คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/117" type="text/javascript"></script>
Dark energy
อะไรผลักดันให้เอกภพขยายตัวออกจากกัน
ผู้เขียน: ดร. อรรถกฤต ฉัตรภูติ ชมแล้ว: 63,218 ครั้ง
post ครั้งแรก: Mon 7 January 2008, 9:58 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 10 January 2008, 4:03 pm
อยู่ในส่วน: ฟิสิกส์

หน้าที่ 3 - สูญญากาศในควอนตัมฟิสิกส์
เจ้าของงานเขียน แ้ก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่

ดร. อรรถกฤต ฉัตรภูติ

ภาควิชาฟิสิกส์์ คณะวิทยาศาสตร์

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม




...Previously, people have thought of the vacuum as a region of space that is completely empty, a region of space that does not contain anything at all.

Now we must adopt a new picture. We may say that the vacuum is a region of space where we have the lowest possible energy...




P.A.M. Dirac (1978)



ธรรมชาตินั้นมีความซับซ้อนอย่างที่เราคาดไม่ถึง บางครั้งการที่จะทำความเข้าใจปรากฎการณ์หนึ่ง อาจจะเกี่ยวข้องกับอีกหลายๆปรากฎการณ์ ซึ่งต้องใช้ความรู้ทั้งหมดที่เรามีอยู่เพื่อที่จะนำมาอธิบาย ในปัจจุบันค่าคงที่ของจักรวาลหรือ Cosmological constant ถือว่าเป็นหนึ่งในความลับของธรรมชาติ ซึ่งถ้าเราเข้าใจก็อาจจะเป็นกุญแจที่นำนักวิทยาศาสตร์ไปสู่ความความลับของเอกภพทั้งหมดก็ได้



อาศัยเพียงทฤษฎีสัมพัทธภาพโดยลำพังนั้นแทบจะไม่ได้บอกอะไรเราเกี่ยวกับคุณสมบัติของค่าคงที่นี้ มันดูจะอธิบายเพียงแค่ว่า Cosmological constant เทียบได้กับมวลของกาลอวกาศ (space-time) เมื่อไม่มีวัตถุใดๆกดทับมันอยู่ เป็นพลังงานของเอกภพเมื่อไม่มีสสารและพลังงานใดๆอยู่ในเอกภพเลย ในอีกแง่หนึ่ง ค่าคงที่ของจักรวาลก็คือพลังงานของสูญญากาศหรือที่เรียกว่า Vacuum energy นั่นเอง


แต่ก่อนที่จะมาทำความเข้าใจว่าเหตุใดความว่างเปล่าจึงทำให้เกิดพลังงานได้ เราควรจะทำความเข้าใจ กับคำว่าสูญญากาศกันเสียก่อน



ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปเรานิยามอวกาศ หรือ(space) ตามหลักของมัค (Mach's Principle) ซึ่งกล่าวว่าอวกาศก็คือเครือข่ายของความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆที่อยู่ในเอกภพ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่) สูญญากาศคือเอกภพไม่มีสิ่งใดอยู่เลยย่อมไม่มีความสัมพันธใดๆเกิดขึ้น ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักการของมัค
แต่เหตุใดทฤษฎีของไอน์สไตน์ถึงจึงสามารถกล่าวถึงเอกภพที่ไม่มีสิ่งใดมวลหรือพลังงานใดๆอยู่ในตัวมันได้? ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าไอน์สไตน์อธิบายพฤติกรรมของแรงโน้มถ่วงด้วยโดยใช้ทฤษฎี "สนาม" สนามในทางคณิตศาสตร์หมายถึงปริมาณที่มีค่าแปรผันต่อเนื่องทุกๆตำแหน่งในจักรวาล ผู้อ่านอาจจะนึกถึงคำว่าสนามไฟฟ้า ซึ่งหมายถึงอำนาจไฟฟ้าที่แผ่มาออกมาจากอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า


สนามไฟฟ้าของประจุหนึ่งนั้นแผ่กระจายไปทั่วจักรวาล ถ้าใกล้ประจุไฟฟ้ามากสนามก็จะมีค่าแรงมาก แต่ยิ่งไกลออกไปสนามก็จะอ่อนลงจนวัดไม่ได้ แต่สนามไม่ได้หายไปไหนเพียงแต่มีค่าน้อยจนเข้าใกล้ศูนย์เท่านั้นเอง


ในทำนองเดียวกันแรงโน้มถ่วงก็สามารถอธิบายด้วยสนามโน้มของแรงโน้มถ่วงหรือ Gravitational field ซึ่งแผ่กระจายไปทั่วเอกภพ ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทีสร้างเป็นอวกาศ และโครงสร้างเอกภพทั้งหมด


ในกรณีที่ไม่มีวัตถุ สสาร หรือพลังงานใดๆอยู่ในเอกภพ ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีสนามโน้มถ่วงอยู่ ดังนั้นเอกภพที่ไม่มีสสารอยู่เลยจึงสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่ขัดแย้งกับหลักการของทฤษฎีสัมพัทธภาพ




การศึกษาเรื่องของสูญญากาศในอีกสาขาหนึ่งของฟิสิกส์ คือควอนตัมฟิสิกส์ก็ให้ผลน่าสนใจไม่แพ้กัน ในขณะที่ทฤษฎีสัมพัทธภาพอธิบายปรากฎการณ์ธรรมชาติในระดับใหญ่ๆเช่นการเคลื่อนที่ของดวงดาว ปรากฎการณ์ธรรมชาติในระดับเล็กๆระดับอะตอมและโมเลกุล กลับตกอยู่ใต้อิทธิพลของควอนตัมฟิสิกส์ เทคโนโลยีต่างๆที่เราใช้กับอยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่ล้วนเป็นผลมาจากความสำเร็จของทฤษฎีควอนตัมทั้งสิ้น



ความคิดเกี่ยวกับ Vacuum energy หรือบางครั้งเรียกว่า Zero-point energy เริ่มเกิดขึ้นมาครั้งแรก โดยผลงานของ แม็กซ พลังค์ (Max Planck) และผลงานของไอนสไตน์กับ อ็อตโต สเตอร์น (Otto Stern)
เพื่อที่จะอธิบายปัญหาการแผ่รังสีของวัตถุดำซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของทฤษฎีควอนตัม และจากนั้นเป็นต้นมา Zero-point energy นั้นอยู่คู่กับการพัฒนาของทฤษฎีควอนตัมมาโดยตลอด รูปแบบปัจจุบันของทฤษฎี ซึ่งใช้อธิบายธรรมชาติของอนุภาคพื้นฐานนั้นรู้จักกันในชื่อของ ทฤษฎีสนามควอนตัม หรือ Quantum field theory ซึ่งอธิบายอนุภาคมูลฐานที่ประกอบขึ้นเป็นสสารและพลังงานในเอกภพด้วย "สนาม" 2ชนิด สสารต่างๆประกอบมาจากอนุภาคเฟอร์มี (หรือสนามเฟอร์มี) ซึ่งได้แก่ อิเล็กตรอน คว๊าก นิวตริโน ฯลฯ ส่วนอีกชนิดคืออนุภาคโบซอน ซึ่งจะทำหน้าที่ที่เป็นสื่อนำแรง ทำให้เกิดอัตรกริยาระหว่างอนุภาคต่างๆ

ยกตัวอย่างเช่น โฟตอนซึ่งเป็นอนุภาคของแสงสว่างทำหน้าที่เป็นสื่อนำแรงแม่เหล็กไฟฟ้า สนามเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มี Zero-point energy ซึ่งเกิดขึ้นได้แม้ว่าจะไม่มีอนุภาคเหล่านี้อยู่เลย



สาเหตุที่ความว่างเปล่าเช่นสูญญากาศสามารถทำให้เกิดพลังงานได้นั้นมาจากหลักการสำคัญของทฤษฎีที่เรียกว่า หลักความไม่แน่นอนของไฮเซนบอร์ก หรือ Uncertainty principle ที่เสนอโดยนักฟิสิกส์ ชาวเยอรมัน เวอร์เนอร์ ไฮเซนเบอร์ก ซึ่งกล่าวถึงความคลาดเคลื่อนในการวัดตำแหน่งและโมเมนตัมของวัตถุเล็ก ไฮเซนเบอร์ก เสนอว่าเราไม่สามารถที่จะรู้ทั้งตำแหน่งและโมเมนตัม(ปริมาณที่เกี่ยวข้องกับ ความเร็วของอนุภาค)ได้อย่างถูกต้อง 100เปอร์เซนต์ ถ้าเราทราบตำแหน่งที่แน่นอนของอนุภาค เราก็จะไม่สามารถที่จะทราบโมเมนตัมของมันได้เลย



นอกจากตำแหน่งและโมเมนตัมแล้ว พลังงานกับเวลาก็ปฎิบัติตามกฎของไฮเซนเบอร์กอย่างเช่นเดียวกัน ถ้าหากเราต้องการวัดพลังงานของอนุภาคให้มีความแม่นยำมากๆ เราก็จะต้องใช้เวลาวัดนานมาก
ถ้าต้องการให้มีความแม่นยำไม่ผิดพลาดเลย ทฤษฎีบอกว่าเวลาที่ใช้ในการวัดจะยาวนานชั่วกัลปาวสาน


ด้วยหลักการนี้เองในที่ๆไม่มีอะไรเลยเช่นสูญญากาศจึงมีพลังงานที่ไม่เป็นศูนย์



จากสมการของไอนสไตน์ E = mc2 ซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างมวลสารกับพลังงาน ชี้ให้เห็นว่าเมื่อพลังงานของสูญญากาศไม่เป็นศูนย์ก็น่าจะมีอนุภาคกำเนิดขึ้นจากความว่างเปล่า อนุภาคและปฎิอนุภาคจะกำเนิดขึ้นมาจากความว่าเปล่า และจะสลายตัวภายในเวลาอันรวดเร็ว เนื่องจากผลของหลักความไม่แน่นอนของไฮเซนเบอร์ก ดังที่แสดงไว้ในรูปข้างล่างนี้ การที่มันเกิดขึ้นและสลายตัวอย่างรวดเร็วนี้ทำให้เราไม่สามารถสังเกตุเห็นได้ ชีวิตประจำวัน ปรากฎการณ์นี้ในบางครั้งถูกกล่าวถึงในชื่อ การสั่นทางควอนตัม หรือ Quantum fluctuation



ในเมื่อปรากฎการณ์การสั่นทางควอนตัมนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเราไม่สามารถที่จะสังเกตุได้ง่ายๆ ผู้อ่านอาจจะไม่แน่ใจว่าพลังงานสูญญากาศนั้นจะมีอยู่จริงหรือเป็นเพียงแค่จินตนาการในแผ่นกระดาษ แต่สำหรับนักฟิสิกส์นั้นปรากฎการที่เกี่ยวข้องกับ Vacuum energy เป็นที่ทราบกันมาหลายสิบปีแล้ว เช่นการเปลี่ยนแปลงระดับพลังงานของอะตอมไฮโดรเจนที่เรียกว่าปรากฎการณ์ Lamb shift ซึ่งเกี่ยวข้องกับพลังงานสูญญากาศของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า



หลักฐานสำคัญที่ยืนยันการมีอยู่ของ Vacuum energy คือ ปรากฎการณ์คาซิเมียร์ หรือ Casimir effect ซึ่งทำนายเอาไว้โดยนักฟิสิกส์ชาวฮอลันดา เฮนริก คาซิเมียร์ ( H.B.G. Casimir) ในปี ค.ศ. 1948
คาซีเมียร์ได้คำนวนพบว่าเมื่อนำเอาแผ่นตัวนำที่ไม่มีประจุขนาดใหญ่ 2 แผ่นมาวางไว้ไกล้กันในสูญญากาศ จะปรากฎว่ามีแรงดึงดูดแผ่นทั้งสองให้เคลื่อนเข้าหากัน ทั้งๆที่ไม่มีประจุไฟฟ้าหรืออนุภาคใดๆอยู่เลย


สาเหตุที่มีแรงดึงดูดระหว่างแผ่นตัวนำทั้งสองก็เนื่องมาจากสถานะสูญญากาศของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งอยู่รอบๆแผ่นตัวนำทั้งสอง เนื่องจากว่าตัวนำทั้งสองแผ่นนั้นอยู่ชิดกันมากทำให้มีแต่เฉพาะคลื่นสูญญากาศ ที่ความถี่สั้นๆเท่านั้นที่จะสามารถอยู่ระหว่างแผ่นตัวนำทั้งสองได้ (ดังรูปข้างล่าง) ในขณะที่ภายนอกแผ่นตัวนำ สถานะสูญญากาศของคลื่นแม่แหล็กไฟฟ้าสามารถมีได้ทุกๆความยาวคลื่น ทำให้มีแรงดันภายนอกมากกว่า แรงดันที่อยู่ระหว่างแผ่นตัวนำทั้งสอง จึงมีแรงผลักให้แผ่นตัวถูกดูดเข้าหากัน



ปรากฎการณ์คาซิเมียร์นี้ได้รับการยืนยันโดยการทดลองหลายต่อหลายครั้ง ตัวอย่างหนึ่งของการทดลอง เพื่อพิสูจน์ปรากฎการณ์ดังกล่าวแสดงดังรูปข้างบน (ภาพสองภาพนี้ดัดแปลงภาพจากบทความของ Scientific American
http://www.sciam.com/1297issue/1297yam.html โดย Philip Yam)





<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 2) หน้าถัดไป (หน้า 4) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 11 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 12 ม.ค. 2549 (16:08)
มันจะเป็นลักษณะเดียวกับขั้วแม่เหล็กไหม? เราอาจมีพลังงานแม่เหล็กที่แบบเหมือนกันฃึ่งมันจะผลักกันแล้วมันไหม๊
parn M.3/8 T.CH. (IP:58.136.144.140,192.168.1.214,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 25 ก.ย. 2549 (17:17)
เรา (หมายถึงเหล่านักดาราศาสตร์และนักฟิสิกส์) มีข้อสงสัยกันว่า เอกภพหยุดนิ่งอยู่ หรือมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และหากมีการเปลี่ยนแปลง เอกภพกำลังขยายตัวใหญ่หรือหดตัวเล็กลง อันนี้ผมว่าเป็นการศึกษาที่ดีและน่าศึกษา แต่ที่กำลังจะใช้ "ซูเปอร์โนวา" ในการพิสูจน์เรื่องนี้นั้น ผมว่าคงจะผิดความหมาย และไม่น่าจะใช้เป็นตัวพิสูจน์ในข้อสงสัยอันนี้ได้
ซูเปอร์โนวา เป็นกลุ่มก๊าซร้อนและรังสีที่เพิ่งผ่านเข้ามาสู่เอกภพ ตัวมันเองมีพฤติกรรมปกติในการ 'ผลัก' มวลอยู่แล้ว
โดยทั่วไปนักดาราศาสตร์มักชอบคิดกันว่า การที่มวลจำนวนหนึ่งกระจายออกมาจากสิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วยความเร็วตั้งแต่พอประมาณไปจนถึงเร็วมาก มิหนำซ้ำ สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ว่านี้มีแสงสว่างออกมาด้วย แสดงว่าไอ้สิ่งหนึ่งสิ่งใดตัวนี้ (ที่เป็นจุดศูนย์กลางของการกระจายนั่นแหละ) จะต้องกำลังระเบิดอยู่แน่ ๆ
เป็นที่แน่นอนว่า คำว่า "ระเบิด" ที่ว่านี้มีตัวแบบความคิดมาจากการระเบิดประดามี ที่ปรากฏอยู่บนโลก...แบบว่ามีเสียง"บึ้ม" แล้วก็มีอะไรต่อมิอะไรกระจายออกมา ทั้งหมดคือมวลเล็ก ๆ ที่แยกตัวออกมาจากมวลที่ถูกแรงระเบิด
ทว่า... นักดาราศาสตร์แน่ใจได้อย่างไรว่า สิ่งที่กำลังเกิดอยู่ในจักรวาล เป็นแบบเดียวกันกับการระเบิดที่ปรากฏอยู่บนโลก ของสองสิ่งที่คล้าย ๆ กัน บางทีอาจไม่ใช่สิ่งสิ่งเดียวกันก็ได้...
มิหนำซ้ำ...บางทียังตรงกันข้ามอีกด้วย
ซูเปอร์โนวา มิใช่ดวงดาวที่กำลังระเบิด (แบบระเบิดบนโลก) และกลายเป็นดาวดวงใหม่ หากแต่มันคือพลังงาน ที่ปรากฏขึ้น เพื่อฟอร์มตัวเป็นดาวดวงใหม่ มันกำลังเริ่มต้นสร้างมวลใหม่ แต่ในขณะเดียวกัน รังสีของมัน ก็ผลักมวลเหล่านั้น (ที่เห็นเป็นฝุ่น ๆ ผง ๆ) ให้กระจายออกมา โดนสนามที่เป็นปฏิภาคโน้มถ่วง (หมายถึงสนามที่มีพฤติกรรมตรงข้ามกับสนามโน้มถ่วง)
ในเมื่อมันกำลังผลักมวลอยู่ มันจึงวิ่ง ราวกับมันกำลังกระเจิดกระเจิงออกไปจากเอกภพ
การที่เราพบว่า คนคนหนึ่ง กำลังวิ่งตะบึงอยู่ในสนามฟุตบอล เป็นข้อพิสูจน์หรือเปล่าว่าสนามฟุตบอลกำลังขยายตัว
แล้วซูเปอร์โนวาจะใช้เป็นข้อพิสูจน์อะไรได้
ก็เป็นข้อพิสูจน์ว่า 'บิ๊กแบง Big Bang' ไม่เคยเกิดขึ้นในเอกภพ แต่ที่มันเคยเกิด และกำลังเกิดอยู่ และจะเกิดเรื่อย ๆ ในโอกาสต่อ ๆ ไป ก็คือ 'โนวาเล็ก ๆ Nanova' เหล่านี้ต่างหากเล่า...
einstine เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 29 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 10 ม.ค. 2551 (23:45)
เอกภพ คงไม่ใช่เอก อีกต่อไปเพราะก็รู้อยู่เเล้วว่ายิ่งเราค้นหามันสักเท่าใดมันยิ่งเลื่อนลอยเเละเหมือนจะไม่มีอยู่จริง ยิ่งค้นหายิ่งมีทฤษฏีใหม่ใหม่มาเรื่อยๆ เเม้เเต่ทฤษฏีที่ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้มันก็อาจาจะเป็นไปได้ มนุษย์ก็เช่นกัน ค้นหากันไปมา เเต่ไม่เคยค้นหาตัวเองเลยบางทีถ้าเข้าใจตัวเองบ้างทุกอย่างคงไม่มีอะไรให้คิดมากไป...
toro เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 130 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 11 ม.ค. 2551 (00:29)
เราจะรู้ได้อยางไรว่าระยะที่เรายืนอยู่ในตอนนี้คือระยะที่เอกภพกำลังเคลื่อนที่เข้ามาด้วยความเร็วสูงหรือเคลื่อนที่ออกไปด้วยความเร็วสูงเเละกำลังจะดับซึ่งในเวลานี้เราอาจยืนอยู่ที่จุดกลางๆที่ไม่สามารถบอกอะไรได้ก็ได้เพราะการเดินทางของจักรวาลยาวนานกว่าช่วงชีวิตมนุษย์หลายเท่าเราเพียงเเต่สมมุติฐานเเละเเทนค่าความเป็นไปได้เท่านั้นเอง
toro เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 130 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 2 ก.พ. 2551 (21:44)
ไม่รู้เรื่องหรอกค่ะแต่หนูชอบอ่าน

แล้วแบบนี้คงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญเลย
พิชญาภา วระไวย์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 11 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 110 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 18 ก.พ. 2551 (19:51)

คุณ einstine พูดเหมือนพวกนักประจักษ์นิยมเลย ว่าทุกสิ่งที่เกิดไม่ได้เป็นหลักประกันสิ่งที่จะเกิดตามมาว่าจะต้องเหมือนกันกับสิ่งที่เกิดมาก่อนๆ


แต่ข้าพเจ้าคิดว่าพวกนักวิทยาศาสตร์ก็ไม่น่าจะหลงกลความแตกต่างของสภาพเท่าไหร่ เพราะไม่ว่าจะยังไง กฏเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ใช่ได้กับทุกจุดในจักรวาล นิวตันเป็นคนกล่าวไว้ ( ผิดคนก็ขออภัย ) ดังนั้นระเบิดที่นี้ หรือที่โน้น ถ้าอยู่จักรวาลเดียวกันก็ไม่น่ามีปัญหา นะ ข้าพจ้าว่า 


Dr.hannibal lecter เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 22 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 200 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 26 ก.พ. 2551 (17:03)

ก็ไม่เห็นจะยากนะครับ แรงที่ว่ากันอยู่เนี่ย (Dark energy) ก็คือแรงดึงดูดที่เอกภพอื่น ๆ ที่อยู่รอบ ๆ เอกภพของเรานี่แหละครับ ช่วยกันดูดเอกภพของเราออกไปทุกทิศทุกทาง แต่--


ถ้าคิดอีกนัยหนึ่ง ถ้ามวลหรือพลังงานรวมก่อนเกิด bigbang ของ เอกภพเรา มีมากกว่าแรงดึงดูดที่เอกภพอื่น  ๆ ที่อยู่รอบ ๆ กระทำกับเอกภพของเรา ก็จะเกิด big crunch งัยครับ


ว่าแต่ว่า แล้วมันจะมีเส้นหรือแผ่นกั้นอะไรระหว่างเอกภพอีกล่ะ หรือถ้าไม่มี สสารหรือพลังงานบางส่วนของเราก็จะไปรวมกับมวลหรือพลังงานของเอกภพอื่น หากรวมกันเยอะขึ้นก็จะเกิด big crunch รวมเป็นอะตอม ของเอกภพ และเมื่ออะตอมตั้งตั้นนี้ ไปอยู่ที่ ๆ มีแรงดึงดูดของเอกภพอื่น ๆ มาก ๆ ก็อาจจะระเบิดเกิด bigbang ใหม่ วน ๆๆๆ ๆๆๆ ๆๆ กันไป 


งง งง งง งง


soulful เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 56 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 26 เม.ย. 2551 (17:41)

คห 7 >> ผมว่าน่าจะเป็นสัจพจน์ของไอสไตน์นะครับ ที่บอกว่ากฏทางฟิสิกส์ ไม่สามารถใช้ได้ทุกที่ไม่ว่าผู้สังเกตจะเป็นใคร  


    ยิ่งอ่านยิ่งรู้ยิ่งงง แต่มันก็ยิ่งท้าทายยิ่งน่าสนใจ ยิ่งอยากเรียน 


 


 


 


RainOfGod เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 4 พ.ค. 2551 (15:09)

แผ่นตัวนำก็ต้องมีประจุสิ แต่มีประจุเป็นกลางเฉยๆ


แล้วก็มันก็ต้องมีมวลด้วย


เพราะฉนั้นมันก็ต้องมีแรงดึงดูดระหว่างกันสิ


เป็นไปตามกฎของนิวตัน


sakkutter เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 17 พ.ค. 2551 (23:44)

ผมขอคัดค้าน คห ที่ 2 นะคับ


เพราะว่า  การที่แสงเดินทางมาถึงโลกนั้นจะมีคลื่นความยาวอยู่ ยิ่งยาวมากแปลว่ายิ่งอยู่ไกลมาก (ตามรูปภาพในหน้าที่ 1) เพราะฉะนั้น ผมคิดว่า นักวิทยาสาศตร์คงใช้เวลาในการดูปรากฏการณ์ต่าง ๆ หลาวัน (คงไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใหนดูเหตุการณ์ต่างๆในเวลาอันสั้นแล้วออกมาสรุปหลอกนะครับ) จนอาจจะพบว่า คลื่นความยาวมันมีความถี่น้อยลง  หรือว่ามีความยาวของคลื่นมากขึ้น เนื่องมาจากว่าเอกภพมันขยายตัวออกไป


ก็เหมือนกับคุณหยดสีบนผิวลูกโป่งแหละคับ สมมุดว่าหยดสีแดงและสีเขียวในจุดที่ใกล้กัน ในตอนแรกทั้ง 2 จุดจะใกล้กัน แต่เมืองลูกโป่งขยายตัวออกไป  พื้นที่ผิวของลูกโป่งก็จะมากขึ้นด้วย ทำให้ระยะห่างของทั้ง 2 จุดมันก็จะมากขึ้นด้วยเช่นกัน 


 


ถูกมั้ยคับ


lllsunlll เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 3 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 12 ก.ค. 2551 (10:55)

........... อดีตกาลนานมาแล้ว มีสิ่งชีวิตจำนวนหนึ่ง อาศัยอยุ่ในดาวเคราะห์ทั้ง 3 ดวง


เนื่องด้วยระยะห่างที่ใกล้กันจนเกินไประหว่าง3ดาวเคราะห์


สิ่งมีชีวิตเหล่านี้จึงทำสงครามแย่งดินแดนกันมาอย่างยาวนาน


ยุคสมัยนั้นยังมีแร่มากมายที่มีพลังงานลึกลับแฝงอยู่ พลังงานลับที่สิ่งมีชีวิตยุคนั้นเรียกกันว่า


"Dark energy"เป็นพลังงานที่ใช้ผลักดันหรือต้านแรงดึงดูด


สิ่งมีชีวิตยุคนั้นใช้แร่ชนิดตืดกับตัวเพื่อที่จะดันตัวเองขึ้นไปบนฟ้า(บินได้)


ช่วงสมัยนั้นสงครามยืดเยื้อกันยาวนานจนเหล่าสิ่งมีชีวิตยุคนั้นตัดสินใจใช้แร่ที่มีพลังงานลับแฝงทั้งหมด


มาหลอมรวมกันเป็นหนึ่งแล้วโยนทิ้งไว้ช่องว่างของอวกาศระหว่างดาวเคราะห์ทั้งสามนานวันขึ้น


ระยะห่างจากดาวเคราะห์ทั้งสามก็ไกลห่างกันไปเรื่อยๆ เพื่อที่พวกสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นจะไม่มีวันหวนกลับมา


พบกันอีกเป็นครั้งที่สอง


จบ............


Imagination is more important than knowledge


 


 


 


mariczone เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


จ้อ
(อรรถกฤต ฉัตรภูติ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 18,204 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 7 ปี
แบ่งปันความรู้ 1,411 ครั้ง
ได้รับดาว 239 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

Dark energy [63,219]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [537,339]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [398,284]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [417,717]
Global Warming { English } [159,981]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.