<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/115" type="text/javascript"></script> |
|
วิวัฒนาการของดาวฤกษ์ ตอนที่ ๓
เมื่อดาวบนฟ้าใกล้ถึงคราวดับสูญ อธิบายกลไกการดับสลายของดวงดาว
post ครั้งแรก: Tue 15 January 2002, 10:43 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 15 January 2002, 10:43 pm
|
วัยชราของดาวที่มีมวลขนาดกลาง เป็น ดาวแปรแสง ที่มีประโยชน์ต่อการหาระยะทางระหว่างดาว
ดวงดาวที่มีมวลพอๆ หรือน้อยกว่ามวลของดวงอาทิตย์ จะมีวิวัฒนาการคล้ายๆกันดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ดาวที่มีมวลมากกว่านั้นไปหลายเท่า จะดำเนินชีวิตในวาระสุดท้ายอย่างแตกต่างกันมาก เช่น หากดาวมีขนาดห้าเท่าของดวงอาทิตย์ จะมีชีวิตอยู่ในวิถีหลักประมาณ ๑๐๐ ล้านปี (น้อยกว่าดวงอาทิตย์สิบเท่า)
หลังจากที่ดวงดาวผละตัวออกนอกวิถีหลักเข้าสู่การเป็นดาวยักษ์แดง การแผ่รังสีจากพลังงานที่พยายามจะหนีออกจากภายในของดวงดาว ก็มาติดอยู่ที่ผิวนอกที่เย็นกว่าและทึบแสงกว่า พลังงานจากการแผ่รังสีนี้ ก็จะดันพื้นผิวของดวงดาวให้พองออก จนถึงระดับที่มันพองจนเนื้อดาวบางตัวลง พอให้รังสีแทรกตัวหนีหายออกไปในอวกาศได้ แรงดันก็ลดลง ทำให้ดวงดาวหดตัวลง แต่ก็จะมีพลังงานต่อเนื่องตามมาใหม่ จากการเผาผลาญภายในดวงดาว ก็ดันตัวตามหลังให้ดาวพองตัวขึ้นมาอีก เกิดเป็นวงจรยุบหนอ พองหนอ ขณะเดียวกันแสงสว่างจากดวงดาวก็เร่งแรงขึ้น แล้วหรี่ลงเป็นวงจรเช่นเดียวกัน ชีวิตในช่วงนี้ของดาวที่มีมวลขนาดนี้เรียกว่า Instability Strip หรือแถบไม่เสถียร ในผังเฮิร์ตสปรัง-รัสเซิ่ลดังภาพที่ ๖๖ เราเรียกดาวพวกนี้ว่า Pulsating Variables ซึ่งก็คือดาวแปรแสง แบบกระพริบเป็นจังหวะ โปรดสังเกตว่านี่ไม่ใช่ดาวพัลส่าร์(Pulsar) อันเป็นวาระสุดท้ายของดาวที่มีมวลสูงมากกว่าดาวพวกนี้เป็นอย่างมาก ดังจะกล่าวถึงรายละเอียดในบทต่อไป
![]() |
| (ภาพที่ ๖๖) ดาวที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ประมาณ ๕ เท่า จะมีวิวัฒนาการที่ต่างออกไปจากดาวยักษ์แดงธรรมดา คือจะไต่ขึ้นไปในกิ่งไม่เสถียร และมีการแปรแสงอย่างเป็นระบบวงจรที่แน่นอน เรียกว่า Pulsating Variables ภาพโดย James Schombert |
ดวงดาวกลุ่มนี้ที่มีมวลน้อยหน่อย เรียกว่า ดาวแปรแสงแบบ RR Lyrae ส่วนดาวที่มีมวลมากกว่า มีความสุกสว่างมากกว่า เรียกว่า ดาวแปรแสงแบบ Cepheids โดยตั้งชื่อหมู่ดาวไปตามดาวดวงแรกที่พบในกลุ่มดาว RR Lyrae และ Cepheus ตามลำดับ ดาวกลุ่มนี้มีความสำคัญมาก ในการนำมาใช้เพื่อวัดระยะทางของดวงดาว ที่อยู่ห่างออกไปไกลมากๆจนกล้องดูดาวแยกไม่ออก โดย เฮนเรียตต้า ลีวิต เป็นผู้ค้นพบความสัมพันธ์นี้ ในปี คศ ๑๙๐๘ จากการศึกษาดวงดาวในกาแล้คซี่ Large Magellanic Clouds เป็นเวลาหลายปี พวกดาว Cepheids มีความสุกสว่างมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง หนึ่งพันถึงหนึ่งแสนเท่า คาบการแปรแสงจากสว่างสุด ถึงน้อยสุดและกลับไปสว่างสุดอีกที ก็ตกระยะเวลาประมาณ ๑-๗๐ วัน ส่วนดาวพวก RR Lyrae ซึ่งมีขนาดย่อมลงมาก็สว่างน้อยกว่า แต่ก็ยังสว่างกว่าดวงอาทิตย์ถึง ๑๐๐ เท่า ก็มีคาบการแปรแสงต่างกันไปจนถึง ๑๐๐ วัน
![]() |
| (ภาพที่ ๖๗) ภาพแสดงความสัมพันธ์ของ คาบการแปรแสง และค่าความสุกสว่างของดวงดาว ซึ่งค้นพบโดย เฮนเรียตต้า ลีวิต ภาพโดย ศจ James Schombert |
หากเราสังเกตดาวก็สามารถวัดความสว่างปรากฎ (apparent magnitude) ได้ตามที่เราเห็น และเมื่อวัดคาบการแปรแสงของดาวพวกนี้ เราก็สามารถคำนวณระยะทางของดวงดาวได้จากสูตร

โดยมี
f = Flux หรือความสว่างปรากฏ
L = Luminosity หรือความสุกสว่าง (ที่ได้จากพล็อตความสัมพันธ์ของคาบการแปรแสง กับความสุกสว่าง)
d = distance คือ ระยะทางจากดาวดาวมายังโลก
จะเห็นได้จากพล็อตว่าจุดต่างๆคือค่าที่แท้จริงของดวงดาว ไม่ได้เรียงกันเป็นเส้นตรงทีเดียวนัก แต่จะประมาณเป็นเส้นตรง จึงทำให้ค่าความสุกสว่าง (luminosity) มีความคลาดเคลื่อนตามมาถึง ๒๕ % แต่ก็ไม่มีวิธีอื่นมาหาระยะทางของดาวที่อยู่ไกลๆ เป็นร้อยๆปีแสงขึ้นไป นอกจากวิธีนี้ซึ่งจะใช้ประมาณได้เป็นล้านๆปีแสง ทำให้ดีกว่าไม่มีอะไรมาใช้วัดเลยทีเดียว
animationข้างล่างแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของขนาด และอุณหภูมิของดวงดาว เนื่องจากความไม่สมดุลย์กัน ระหว่างแรงดึงดูดเข้าหาศูนย์กลาง และแรงดันออกจากการเผาผลาญพลังงาน ที่ส่งผลให้ความสุกสว่างเปลี่ยนแปลงไป ดังเส้นกราฟที่แสดงไว้ สังเกตได้ว่าดาวจะสว่างมากที่สุดเมื่ออุณหภูมิพื้นผิวจะสูงที่สุด แต่ขนาดของดาวจะเล็กที่สุด ดาวแปรแสงพวกนี้จะมีคาบคงที่
![]() |
| (ภาพที่ ๖๘) แสดงวงจรการแปรแสงของดาว ในช่วง Instability Strip ที่หมุนเวียนเป็นคาบเวลาคงที่ โดย Dr Nick Strobel |
ดาวแคระขาว - เศษซากของดวงดาว
ตามที่กล่าวมาข้างต้นว่าส่วนที่หลงเหลือจากแกนของดวงดาว เมื่อกลายสภาพมาเป็นดาวแคระขาว ซึ่งที่แท้แล้วก็เป็นเพียงซากที่เหลือของแกนดาวเท่านั้นเอง จะไร้ซึ่งแหล่งพลังงานจากภายใน ถ้ามวลที่ยังหลงเหลืออยู่ภายในแกนกลางนี้ ยังเหลือให้มีมากเกินกว่า ๑.๔ เท่าของมวลดวงอาทิตย์แล้ว แรงหดตัวอันเป็นผลมาจากแรงดึงดูดเข้าสู่ศูนย์กลางของมวลจำนวนนี้ จะมีมากพอเกิดขีดจำกัดที่เรียกว่า ขีดจำกัดจันดราเศกขาร์ หรือ Chandrasekhar's Limit ซึ่งตั้งชื่อตามนักดาราศาสตร์ฟิสิกส์อเมริกันเชื้อสายอินเดีย สุพราห์มัณญัณ จันดราเศกขาร์ (Subrahmanyan Chandrasekhar) ผู้ค้นพบความสัมพันธ์นี้ จากการคำนวณมวลของดาวในสภาพ electron degeneracy และตีพิมพ์ผลงานเรื่องนี้ในปี คศ ๑๙๓๘ ท่านจันดราเศกขาร์ เป็นนักวิทยาศาสตร์รุ่นแรกท่านหนึ่ง ที่นำทฤษฎีทางฟิสิกส์มาทำความเข้าใจชีวิตของดวงดาว และได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้บุกเบิกคนสำคัญท่านหนึ่งของสาชาวิชาที่เรียกว่า Astrophysics ท่านได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์จากผลงานชิ้นนี้ในปี คศ ๑๙๘๓
จันดราเศกขาร์ พบว่ามวลที่มากกว่า ๑.๔ เท่าของดวงอาทิตย์นี้ จะทำให้ดาวแคระขาวมีแรงดึงดูดมากจนเอาชนะแรงดันจาก Electron degeneracy ในแกนกลางของมันได้ แต่แม้ว่ามวลสูงสุดที่จะคงดาวให้มีสภาพเป็น ดาวแคระขาว อยู่ได้จะกำหนดว่าต่ำกว่า ๑.๔ เท่าของดวงอาทิตย์ก็ตาม ดวงดาวส่วนใหญที่มีมวลแรกเริ่มในวิถีหลักของชีวิตมากถึง ๘ เท่าของดวงอาทิตย์ ก็จะเป่าสาดสูญเสียมวลส่วนใหญ่ไป จนเมื่อมาถึงขั้นนี้มวลในแกนที่เหลือ จะมีน้อยกว่า ๑.๔ เท่าของดวงอาทิตย์ จึงประมาณว่าดวงดาวที่มีขนาดต่ำกว่า ๘ ถึง ๑๑ เท่าของดวงอาทิตย์ จะมีจบชีวิตลงด้วยการเป็นดาวแคระขาว
จากทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างมวลและขนาดของดวงดาว ในสภาวะที่เป็น degenerate เช่นนี้ยิ่งมีมวลมากขนาดก็จะเล็กลง ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น หากมวลเพิ่มขึ้นแรงยุบยวบตัวก็มากขึ้น ขนาดของดาวก็จะเล็กลงเรื่อยๆ จนเมื่อดาวมีมวลมากกว่า ๑.๔ เท่าของดวงอาทิตย์ แรงดึงดูดจะทำให้ดาวถล่มตัวลงมาเข้าหาศูนย์กลางจนไม่มีอะไรเหลือ ที่เห็นเป็นรัศมีมีค่าเป็นศูนย์ในกราฟข้างล่าง คือดาวจะไม่สามารถคงตัวเป็นดาวแคระขาวอยู่ได้อีกแล้ว
![]() |
| (ภาพที่ ๖๙) แสดงค่าของมวลของดวงดาว ที่จะอำนวยให้ดาวดำรงความเป็น ดาวแคระขาว คือมวลที่เหลือจะต้องมีไม่เกิน ๑.๔ เท่าของมวลของดวงอาทิตย์ ดาวจึงจะจบชีวิตด้วยการเป็นดาวแคระขาว หากมีมวลที่เหลือมากกว่านี้ ชะตาชีวิตของดวงดาวก็จะกลายเป็นอื่นไป เรียกค่าจำกัดสูงสุดของมวลนี้ว่า ขีดจำกัดของจันดราเศกขาร์ ภาพโดย ศจ James Schombert |
คราวหน้าจะมาพูดถึงจุดจบของดาวที่มวลมากๆที่ตายแบบดังระเบิด กลายเป็นดาวนิวตรอนหรือหลุมดำ ขอขอบคุณที่ได้ติดตามอ่านกันมา


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |