
d = distance คือ ระยะทางจากดาวดาวมายังโลก


จะเห็นได้จากพล็อตว่าจุดต่างๆคือค่าที่แท้จริงของดวงดาว ไม่ได้เรียงกันเป็นเส้นตรงทีเดียวนัก แต่จะประมาณเป็นเส้นตรง จึงทำให้ค่าความสุกสว่าง (luminosity) มีความคลาดเคลื่อนตามมาถึง ๒๕ % แต่ก็ไม่มีวิธีอื่นมาหาระยะทางของดาวที่อยู่ไกลๆ เป็นร้อยๆปีแสงขึ้นไป นอกจากวิธีนี้ซึ่งจะใช้ประมาณได้เป็นล้านๆปีแสง ทำให้ดีกว่าไม่มีอะไรมาใช้วัดเลยทีเดียว

animationข้างล่างแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของขนาด และอุณหภูมิของดวงดาว เนื่องจากความไม่สมดุลย์กัน ระหว่างแรงดึงดูดเข้าหาศูนย์กลาง และแรงดันออกจากการเผาผลาญพลังงาน ที่ส่งผลให้ความสุกสว่างเปลี่ยนแปลงไป ดังเส้นกราฟที่แสดงไว้ สังเกตได้ว่าดาวจะสว่างมากที่สุดเมื่ออุณหภูมิพื้นผิวจะสูงที่สุด แต่ขนาดของดาวจะเล็กที่สุด ดาวแปรแสงพวกนี้จะมีคาบคงที่

(ภาพที่ ๖๘) แสดงวงจรการแปรแสงของดาว ในช่วง Instability Strip ที่หมุนเวียนเป็นคาบเวลาคงที่ โดย Dr Nick Strobel

ดาวแคระขาว - เศษซากของดวงดาว


ตามที่กล่าวมาข้างต้นว่าส่วนที่หลงเหลือจากแกนของดวงดาว เมื่อกลายสภาพมาเป็นดาวแคระขาว ซึ่งที่แท้แล้วก็เป็นเพียงซากที่เหลือของแกนดาวเท่านั้นเอง จะไร้ซึ่งแหล่งพลังงานจากภายใน ถ้ามวลที่ยังหลงเหลืออยู่ภายในแกนกลางนี้ ยังเหลือให้มีมากเกินกว่า ๑.๔ เท่าของมวลดวงอาทิตย์แล้ว แรงหดตัวอันเป็นผลมาจากแรงดึงดูดเข้าสู่ศูนย์กลางของมวลจำนวนนี้ จะมีมากพอเกิดขีดจำกัดที่เรียกว่า ขีดจำกัดจันดราเศกขาร์ หรือ Chandrasekhar's Limit ซึ่งตั้งชื่อตามนักดาราศาสตร์ฟิสิกส์อเมริกันเชื้อสายอินเดีย สุพราห์มัณญัณ จันดราเศกขาร์ (Subrahmanyan Chandrasekhar) ผู้ค้นพบความสัมพันธ์นี้ จากการคำนวณมวลของดาวในสภาพ electron degeneracy และตีพิมพ์ผลงานเรื่องนี้ในปี คศ ๑๙๓๘ ท่านจันดราเศกขาร์ เป็นนักวิทยาศาสตร์รุ่นแรกท่านหนึ่ง ที่นำทฤษฎีทางฟิสิกส์มาทำความเข้าใจชีวิตของดวงดาว และได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้บุกเบิกคนสำคัญท่านหนึ่งของสาชาวิชาที่เรียกว่า Astrophysics ท่านได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์จากผลงานชิ้นนี้ในปี คศ ๑๙๘๓


จันดราเศกขาร์ พบว่ามวลที่มากกว่า ๑.๔ เท่าของดวงอาทิตย์นี้ จะทำให้ดาวแคระขาวมีแรงดึงดูดมากจนเอาชนะแรงดันจาก Electron degeneracy ในแกนกลางของมันได้ แต่แม้ว่ามวลสูงสุดที่จะคงดาวให้มีสภาพเป็น ดาวแคระขาว อยู่ได้จะกำหนดว่าต่ำกว่า ๑.๔ เท่าของดวงอาทิตย์ก็ตาม ดวงดาวส่วนใหญที่มีมวลแรกเริ่มในวิถีหลักของชีวิตมากถึง ๘ เท่าของดวงอาทิตย์ ก็จะเป่าสาดสูญเสียมวลส่วนใหญ่ไป จนเมื่อมาถึงขั้นนี้มวลในแกนที่เหลือ จะมีน้อยกว่า ๑.๔ เท่าของดวงอาทิตย์ จึงประมาณว่าดวงดาวที่มีขนาดต่ำกว่า ๘ ถึง ๑๑ เท่าของดวงอาทิตย์ จะมีจบชีวิตลงด้วยการเป็นดาวแคระขาว


จากทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างมวลและขนาดของดวงดาว ในสภาวะที่เป็น degenerate เช่นนี้ยิ่งมีมวลมากขนาดก็จะเล็กลง ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น หากมวลเพิ่มขึ้นแรงยุบยวบตัวก็มากขึ้น ขนาดของดาวก็จะเล็กลงเรื่อยๆ จนเมื่อดาวมีมวลมากกว่า ๑.๔ เท่าของดวงอาทิตย์ แรงดึงดูดจะทำให้ดาวถล่มตัวลงมาเข้าหาศูนย์กลางจนไม่มีอะไรเหลือ ที่เห็นเป็นรัศมีมีค่าเป็นศูนย์ในกราฟข้างล่าง คือดาวจะไม่สามารถคงตัวเป็นดาวแคระขาวอยู่ได้อีกแล้ว

(ภาพที่ ๖๙) แสดงค่าของมวลของดวงดาว ที่จะอำนวยให้ดาวดำรงความเป็น ดาวแคระขาว คือมวลที่เหลือจะต้องมีไม่เกิน ๑.๔ เท่าของมวลของดวงอาทิตย์ ดาวจึงจะจบชีวิตด้วยการเป็นดาวแคระขาว หากมีมวลที่เหลือมากกว่านี้ ชะตาชีวิตของดวงดาวก็จะกลายเป็นอื่นไป เรียกค่าจำกัดสูงสุดของมวลนี้ว่า ขีดจำกัดของจันดราเศกขาร์ ภาพโดย ศจ James Schombert

คราวหน้าจะมาพูดถึงจุดจบของดาวที่มวลมากๆที่ตายแบบดังระเบิด กลายเป็นดาวนิวตรอนหรือหลุมดำ ขอขอบคุณที่ได้ติดตามอ่านกันมา




แหล่งอ้างอิงทางดาราศาสตร์









<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 5) หน้าถัดไป (หน้า 7) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 2 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 27 ก.ย. 2549 (16:42)
ด้วยความเคารพในความเห็นของคุึณพวงร้อย ผู้เป็นเจ้าของบทความ
ในการอธิบายการทรงรูปอยู่ของดาวฤกษ์ใด ๆ ในจักรวาลนั้น เราจะเห็นว่าความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์จะเข้ามาเป็นพระเอกเสมอ ๆ
เวลาที่เราจะหาเหตุผลว่า อะไรส่งแรงดันออกมาจากจุดศูนย์กลางแกนในของดาวฤกษ์ คำอธิบายที่ว่า ความร้อนทำให้แก๊สขยายตัวออก ดูเป็นคำอธิบายที่ดี เพราะโดยทั่วไปแก๊สบนโลกพอถูกความร้อนมันก็จะขยายตัวออก (เนื่องจากมันแปลงพลังงานที่ได้รับไปเป็นพลังงานจลน์) แต่ต้องไม่ลืมว่า ระเบิดนิวเคลียร์ที่ระเบิดขึ้นบนโลกนั้น มักมีการระบายความร้อนที่แย่มาก ๆ โดยเหตุที่ความร้อนของมันมีมากมายมหาศาล แม้ในที่ที่มีมวลแวดล้อมมากพอที่จะให้มันระบายความร้อนได้ เช่น การระเบิดในอากาศ หรือในน้ำ มันก็ยังระบายความร้อนไม่ทันอยู่ดี ทำให้มันมีการออตัวกันอยู่เป็นกลุ่มก้อน ผลลงเอยก็คือ ระเบิดนิวเคลียร์มักจะมีรูปเป็นดอกเห็ดยักษ์อย่างที่ระเบิดอื่นไม่มี เนื่องเพราะการระบายความร้อนไม่ค่อยจะออกของมันนี่เอง
ถ้าระเบิดนิวเคลียร์เกิดในอวกาศ ที่ซึ่งไม่มีมวลสารที่มันจะระบายความร้อนต่อเนื่องไปได้ ผมว่าน่าจะทำให้มันขมวดตัวเองเป็นก้อนมากกว่านะครับ
ย้อนกลับมาที่ดวงดาว เมื่อเราจะอธิบายถึงแรงดึงดูดภายในที่เป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม เราก็อ้างเหตุนี้แหละ ที่บอกว่าจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่เกิดขึ้น ทำให้มันร้อนจัด ภายใต้ความร้อนจัดนี้เอง อนุภาคต่าง ๆ จะถูกบีบอัดตัวกันแน่นเข้าแน่นเข้า ภายใต้การเคลื่อนไหวที่ถูกจำกัดอยู่ในพื้นที่แคบ ๆ นี่แหละ ที่กดดันให้อนุภาคต่าง ๆ เหล่านั้น ค่อยๆ สร้างตัวเองเป็นเนื้อมวลขึ้น เมื่อมีมวล มันจึงมีแรงดึงดูดระหว่างมวลภายในตัวของมันเอง และแรงดึงดูดนี้เอง ที่ต้านทานการขยายตัวออกของดวงดาวเอาไว้
เอาไปเอามา เราก็อ้างมันแต่ความร้อนจากปฏิกิริยานิวเคลียร์นี่แหละ แม้แต่ว่ามันจะขัดแย้งกันอยู่ในตัวเองก็ตาม ตกลงเราก็เลยไม่ทราบว่า ความร้อนทำให้ดวงดาวเกิดการขยายตัวออกหรือยุบตัวเข้ากันแน่
ลองพิจารณาดูภาพของเนบิวลาที่ถูกเป่าเอาพวยแก๊สออกมาเป็นรัศมีสวยงาม แสดงว่ามันมีแรงอะไรบางอย่างที่เป่าเอารังสีและอาจจะ “ความร้อน” จากจุดศูนย์กลางเนบิวลาออกมา
เป็นไปได้ไหมว่า มันอาจจะมีสนามพลังอะไรบางจากอยู่ที่จุดศูนย์กลางของเนบิวลา ซึ่งมีทิศทางดันออกอยู่ก็ได้ ?
สอดคล้องกับดวงอาทิตย์ของเรา ซึ่งเราพบมานานแล้วว่ามันมีลมพายุสุริยะ Solar Wind แต่ทุกวันนี้เราก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่า ลมพายุสุริยะนี้ เกิดมาจากอะไรกันแน่? แน่นอนครับ หนึ่งในบรรดาคำตอบทั้งหมด ก็หนีไม่พ้น การระเบิดเอาความร้อนที่อยู่ภายในดวงอาทิตย์ ออกมาสู่ภายนอก
แล้วอะไรล่ะ? ที่ทำให้ระบบสุริยจักรวาลทรงตัวเป็นระบบสุริยจักรวาลอยู่ได้
หรือว่าจะเป็น "ความร้อน" อีก
einstine เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 29 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 9 ม.ค. 2550 (18:31)
อยากรุประวัติอะคะ พอดีต้องทามงานส่งครูคายรุประวัติช่วยส่งมาทางเมลนี้หน่อยนะค่ะ
violinjung_m_e_w_@hotmail.com (IP:203.113.38.12)


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พวงร้อย
(P Khamriang)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 11,467 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 8 ปี
แบ่งปันความรู้ 1,144 ครั้ง
ได้รับดาว 233 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google  
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 086-4907600,
0-2583-2802
และ 086-4907585
สำนักงาน :   0-2642-7828
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.