|
ประวัติศาสตร์ศิลปะ โบราณคดี และ แนวทางใหม่
บก. โบราณคดี (22,265 views) first post: Sun 10 February 2002 last update: Sun 10 February 2002
การวิพากษ์การศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะ
|
หน้าที่ 1 - อศินาท อัฐโยล์ค
ในจดหมายข่าวโบราณคดี ฉบับที่ 2 มีข้อเขียนที่ว่าด้วยวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะอยู่สองเรื่องติดๆกัน คือเรื่อง แนวทาง(ใหม่)ของการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ศิลปะ โดย (อาจารย์ ดร.) ศักดิ์ชัย สายสิงห์ กับเรื่อง การศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ ในฐานะที่เป็นการศึกษาหลักฐานทางโบราณคดี โดยรุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง
แม้ว่าจะเป็นเพียงข้อเขียนสั้นๆเรื่องละสองหน้า แต่มุมมองของทั้งสองเรื่องนี้น่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะหากนำมาเชื่อมโยงใช้ทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน
เรื่องแรกเป็นมุมมองของครูผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ ผู้ซึ่งพยายามผลิตสร้างนักศึกษาให้มี คุณภาพ ด้วยการสอนให้นักศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะได้รู้จักคิด รู้จักค้นคว้า และ เข้าใจ ด้วยตัวของตัวเอง แทนที่จะเน้นหนักการท่องจำเช่นที่เคยเป็นมา น่าสนใจว่าสิ่งที่อาจารย์ศักดิ์ชัยค้นพบจากการปรับปรุงการสอนของท่านก็คือ นอกเหนือจากนักศึกษาหลีกเลี่ยงที่จะมาลงทะเบียนเรียนแล้ว จากการประเมินผลจะพบว่ามีนักศึกษาประมาณ 20-30% เท่านั้นที่สามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจกับระบบการเรียนใหม่นี้ได้ดี (ฮา)
ส่วนเรื่องของคุณรุ่งโรจน์นั้น แม้อาจอนุมานว่าผู้เขียนคงจบการศึกษาจากคณะโบราณคดีไปแล้ว แต่ก็คงถือว่าเป็นมุมมองจากฝ่าย ผู้เรียน บ้าง คุณรุ่งโรจน์อธิบายสภาพการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะที่ผ่านมาว่า มุ่งเน้นทางด้านรูปแบบและประติมานวิทยา เพื่อให้ทราบที่มาที่ไป การกำหนดอายุ และให้ทราบคติความเชื่อที่แฝงเร้นอยู่ และได้เน้นย้ำอยู่หลายครั้งว่าประวัติศาสตร์ศิลปะคือส่วนหนึ่งของวิชาโบราณคดี ซึ่ง ไม่สามารถแยกออกจาก(กัน)ได้
เอาละสิ! อาจารย์ศักดิ์ชัยที่รัก ถ้านักศึกษาเขาเห็นว่าประวัติศาสตร์ศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของโบราณคดีอย่างนี้ก็แปลว่าตลอดสี่ปีของชีวิตนักศึกษา ประวัติศาสตร์ศิลปะก็ไม่มีตัวตนในฐานะสาขาวิชาที่เป็นเอกเทศในสายตาของเขาเลย ดังนั้น สิ่งที่อาจารย์เรียนมาสอนมาเกือบครึ่งชีวิตก็ไม่มีความหมายอะไรเลยสิ
ตั้งแต่เริ่มต้นบทความ คุณรุ่งโรจน์ได้ให้เค้าเงื่อนบางอย่างแก่เรา ด้วยการชี้แจงว่า มุมมองของคนจบจากคณะโบราณคดีย่อมคิดว่าวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะก็คือโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์นั่นเอง
มุมมองนี้ผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่งและคิดว่าถูกต้อง
น่าสนใจว่าความคิดในลักษณะนี้ คงไม่ได้มีอยู่เฉพาะตัวคุณรุ่งโรจน์คนเดียว หากแต่เป็นสิ่งที่มีฟุ้งกระจายอยู่ทั่วไปในคณะโบราณคดี
แต่ความคิดเช่นนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ หากพิจารณาจากประวัติศาสตร์เฉพาะตัวของคณะโบราณคดีในมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ซึ่งมีแกนดั้งเดิมคือภาควิชาโบราณคดี แล้วค่อยๆงอกกิ่งก้านออกมาเป็นสาขาอื่นๆเช่น ประวัติศาสตร์ศิลปะ มานุษยวิทยา แม้กระทั่งภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส
วัตถุประสงค์ดั้งเดิมของการจัดการเรียนการสอนวิชาอื่นๆเหล่านี้ คงเป็นไปเพื่อรองรับการศึกษาทางโบราณคดีเป็นหลัก เช่นสอนวิชาดูพระ(ประวัติศาสตร์ศิลปะ) ให้ไปช่วยกำหนดอายุของที่ขุดได้ สอนวิชาภาษาฝรั่งเศสเพื่อให้ไปอ่านตำราศิลปะเขมรของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ เป็นต้น
ไปๆมาๆ แม้ว่าแต่ละวิชาจะพัฒนาต่อมาจนกลายเป็นสาขาเอกเทศ แต่ความรู้สึกเป็นเจ้าเข้าเจ้าของที่พวกโบราณคดีเคยมีมาก็ยังคงได้รับการสืบทอดจนปัจจุบัน (เช่นที่จะพบได้ว่าคณบดีแทบทุกคนล้วนแต่เป็น คนใน คือศิษย์เก่าของคณะโบราณคดีทั้งสิ้น)
|
สภาพการณ์เช่นนี้ทำให้บางสาขาวิชาเกิดความรู้สึกอึดอัดคับข้อง เช่นมานุษยวิทยา ซึ่งในวงวิชาการทั่วไปแล้ว ถือกันว่าเป็นสาขาใหญ่ที่อาจแยกย่อยออกไปเป็นมานุษยวิทยากายภาพ มานุษยวิทยาภาษาศาสตร์ และโบราณคดี หรือในพวกวิชาเอกภาษาต่างๆซึ่งอย่างไรเสีย ทั้งคนเรียนคนสอนก็ยังนึกไม่ค่อยออกว่าเขาเกี่ยวข้องอะไรกับคณะโบราณคดี
หากแต่ในกรณีของประวัติศาสตร์ศิลปะแล้วก็ดูน่าแปลก ที่ทั้งพวกโบราณคดีก็ยังคงอ้างสิทธิครอบครองอยู่ ในขณะเดียวกันสาขาประวัติศาสตร์ศิลปะในคณะโบราณคดี ถึงจะปฏิเสธข้ออ้างนั้นและยืนยันการมีตัวตนของสาขาวิชาอยู่เนืองๆ ก็กลับยังคงไว้ซึ่งลักษณะดั้งเดิมบางอย่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ปรากฎมีในการศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะที่อื่นๆ
ร่องรอย หรือประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ติดตัวภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะของคณะโบราณคดี เสมือนสะดืออันเป็น แผลเป็น ที่เกิดจากการปลิดตัวอ่อนที่เชื่อมต่อกับมดลูกของแม่นั้น เท่าที่นึกออกขณะนี้มีอย่างน้อยที่สุดสามประการ คือทำให้ 1) เป็นประวัติศาสตร์ศิลปะที่ไม่มี ประวัติศาสตร์ 2) เป็นประวัติศาสตร์ศิลปะที่ไม่มี ศิลปะ และ 3) เป็นประวัติศาสตร์ศิลปะที่ว่าด้วย ศิลปะในประวัติศาสตร์ เท่านั้น
ในลักษณะแรกนั้น ก็คือว่า วิชาประวัติศาสตร์ศิลปะของคณะโบราณคดี เป็นวิชาที่ไม่มีประวัติความเป็นมาหรือไม่มีต้นกำเนิด ดังที่ไม่ปรากฏว่ามีการสอนวิชาประเภท ประวัติศาสตร์ศิลปะเบื้องต้น หรือ Introduction to the History of Art เลย ในขณะที่วิชาในสายสังคมศาสตร์/มนุษย์ศาสตร์อื่นๆ ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา วรรณคดี หรือแม้แต่โบราณคดีเอง มีการกล่าวถึงประวัติแนวคิด ปรัชญา ทฤษฎีในการศึกษากันเสมอๆมาตั้งแต่แรกเข้าเรียน ทว่าประวัติศาสตร์ศิลปะของโบราณคดีกลับใช้รายวิชา ศิลปะในประเทศไทย และ ศิลปะในประเทศใกล้เคียง เป็นเสมือนวิชาเบื้องต้นแทนไปเลย
จะว่าวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะไม่มีประวัติทฤษฎีก็คงไม่ใช่ แพราะแม้แต่ในห้องสมุดที่ศิลปากรเอง ก็จะหาหนังสือประเภทนี้ได้ไม่น้อย และในโลกวิชาการแล้ว กระแสทางทฤษฎีต่างๆก็ส่งผลสะเทือนถึงวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะด้วยเสมอมา ไม่ว่าจะเป็นแนวทางมาร์กซิสต์ เฟมินิสม์ ตลอดจนถึงโพสต์โมเดิร์น (หรือโพสต์โคโลเนียล-ยุคหลังอาณานิคม) หากแต่ประวัติศาสตร์ศิลปะของศิลปากรก็กลับเป็นเหมือน อกนิษฐ์พรหม ที่ฝนตกไม่ต้อง ฟ้าร้องไม่ถึง ทำเสมือนว่าความรู้ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่อง อกาลิโก เป็นสิ่งสัมบูรณ์ในตัวเอง ไม่ต้องมีแนวคิดทฤษฎีอะไรก็ศึกษากันไปได้
ในลักษณะที่สอง คือเป็นประวัติศาสตร์ศิลปะที่ปราศจาก ศิลปะ หรือการให้ความสนใจในความงาม ประวัติศาสตร์ศิลปะในสำนักนี้จะถูกห้ามขาดมิให้สนใจในเรื่องความงามหรือเรื่องของสุนทรียะ ทั้งๆที่เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องใหญ่มากในการสร้างงานศิลปะ ความพยายามที่จะเข้าใจศิลปะโดยไม่สนใจความงามจึงเป็นเรื่องคล้ายๆกับการเกลียดปลาไหลกินน้ำแกง(ประเด็นนี้ ใครที่สนใจก็อาจวิสาสะกับดร.เพ็ญสุภา สุขคตะ กวีสาวและดุษฎีบัณฑิตทางประวัติศาสตร์ศิลปะจาก สวิส ผู้ซึ่งเคยมีวิวาทะกับอาจารย์ในภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะมาแล้วได้)
ส่วนลักษณะที่สาม ก็คือประวัติศาสตร์ศิลปะของศิลปากรมักเป็นประวัติศาสตร์ศิลปะที่ว่าด้วย ศิลปะในประวัติศาสตร์ เท่านั้น การเรียนส่วนใหญ่เป็นแต่เรื่องของศิลปะโบราณ นั่นก็คือสนใจแต่เรื่องผลงานของศิลปินที่ตายแล้วเป็นหลัก (โดยไม่ค่อยใส่ใจกับตัวศิลปินด้วยซ้ำ) จริงอยู่ แม้ว่าในระยะหลังอาจมีความสนใจในศิลปินร่วมสมัย หรือกิจกรรมทางศิลปะที่ร่วมสมัยขึ้น (เช่นงานด้านหอศิลป์) แต่ก็ยังนับว่าเป็นส่วนน้อยอยู่ และเป็นลักษณะความสนใจเฉพาะตัวของผู้สอนมากกว่าจะเป็นทิศทางของการเรียนการสอนจริงๆ
|
ลักษณะทั้งสามประการนี้ เราท่านย่อมหาไม่พบในการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ที่โรงเรียนแห่งอื่นๆ หากแต่เป็นลักษณะเฉพาะตัวของวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะของคณะโบราณคดีเท่านั้น เพราะการที่ไม่ต้องมีทฤษฎีก็ดี การที่มุ่งเน้นแต่ศิลปะโบราณก็ดี รวมทั้งการที่ไม่ต้องสนใจเรื่องอื่นนอกจากการกำหนดอายุ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นรูปปรากฏของการเป็น ติ่ง ของวิชาโบราณคดีแบบศิลปากรทั้งสิ้น เพราะสิ่งที่พรรณนามาทั้งหลายทั้งปวงนี้ ก็คือหน้าที่เท่าที่นักโบราณคดีต้องการให้วิชาประวัติศาสตร์ศิลปะกระทำสำหรับตน ดังที่คุณรุ่งโรจน์ได้กล่าวสรุปไว้ว่า ผลการศึกษาเหล่านี้ (คือด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ) นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการศึกษาของตน
ได้เป็นอย่างดี
และหากเราทดลองปักใจเชื่อคุณรุ่งโรจน์ว่าประวัติศาสตร์ศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของวิชาโบราณคดีแล้ว ก็อาจแทนที่คำว่าประวัติศาสตร์ศิลปะในบทความของอาจารย์ศักดิ์ชัย ด้วยคำว่าโบราณคดีได้ทั้งหมด โดยนัยนี้ข้อความของอาจารย์ศักดิ์ชัยที่ว่า ภาพพจน์ของภาควิชาฯมักออกมาในรูปของการท่องจำ การเรียนที่เป็นแบบแผนตายตัว จำให้ได้ตามอาจารย์ผู้สอน ก็ต้องหมายรวมเอาการเรียนการสอนทางโบราณคดีด้วย ดังนั้นปัญหาว่าด้วยเรื่องการเรียนการสอนที่อาจารศักดิ์ชัยอ้างถึง จึงไม่ใช่ปัญหาเฉพาะของภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะของท่านแล้วละครับ
แนวทางใหม่ ไม่ว่าจะเป็นของอาจารย์ศักดิ์ชัยหรือแนวทางใดๆนั้น อย่างไรเสียก็คงเกิดขึ้นได้ยากหากยังไม่สลัดพันธนาการที่เป็นเหมือน แอกทางประวัติศาสตร์ ของภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะออกเสียก่อน
|
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและแหล่งข้อมูลทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 1 ความเห็น, หน้า | 1 |
ความเห็น 1 15 ก.พ. 2553 (17:10) """