<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/117" type="text/javascript"></script> |
|
Dark energy
อะไรผลักดันให้เอกภพขยายตัวออกจากกัน
post ครั้งแรก: Mon 7 January 2008, 9:58 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 10 January 2008, 4:03 pm
|
คุณ einstine พูดเหมือนพวกนักประจักษ์นิยมเลย ว่าทุกสิ่งที่เกิดไม่ได้เป็นหลักประกันสิ่งที่จะเกิดตามมาว่าจะต้องเหมือนกันกับสิ่งที่เกิดมาก่อนๆ
แต่ข้าพเจ้าคิดว่าพวกนักวิทยาศาสตร์ก็ไม่น่าจะหลงกลความแตกต่างของสภาพเท่าไหร่ เพราะไม่ว่าจะยังไง กฏเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ใช่ได้กับทุกจุดในจักรวาล นิวตันเป็นคนกล่าวไว้ ( ผิดคนก็ขออภัย ) ดังนั้นระเบิดที่นี้ หรือที่โน้น ถ้าอยู่จักรวาลเดียวกันก็ไม่น่ามีปัญหา นะ ข้าพจ้าว่า
ก็ไม่เห็นจะยากนะครับ แรงที่ว่ากันอยู่เนี่ย (Dark energy) ก็คือแรงดึงดูดที่เอกภพอื่น ๆ ที่อยู่รอบ ๆ เอกภพของเรานี่แหละครับ ช่วยกันดูดเอกภพของเราออกไปทุกทิศทุกทาง แต่--
ถ้าคิดอีกนัยหนึ่ง ถ้ามวลหรือพลังงานรวมก่อนเกิด bigbang ของ เอกภพเรา มีมากกว่าแรงดึงดูดที่เอกภพอื่น ๆ ที่อยู่รอบ ๆ กระทำกับเอกภพของเรา ก็จะเกิด big crunch งัยครับ
ว่าแต่ว่า แล้วมันจะมีเส้นหรือแผ่นกั้นอะไรระหว่างเอกภพอีกล่ะ หรือถ้าไม่มี สสารหรือพลังงานบางส่วนของเราก็จะไปรวมกับมวลหรือพลังงานของเอกภพอื่น หากรวมกันเยอะขึ้นก็จะเกิด big crunch รวมเป็นอะตอม ของเอกภพ และเมื่ออะตอมตั้งตั้นนี้ ไปอยู่ที่ ๆ มีแรงดึงดูดของเอกภพอื่น ๆ มาก ๆ ก็อาจจะระเบิดเกิด bigbang ใหม่ วน ๆๆๆ ๆๆๆ ๆๆ กันไป
งง งง งง งง
คห 7 >> ผมว่าน่าจะเป็นสัจพจน์ของไอสไตน์นะครับ ที่บอกว่ากฏทางฟิสิกส์ ไม่สามารถใช้ได้ทุกที่ไม่ว่าผู้สังเกตจะเป็นใคร
ยิ่งอ่านยิ่งรู้ยิ่งงง แต่มันก็ยิ่งท้าทายยิ่งน่าสนใจ ยิ่งอยากเรียน
แผ่นตัวนำก็ต้องมีประจุสิ แต่มีประจุเป็นกลางเฉยๆ
แล้วก็มันก็ต้องมีมวลด้วย
เพราะฉนั้นมันก็ต้องมีแรงดึงดูดระหว่างกันสิ
เป็นไปตามกฎของนิวตัน
ผมขอคัดค้าน คห ที่ 2 นะคับ
เพราะว่า การที่แสงเดินทางมาถึงโลกนั้นจะมีคลื่นความยาวอยู่ ยิ่งยาวมากแปลว่ายิ่งอยู่ไกลมาก (ตามรูปภาพในหน้าที่ 1) เพราะฉะนั้น ผมคิดว่า นักวิทยาสาศตร์คงใช้เวลาในการดูปรากฏการณ์ต่าง ๆ หลาวัน (คงไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใหนดูเหตุการณ์ต่างๆในเวลาอันสั้นแล้วออกมาสรุปหลอกนะครับ) จนอาจจะพบว่า คลื่นความยาวมันมีความถี่น้อยลง หรือว่ามีความยาวของคลื่นมากขึ้น เนื่องมาจากว่าเอกภพมันขยายตัวออกไป
ก็เหมือนกับคุณหยดสีบนผิวลูกโป่งแหละคับ สมมุดว่าหยดสีแดงและสีเขียวในจุดที่ใกล้กัน ในตอนแรกทั้ง 2 จุดจะใกล้กัน แต่เมืองลูกโป่งขยายตัวออกไป พื้นที่ผิวของลูกโป่งก็จะมากขึ้นด้วย ทำให้ระยะห่างของทั้ง 2 จุดมันก็จะมากขึ้นด้วยเช่นกัน
ถูกมั้ยคับ
........... อดีตกาลนานมาแล้ว มีสิ่งชีวิตจำนวนหนึ่ง อาศัยอยุ่ในดาวเคราะห์ทั้ง 3 ดวง
เนื่องด้วยระยะห่างที่ใกล้กันจนเกินไประหว่าง3ดาวเคราะห์
สิ่งมีชีวิตเหล่านี้จึงทำสงครามแย่งดินแดนกันมาอย่างยาวนาน
ยุคสมัยนั้นยังมีแร่มากมายที่มีพลังงานลึกลับแฝงอยู่ พลังงานลับที่สิ่งมีชีวิตยุคนั้นเรียกกันว่า
"Dark energy"เป็นพลังงานที่ใช้ผลักดันหรือต้านแรงดึงดูด
สิ่งมีชีวิตยุคนั้นใช้แร่ชนิดตืดกับตัวเพื่อที่จะดันตัวเองขึ้นไปบนฟ้า(บินได้)
ช่วงสมัยนั้นสงครามยืดเยื้อกันยาวนานจนเหล่าสิ่งมีชีวิตยุคนั้นตัดสินใจใช้แร่ที่มีพลังงานลับแฝงทั้งหมด
มาหลอมรวมกันเป็นหนึ่งแล้วโยนทิ้งไว้ช่องว่างของอวกาศระหว่างดาวเคราะห์ทั้งสามนานวันขึ้น
ระยะห่างจากดาวเคราะห์ทั้งสามก็ไกลห่างกันไปเรื่อยๆ เพื่อที่พวกสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นจะไม่มีวันหวนกลับมา
พบกันอีกเป็นครั้งที่สอง
จบ............
Imagination is more important than knowledge
คุณeinstein ความเห็นที่ 2 เข้าใจผิดแล้วครับ
เรื่องred shift ของ super nova น่ะแต่เป็นข้อพิสูจน์ว่าเอกภพกำลังขยายอยู่อยู่ด้วยอัตราเร่งตะหาก ไม่เชิงบอกว่ามีbigbang แต่ก็เป็นข้อพิสูจน์ได้ทางอ้อมครับ และขอบคุณความเห็นที่ 11 ที่อธิบายได้ดี คุณคงอ่านมาจาก A brif history of time ของ Hawking สินะครับ ความจริงแล้วนัก cosmology นั้นยอมรับกับการเกิดขึ้นของ bigbang ไปนานแล้วด้วยหลักฐานจากผลการทดลิงมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้น cosmic microwave black ground (CMB) ซึ่งยืนยันได้ว่าเอกภพนั้นมีอายุไข จากรังสีที่หลงเหลือจากการระเบิดของbigbang ในครั้งก่อน ซึ่งยังไม่ถูกดูดกลืนไป และคำนวณอายุหลังจากการเกิดbigbang ได้ด้วยครับ ว่าเอกภพเรานั้นมีอายุมาประมาณกว่า หนึ่งหมื่นล้านปี พูดง่ายๆก็คือbigbang ได้เกิดขึ้นมากว่าหนึ่งหมื่นล้านปีแล้ว และอีกอย่างการระเบิดของsupernova นั้นเพียงพอที่จะผลักฝุ่นและก๊าซรอบๆตัวมันได้อยู่ แต่ไม่สามารถพอที่จะผลักไปได้ทั้งกาแล็กซี่หรอกครับ อย่าลืมสิครับว่ามันเป็นการระเบิดของดาวฤกษ์ทีละดวงไม่ใช่ระเบิดพร้อมกันทั้งกาแล็กซี่นะครับ ถึงจะผลักไปทั้งกาแล็กซี่ได้อะ แล้วการสังเกตred shift นั้นมันเกิดจาก กาแล็กซี่มันเคลื่อนออกไปครับ มันจึงทำให้โฟตอนนั้นเกิดการ red shift เมื่อมันเคลื่อนที่ออกจากผู้สังเกต จริงๆมันเป็นเรื่องปรากฏการณ์ ดอปเปอร์ น่าจะเคยเรียนในฟิสิกส์ม.ปลายนะครับ เพียงแต่นี่มันเป็นปรากฏการณ์ ดอปเปอร์ ของแสงเท่านั้นทำให้ความถี่ที่สังเกตได้มันลดลงซึ่งความความถี่ที่ลดลงคือความถี่ที่ค่อนมาทางสีแดง นึกภาพออกไหมครับ แล้วจากการสังเกตred shift นี้พบว่าแทบทุกกาแล็กซี่นั้นล้วนเคลื่อนที่ออกไปจากเราหมด ดังที่ความเห็นที่ 11 ได้อธิบายไว้แล้วนะครับและการที่กาแล็กซี่ได้เคลื่อนที่ออกไปนี้แหล่ะจึงยืนยันได้ว่าเอกภพกำลังขยายตัวมาจากการระเบิดของbigbang ซึ่งได้ขยายตัวมาเรื่อยๆเหมือนเป่าลูกโป่งนั่นแหล่ะครับ
สงสัยอะไรemail มาถามได้ครับ nirun_ant@hotmail.com


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |