ทุนรัฐบาล

ความหมายของทุนรัฐบาล และ ทุนเล่าเรียนหลวง

คือทุน ที่จัดสรร จากเงิน งบประมาณ แผ่นดิน ซึ่งถือเป็นการลงทุนของทางราชการ

เพื่อให้แก่บุคคลที่มี ความรู้ความสามารถ เหมาะสม สอบผ่าน ตามเกณฑ์

และวิธีการคัดเลือก หรือ สอบ แข่งขันที่กำหนด เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายใน

การศึกษาหรือฝึกอบรม ใน ต่างประเทศ ตามความต้องการด้านกำลังคนของกระทรวง

ทบวง กรม ฝ่าย พลเรือน ตามโครงการหรือแผนงาน ซึ่งสอดคล้อง กับนโยบาย

ของรัฐบาล และ แผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ เพื่อให้ได้มาซึ่งผู้มีความรู้

ความ สามารถสูง ในสาขาวิชาและระดับการศึกษา ที่อยู่ในความต้องการ

ของทาง ราชการ ส่วนใหญ่จะไม่มีการเรียน การสอนในประเทศ หรือมีแต่ไม่เพียงพอ

กับ ความต้องการของทางราชการ หรือเพื่อให้ได้มา ซึ่งผู้มีความรู้

ความเข้าใจ ใน เทคโนโลยีใหม่ๆ รวมทั้งเพิ่มพูนประสบการณ์ด้านภาษาขนบธรรมเนียม

ประเพณี และวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ โดยจัดสรร ให้มีผู้ไปศึกษาในหลาย

ประเทศ เพื่อให้เกิดความหลากหลายทางวิชาการและนำความก้าวหน้าทาง

วิชาการ และเทคโนโลยีใหม่ๆ ของแต่ละประเทศ มาใช้ในการพัฒนาประเทศ

ให้เจริญก้าวหน้า



ประวัติการจัดส่งนักเรียนทุนไปศึกษา ณ ต่างประเทศ



การจัดส่งนักเรียนไปศึกษา ณ ต่างประเทศ ด้วยทุนรัฐบาล ได้มีการดำเนินการ

มาช้านานแล้ว แต่ไม่ทราบ แน่ชัดว่าได้เริ่มขึ้น ตั้งแต่ปีใด

แต่จากการตรวจสอบ หลักฐานต่างๆ รวมทั้งพระบรมราชโองการ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอม

เกล้าจ้าอยู่หัว ในบางตอนพอ สรุปได้ว่า การส่งนักเรยนไปศึกษา

ณ ต่างประเทศ เกิดขึ้นจาก สภาพแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลง ทางด้านทางการเมือง

ในขณะ นั้น ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เข้ามามีบทบาท

อย่างมาก อาทิเช่น



1. ต้องการต่อสู้ทางการทูต เพื่อมิให้เมืองไทยตกเป็นเมืองขึ้นของชาวยุโรป

คือ ต้องการ เป็นเอกราช นั่นเอง เป็นพระบรมราโชบาย ของพระบาทสมเด็จ

พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มาแต่เดิม ทั้งนี้ เพราะในสมัยนั้น

ประเทศในยุโรป มักจะยึดประเทศ ด้อยพัฒนา เช่น อินเดีย พม่า ญวน

ฯลฯ เป็นเมืองขึ้น ประกอบ กับ มีฝรั่งมาติดต่อ ค้าขาย มากเป็นกรณีพิเศษ

จึงจำเป็น ต้องรู้ภาษา ทาง ยุโรป เพื่อ ความเข้าใจที่ดีในด้าน

การค้าขาย และเพื่อเชื่อม สัมพันธไมตรี ต่อกัน และ เพื่อการเตรียมตัว

รับสถานการณ์ ข้างหน้าอีกด้วย



2. ต้องการเรียนวิชาสมัยใหม่จากชาวยุโรป ทั้งนี้เพราะ มีการค้าขาย

ติดต่อกับ ชาวต่างประเทศ มากขึ้น โดยคัดเลือก จากบุคคล ที่มีความ

ตั้งใจเรียนดี มีความ ประพฤติดี และร่างกายแข็งแรงเพื่อมาพัฒนาบ้านเมือง

แม้ในพุทธศาสนาเอง ก็ยัง กล่าวไว้ว่า บุคคลที่มีพหูสูตรได้รู้มาก

เรียนมาก มีประสบการณ์มาก ย่อมทำ ความเจริญ ให้แก่ครอบครัว และบ้านเมืองทุกคน



3. เพื่อเป็นการกุศลแก่เด็กไทยทุกคน ไม่เลือกว่ายากดีมีจน เพื่อนำความรู้มา

ประกอบอาชีพส่วนตัว และช่วยเหลือประเทศชาติ



สำหรับนโยบายข้อ 2. และข้อ 3. นั้น เป็นพระบรมราโชบาย ของพระบาทสมเด็จ

พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ซึ่งได้ดำรงความมุ่งหมายทั้ง 3 ประการ

มาจนถึง ปัจจุบัน ในปัจจุบันรัฐบาล ได้ส่งทั้งนักเรียน ทุนรัฐบาลและ

นักเรียนทุน เล่าเรียน หลวง ไปศึกษา ยังต่างประเทศ โดยนอกจาก

จะมุ่งหมาย ให้ได้มาซึ่ง ผู้มี สติ ปัญญาสูง มีความรู้ ความชำนาญ

ในสาขาวิชาการต่างๆ เป็นอย่างดีแล้ว ทาง ราชการ ยังหวังว่า ในอนาคต

นักเรียนที่ส่งไป เหล่านี้จะเป็นผู้มี คุณสมบัติ อย่างน้อย 3

ประการ คือ



1. เป็นผู้ได้รับการศึกษา จากสถาบันการศึกษา ที่มีความรู้สูงสุด

เท่าที่สามารถ จะหา ความรู้ได้ และมีประสบการณ์ ในวิชาชีพนั้นๆ

อย่างเหมาะสม



2. เป็นผู้มีความมุ่งหมาย อย่างแรงกล้าที่จะกลับมา พัฒนาประเทศชาติ



3. มีความประพฤติ เป็นแบบอย่างที่ดี มีคุณสมบัติที่จะ เป็นผู้นำในอนาคต

เช่น มี จิตใจเข้มแข็ง มีความซื่อสัตย์ไว้ใจได้ มีความมัธยัสต์

มีความพยายามสูง มี ความมุ่งหมายที่จะต่อสู้ และแก้ปัญหาของชาติ

มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย มีความเสียสละ มีบุคลิกภาพดี นอบน้อมถ่อมตน

เป็นต้น



หลักเกณฑ์ในการพิจารณาจัดสรรทุนรัฐบาล

1. พิจารณาให้ความสำคัญ แก่ทุนซึ่งจะมีผลเป็น "ตัวคูณ" เช่น ทุนซึ่งให้กับผู้เป็น อาจารย์ เพราะภายหลังจาก สำเร็จการศึกษาแล้ว ผู้รับทุนสามารถ กลับมาสอน นักเรียนได้เป็น จำนวนมาก มากกว่า ทุนที่จะเป็น "ตัวบวก" เช่น ทุนที่ให้กับ ผู้รับ ทุน ซึ่งมิใช่อาจารย์เพราะ เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว เท่ากับได้ผลตามมาคือ ผู้รับทุน คนนั้นเพียงคนเดียวฉะนั้น จึงมีการพิจารณาให้ทุนแก่สถาบัน อุดมศึกษา ประมาณหนึ่งในสาม ของทุนที่จัดสรร ให้ทั้งหมดหรือ มากกว่านั้น ในแต่ละปี



2. พิจารณาถึง ความต้องการกำลังคน ในด้านต่างๆ ของส่วนราชการ ที่สอดคล้องกับ แผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ



3. พิจารณาถึงสาขาวิชา ที่เป็นงานหลัก หรืองานสำคัญ ของส่วนราชการ ตาม ความจำเป็น



4. พิจารณาจัดสรรทุน เพื่อส่งบุคคลไป ศึกษาในระดับ ปริญญาโท หรือในกรณี ที่มี ความจำเป็นพิเศษ จะต้องศึกษา ในระดับปริญญาตรี เพื่อกลับมา ปฏิบัติงาน ในส่วนราชการ ทั่วไป สำหรับการศึกษาในระดับ ปริญญาเอกนั้น จะพิจารณา ให้เฉพาะ สถาบันอุดมศึกษา หรือส่วนราชการ ที่มีความจำเป็นต้องทำการวิจัย ขั้นสูงเท่านั้น



5. พิจารณาจัดสรรทุน ให้ไปศึกษาใน สาขาวิชาที่ไม่มีการสอน ภายในประเทศ หรือมี การสอน แต่ไม่เพียงพอ กับความต้องการ ในระดับ และเนื้อหาของวิชา



6. พิจารณาจากสถิติและข้อมูลค่าๆ ประกอบ โดยคำนึงถึง ประโยชน์ที่ ประเทศ จะ ได้รับเป็นหลัก มากกว่าประโยชน์ ที่ตัวบุคคลจะได้รับ

ประเภทของนักเรียนทุน

จากการที่รัฐบาล ได้เล็งเห็นถึง ความสำคัญ ของการวางแผน กำลังคน

เพื่อให้ ทันสภาวะ ความต้องการ และความจำเป็น ในการพัฒนาประเทศ

ในด้านต่างๆ โดยถือเป็นเสมือน หนึ่งการลงทุน จึงได้อนุมัติทุนต่างๆ

ดังต่อไปนี้



1. ทุนเล่าเรียนหลวง ทุนเล่าเรียนหลวง ได้เริ่มมีการจัดสรร

ให้แก่นักเรียน ตั้งแต่ ปี 2440 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

(รัชกาลที่ 5) ซึ่งทรง พระราชทาน เพื่อเป็นเครื่องจูงใจ ให้นักเรียนตั้งใจ

เล่าเรียน และทรงถือ เป็น การให้รางวัล และได้ทรงพระราชทาน ทุนนี้

ต่อเนื่องกันมาจนถึงปี พ.ศ. 2475 จึงได้หยุดชะงักไประยะหนึ่ง

จนกระทั่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ได้ทรงมีพระราชปรารภ

ให้รื้อฟื้นทุนนี้อีกครั้งในปี พ.ศ. 2508 โดยมี พระราชประสงค์

ให้เป็นรางวัล แก่นักเรียนผู้เรียนดีเช่นเดิม โดยให้ไป ศึกษาขั้นปริญญาตรีในต่างประเทศ

สำหรับสาขาวิชา และสถาบัน อุดมศึกษา ให้ นักเรียน เลือกได้ แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจาก

ก.พ. ทั้งนี้ โดยไม่มีข้อผูกพัน ที่จะต้อง กลับมา รับราชการตามระเบียบ

ก.พ. ว่าด้วยทุนเล่าเรียนหลวง แต่ต้อง เดินทาง กลับ ประเทศไทย

หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว และต้องรายงาน ให้ สำนักงาน ก.พ.

ทราบทุก 6 เดือน ว่ากำลังทำอะไรอยู่ที่ใด ทั้งนี้ หากนักเรียนทุน

เล่าเรียนหลวง ผู้ใดมิได้ เดินทางกลับประเทศหรือไม่อยู่ทำงาน

ในประเทศ ภายในระยะเวลาที่ระบุไว้ ตามสัญญา ก็จะถูกดำเนินการตามสัญญา

นั่นคือ จะ ถูกปรับให้ ชดใช้เงิน ทั้งหมดที่ได้รับไป คืนแก่ทางราชการ

ซึ่งนักเรียนทุน เล่าเรียนหลวง ทุกท่าน ควรจะได้ศึกษาและทำความเข้าใจ

ไว้เป็นการล่วงหน้า ด้วย



ทุนเล่าเรียนหลวง จัดสรรปีละ 9 ทุน แบ่งออกตามแผนการเรียน

ดังนี้



1.1 แผนการเรียนทางวิทยาศาสตร์



1.2 แผนการเรียนทางภาษาและคณิตศาสตร์



1.3 แผนการเรียนทางภาษา



2. ทุนรัฐบาล (ก.พ.) ได้รับงบประมาณเป็นปีๆ ไปปัจจุบันได้รับงบประมาณ

เพื่อ จัดสรรทุนทางสังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ และสาขาวิชาที่ขาดแคลน

ประมาณปีละ 150 - 300 ทุน 3. ทุนรัฐบาล (กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ)

ได้รับ อนุมัติจาก คณะรัฐมนตรีให้จัด สรรทุนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

3 สาขาหลัก คือ



3.1 สาขาโลหะและวัสดุศาสตร์



3.2 สาขาอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์



3.3 สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ



4. ทุนรัฐบาล (ทบวงมหาวิทยาลัย) เป็นทุนที่ได้รับอนุมัติ

จากคณะรัฐมนตรี จัด สรรให้ตามโครงการพัฒนาอาจารย์ ตามความต้องการของสถาบันอุดมศึกษา



ด้านวิศวกรรม เทคโนโลยีและสาขาอื่น ๆ มีโครงการ 5 ปี พ.ศ. 2533

– 2539 รวม 450 ทุน



สาขาสัตวแพทย์ศาสตร์ ( โครงการ 10 ปี พ.ศ. 2535 – 2544 ) 100

ทุน



สาขาทันตแพทยศาสตร์ ( โครงการ พ.ศ. 2536 – 2549 ) 150 ทุน



สาขาเภสัชศาสตร์ ( โครงการ พ.ศ. 2536 – 2549 ) 100 ทุน



สถานที่ติดต่อ : ฝ่ายอัตรากำลังและระบบราชการ กองการเจ้าหน้าที่

ทบวง มหาวิทยาลัย ถนนศรีอยุธยา เขตราชเทวี กทม. 10400 โทรศัพท์

245-7918-9, 246-1106-4 ต่อ 506, 515



5. ทุนรัฐบาล (กระทรวงการต่างประเทศ) ได้รับอนุมัติให้จัดสรรทุนปีละ

20 ทุน โดยเน้นทาง International Law, International Economics,

Economics และ Foreign Affaires



6. ทุน พสวท. เป็นทุนตามโครงการ พัฒนาและส่งเสริมผู้มี

ความสามารถ พิเศษ ทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (พสวท.) ของสถาบัน

ส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (สสวท.) โดยรัฐบาล

จัดสรรทุนให้เพื่อ เตรียม กำลัง คน ให้มีความสามารถพิเศษ ทางวิทยาศาสตร์

และเทคโนโลยี ในแง่ความพร้อม และความมุ่งมั่น ในการสร้างสรรค์

การประดิษฐ์ การศึกษาวิจัย ค้นคว้าผลงาน ทางด้านวิทยาศาสตร์

และเทคโนโลยี ไว้รอบรับและสอดคล้อง กับการพัฒนา ประเทศ ในอนาคต

โดยจัดสรรทุน ให้ศึกษา ทั้งภายในประเทศ และส่งไปศึกษา ต่างประเทศ

ในระดับต่างๆ



สถานที่ติดต่อ : สถาบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์

และเทคโนโลยี 429 หลังอาคารท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ ถนนสุขุมวิท

กรุงเทพฯ 10100 โทร. 292-4021 ต่อ 171 และ 183 (จะต้องสมัครผ่านมหาวิทยาลัยที่ศึกษาอยู่)



7. ทุนรัฐบาลไปศึกษาปริญญาตรี ณ ประเทศญี่ปุ่น เดิม

ก.พ. ได้จัดส่ง นักเรียน ทุนรัฐบาลซึ่งสำเร็จชั้น ม. 5 ไปศึกษา

ระดับปริญญาตรี ในประเทศ ญี่ปุ่น ต่อมา ประมาณปี พ.ศ. 2525 ได้พิจารณาเห็นว่า

ควรส่งไปเข้าศึกษา ตั้งแต่สำเร็จ ม. 3 โดยให้เข้ามาเรียนภาษาก่อน

1 ปี 6 เดือน แล้วเข้าเรียนใน ระดับมัธยม ปลาย ก่อนที่จะเข้ามหาวิทยาลัย

ทั้งนี้เพื่อให้รับความรู้ทางวิชาการ ได้ลึกซึ้ง อย่างคน ญี่ปุ่น

ได้มีการเจรจาทำความ ตกลงกันในระดับรัฐบาล โดยรัฐบาลญี่ปุ่น

ยินยอมให้ นักเรียน ทุนรัฐบาลไทยที่สำเร็จชั้น ม.3 เข้าประเทศได้

เป็นกรณี ยกเว้น (ปกตินักเรียน ต่างชาติ ต้องเรียนมาครบ 12 ปีการศึกษา

จึงจะขอ วีซ่า นักเรียน ได้) หลังจากเรียนภาษา ตาม หลักสูตร

1 ปี 6 เดือนแล้ว จะเข้าเรียน ชั้น มัธยมปลาย ที่โรงเรียนสาธิต

ของ มหาวิทยาลัย กักกุเงย์ (Senior High School Attached to

Tokyo Gakugei University) เป็นเวลา 3 ปี และกระทรวง ศึกษาธิการ

ญี่ปุ่นช่วยสนับสนุน ให้ได้เข้า เรียนปริญญาตรีใน มหาวิทยาลัยญี่ปุ่น

ช่วยสนับสนุนให้ได้เข้าเรียน ปริญญาตรี ใน มหาวิทยาลัย ชั้นนำ

ของรัฐต่อไป ซึ่งจะใช้เวลา ศึกษาในระดับนี้ อีกประมาณ 4 ปี ก.พ.

ได้เริ่มจัดสอบแข่งขัน ส่ง นักเรียนไปศึกษาตามโครงการนี้ ตั้งแต่ปี

พ.ศ. 2516 เป็นต้นมา



มหาวิทยาลัยที่ กระทรวงศึกษาธิการ ช่วยสมัครให้นักเรียนทุน

ตามโครงการ นี้ เท่าที่ผ่านมา ได้แก่ Tokyo Institute of Technology,

Nagoya University, Kobe University, Kyushu University, Yodohama

National University , Chiba University, University of Fisheries,

University และ Osaka University สำหรับแนวการศึกษา ในอดีตสำนักงาน

ก.พ. กำหนดแนวการศึกษา วิชาที่เป็นความต้องการของประเทศอย่างกว้างๆ

ในระยะ 5 ปีแรก โดยให้เลือก ศึกษาวิชา เศรษฐศาสตร์ หรือวิศวกรรมศาสตร์ต่อมาได้เพิ่มขยายให้เลือก

วิชา เกษตรศาสตร์ ประมง หรือป่าไม้ และตั้งแต่รุ่นที่ 7 เป็นต้นมา

ได้กำหนดให้ ศึกษา ทางวิทยาสตร์ และเทคโนโลยี การพลังงาน ปัจจุบัน

จะระบุสาขาวิชา ที่จะ ให้ไป ศึกษา ค่อนข้างชัดเจน ส่วนการพิจารณาว่า

เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว จะ กลับไปรับราชการใดนั้น ก.พ. จะพิจารณาจัดสรร

สังกัดให้เมื่อ นักเรียนอยู่ในปี สุดท้าย ของการศึกษา



8. ทุนรัฐบาล (ไทยพัฒน์)



ด้วยสำนักงาน ก.พ. ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

พระราชทานชื่อทุน "ไทยพัฒน์" สำหรับทุนรัฐบาลที่จัดสรรให้นักเรียนที่กำลัง

ศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ทั่วทุกภาคได้มีโอกาสรับทุน

ไปศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศ ทุนไทยพัฒน์ ซึ่งหมายถึง พัฒนาชาติไทยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดสรรทุนรัฐบาลตาม

โครงการ เตรียม กำลังคนภาคราชการเพื่ออนาคต เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ

2541 เป็นทุนที่ จัดสรรขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้



1. เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

ที่ทรงมีพระราชดำริมุ่งมั่น ในการกระจายโอกาส และความเจริญให้ประชาชนอย่างทั่วถึง

และสายพระเนตร อันยาวไกลในการให้ความสำคัญกับ การพัฒนาคน ซึ่งเป็นทรัพยากร

อันมีค่าสูงสุดในการพัฒนา ประเทศ



2. เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติเนื่องในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ

50 ปี



3. เพื่อกระจายโอกาสการรับทุนรัฐบาลให้นักเรียน ที่อยู่ในส่วนภูมิภาคอย่างทั่วถึง



4. เพื่อเตรียมกำลังคนที่มีศักยภาพ เข้ารับราชการในอนาคต

การคัดเลือกนักเรียนทุนรัฐบาล

1. คุณสมบัติเบื้องต้นของผู้สมัครรับทุนรัฐบาล ผู้สมัครจะต้องมีคุณสมบัติทั่ว

ไป และคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้



1.1 เป็นผู้มีคุณสมบัติทั่วไปตามมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการ

พลเรือน พ.ศ. 2535 ยกเว้น (2) ให้เป็นไปตามข้อ 1.2 ที่จะกล่าวต่อไป



1.2 เป็นผู้มีอายุนับถึงวันรับสมัครตามที่กำหนดไว้ในประกาศรับสมัครสอบ

แข่งขัน เช่น





- ผู้สมัครไปศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จะต้องมีอายุไม่เกิน

18ปี



- ผู้สมัครไปศึกษาในระดับปริญญาตรี จะต้องมีอายุไม่เกิน 20

ปี



- ผู้สมัคร ไปศึกษา ในระดับปริญญาโท จะต้องมีอายุไม่เกิน

35 ปี



- ผู้สมัครไปศึกษาในระดับปริญญาเอก จะต้องมีอายุไม่เกิน 40

ปี





1.3 เป็นผู้มีคุณวุฒิตรงตามที่กำหนดในประกาศรับสมัครสอบแข่งขัน

โดยได้ คะแนน เฉลี่ยสะสม ดังนี้





-เป็นผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยได้คะแนนเฉลี่ยสะสมในระดับ

มัธยมศึกษาตอนต้นรวม ทุกภาค การศึกษาเท่าที่ผ่านมา ไม่ต่ำกว่า

3.50



- ผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยม เป็นผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้น

ม.6 และ มี คะแนนเฉลี่ยสะสมในชั้น ม. 4 - 5 ไม่ต่ำกว่า 3.50

หรือตามที่ กำหนดไว้ ในประกาศ รับสมัครสอบแข่งขัน



- ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ผู้สำเร็จการศึกษาได้รับ

ปริญญาตรี ในสาขา วิชาทางวิทยาศาสตร์ จะต้องมีคะแนน เฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า

2.75 หรือ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาตรีสาขาทางมนุษย์ศาสตร์

(สังคม ศาสตร์) จะต้องมี คะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.00 หรือตามที่

กำหนด ไว้ใน ประกาศรับสมัคร



- ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท จะต้องมีคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่

ต่ำกว่า 3.50 หรือตามที่กำหนดไว้ในประกาศ รับสมัครสอบแข่งขันเป็นคราวๆ

ไป





1.4 จะต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติเฉพาะอื่นๆ ตามที่กำหนดไว้ในประกาศรับ

สมัครสอบ แข่งขันแต่ละคราว



 



การรับสมัครสอบ



1. ผู้ประสงค์จะสมัครสอบ ดูรายละเอียดได้ที่กระทรวง

ทบวง กรมฝ่ายพลเรือนทุกแห่งสำนักงาน สามัญศึกษาจังหวัด สำนักงาน

ศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานจังหวัด สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด

โรงเรียนใน กรุงเทพมหานครสังกัด กรมสามัญศึกษา โรงเรียนสาธิตต่าง

ๆ โรงเรียนระดับมัธยมศึกษาส่วนภูมิภาค ศูนย์ข่าว สำนักงาน ก.พ.

ถนนติวานนท์ ซอย 4 อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี และที่ศูนย์ข่าวการสอบ

(บริเวณด้านข้าง อาคารสำนักงาน ก.พ.) ถนนพิษณุโลก เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

และขอใบสมัครได้ที่ส่วนราชการและ สถานศึกษาดังกล่าวทุกแห่ง นอกจากนี้

ผู้ประสงค์จะสมัครสอบแข่งขัน สามารถดูรายละเอียด เกี่ยวกับการรับสมัครสอบ

แข่งขันทาง Internet จาก Homepage ของสำนักงาน ก.พ. ที่ http://www.ocsc.go.th



2 วัน เวลา สถานที่ และวิธีการยื่นใบสมัคร (วันและเวลากรุณาตรวจสอบในแต่ละปี)

ณ ศูนย์การสรรหา

และเลือกสรร สำนักงาน ก.พ. (ภายในสถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน

อาคาร 8 ชั้น 2) ถนนติวานนท์ ซอย 4 อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี


การยื่นใบสมัคร ให้ยื่นด้วยตนเอง หรือจะยื่นทางไปรษณีย์

หรือจะให้ผู้อื่นไปยื่นแทนก็ได้ โดยผู้สมัคร จะต้อง กรอกรายละเอียด

ในใบสมัคร ให้ครบถ้วนและถูกต้อง พร้อมทั้งลงลายมือชื่อด้วยตนเอง

การยื่นใบสมัครทางไปรษณีย์ จะต้องยื่น ใบสมัคร พร้อมเอกสาร หลักฐานต่างๆ

และ ค่าธรรมเนียมสอบ ส่งไปยัง ศูนย์การสรรหาและเลือกสรร สำนักงาน

ก.พ. ถนนติวานนท์ ซอย 4 อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000 พร้อมทั้งวงเล็บมุมซองว่า

"(สมัครทุนมัธยมศึกษา)"
ทั้งนี้ สำนักงาน ก.พ. จะถือวันที่ที่ทำการไปรษณีย์ต้นทาง

ประทับตรารับจดหมายของผู้สมัคร เป็นสำคัญ ใบสมัคร เอกสาร หลักฐานต่างๆ

และค่าธรรมเนียมสอบที่ส่งหลังจากวันที่ปิดรับสมัคร



3 เอกสาร หลักฐาน และค่าธรรมเนียมสอบที่จะต้องนำไปยื่นสมัครสอบ



1. ใบสมัคร และบัตรประจำตัวสอบ พร้อมติดรูปถ่ายหน้าตรงไม่สวมหมวกและ

ไม่สวมแว่น ตาดำ ขนาด 1X1.5 นิ้ว จำนวน 3 รูป ถ่ายไว้ไม่เกิน

1 ปี นับถึงวันที่ปิดรับสมัคร



2. สำเนาระเบียนแสดงผลการเรียนรวมทุกภาคการศึกษาเท่าที่ผ่านมา

(ใบ ร.บ.) ในระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 3 ชุด หรือ สำเนาระเบียนแสดงผลการเรียนรวมทุกภาคการศึกษาเท่าที่ผ่านมา

(ใบ ร.บ.) ในระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 3 ชุด



3. หนังสือรับรองความประพฤติและความเหมาะสมในการสมัครรับทุนจากอาจารย์ประจำชั้น



4. หนังสือยินยอมจากผู้ปกครองให้ไปศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศ



5. สำเนาทะเบียนบ้าน หรือสูติบัตร หรือสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน

อย่างใดอย่างหนึ่ง จำนวน 1 ชุด โดยให้ผู้สมัครสอบเขียนรับรอง

"สำเนาถูกต้อง" และลงชื่อกำกับไว้ด้วย



6. ค่าธรรมเนียมสอบ หน่วยละ 100 บาท สำหรับผู้สมัครสอบทางไปรษณีย์

ให้ซื้อไปรษณีย์ธนาณัติเป็นค่าธรรมเนียมสอบ 100 บาท สั่งจ่ายปลายทาง

ณ ที่ทำการไปรษณีย์ดุสิต กท 10300 ชื่อผู้รับเงิน สำนักงาน ก.พ.

ค่าธรรมเนียมสอบดังกล่าว จะไม่คืนให้เมื่อได้ประกาศรายชื่อเป็นผู้สมัครสอบแข่งขันแล้ว



7. ผู้สมัครสอบแข่งขันมีสิทธิสมัครสอบได้คนละ 1 หน่วย



8.ในการสมัครสอบ ผู้สมัครสอบจะต้องตรวจสอบและรับรองตนเองว่ามีคุณสมบัติตรงตามประกาศ

รับสมัครสอบจริง เมื่อคณะกรรมการดำเนินการสอบแข่งขันได้ตรวจสอบคุณสมบัติจาก

เอกสารและหลักฐานแล้ว ถ้าปรากฏภายหลังว่าผู้ใด มีคุณสมบัติไม่ตรงตามประกาศรับสมัครสอบจะถือว่าขาดคุณสมบัติทันที



9.สำหรับผู้สมัครสอบไว้แล้ว จะขอถอน หรือขอเปลี่ยนหน่วยที่สมัครสอบไว้อีกไม่ได้



----------------------------------------



จากประสบการณ์:



ดิฉันไปสมัครสอบด้วยตัวเองค่ะ เพราะรู้สึกว่ามั่นใจได้ว่าใบสมัครเราถึง

กพ. และขณะนั้น ที่โรงเรียนเองก็ยังไม่ทราบข่าว ในวันที่ไปสมัครสอบนั้น

ตอนนั้นยังคงเป็นที่สำนักงานกพ. ถ.พิษณุโลก ค่ะ ไปถึงก็ตรงดิ่งไปยังห้องที่รับสมัครสอบ

เห็น เจ้าหน้าที่ สองคนนั่งอยู่ ในนั้นก็มี ผู้มาสมัครอีกสองสามคน

แต่จะสมัครอะไรนั้นดิฉันไม่แน่ใจ ดิฉันเป็นคนสุดท้ายก็ ยื่นเอกสารต่างๆ

พอครบ แล้ว เจ้าหน้าที่ก็ประทับตรา ลงบนบัตรประจำตัวสอบ ดิฉันเลือก

ทุนสองหน่วยด้วยกัน คือ ทุนเล่าเรียนหลวง และ ทุนกระทรวงวิทยาศาสตร์

โดยเลือกหน่วยที่ไม่ต้องสอบชีววิทยา เพราะดิฉันไม่ถนัด เมื่อได้บัตรประจำตัวสอบ

ประทับตรา 60001 ดิฉันต้องอุทานด้วยความตกใจว่า มีคนสมัครมากขนาดนี้แล้วหรือ

หกหมื่นกว่าคน เจ้าหน้าที่สองคนก็หัวเราะ แล้ว ตอบดิฉันกลับมาว่า

ไม่ใช่หรอกค่ะ น้องเป็นคนแรกเลย ดิฉันยังคงเก็บบัตรประจำตัวสอบใบนี้ไว้เป็นที่ระลึกจนถึงทุกวันนี้

การแต่งตั้งกรรมการเกี่ยวกับการสอบ และวิธีการสอบ

1 ก.พ. จะแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการสอบแข่งขัน



2 ให้คณะกรรมการดำเนินการสอบแข่งขันแต่งตั้งกรรมการออกข้อสอบประจำวิชา และกรรมการประเมินความเหมาะสม ในการรับทุน



3 ให้คณะกรรมการดำเนินการสอบแข่งขันกำหนดวัน เวลา สถานที่สอบ วางระเบียบ และวิธีการสอบ ตัดสินปัญหา เกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สมัครและปัญหาอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในการดำเนินการ สอบแข่งขันที่ไม่ขัดกับประกาศรับสมัคร ตลอดจน กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาคัดเลือกบุคคล เพื่อรับทุนแทน กรณีที่มีทุนที่ไม่มีผู้สมัคร หรือไม่มีผู้มีสิทธิได้รับทุน หรือมี ผู้มีสิทธิได้รับทุนไม่ครบตาม จำนวน



4 ให้คณะกรรมการดำเนินการสอบแข่งขัน ประกาศรายชื่อผู้สมัครสอบแข่งขัน ประกาศ รายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการประเมิน ความเหมาะสมในการรับทุน และประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับทุน โดย ให้ประธานกรรมการดำเนินการสอบแข่งขัน หรือกรรม การที่ประธานมอบหมายเป็นผู้ประกาศให้ผู้สมัคร สอบทราบ



หลักสูตรและวิธีการสอบ



1. การสอบข้อเขียน ทุนรัฐบาลที่รับผู้จบระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

เพื่อไปศึกษาวิชามัธยมศึกษาตอนปลาย โดยทั่วไปจะกำหนดวิชาที่สอบข้อเขียนไว้

4 วิชา โดยมีหลักสูตรและขอบข่ายของวิชาที่จะต้องสอบ ดังต่อไปนี้



ภาษาอังกฤษ จะต้องสอบภาษาอังกฤษด้าน Structure, Vocabulary

and Reading Comprehension



ภาษาไทย และสังคมศึกษา



สังคมศึกษา- เนื้อหาเฉพาะที่เป็นวิชาบังคับตามหลักสูตรมัธยมศึกษา

ตอนต้น พ. ศ. 2521 (ฉบับปรับปรุง พ. ศ. 2533) ได้แก่ ส 101,

ส 102, ส 203, ส 204 และ ส 305



ภาษาไทย - เรียงความและย่อความตามหัวข้อที่กำหนด



คณิตศาสตร์ เนื้อหาเฉพาะวิชาบังคับตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น

พ.ศ. 2524 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) ได้แก่ ค 101, ค102, ค 203

และ ค 204



วิทยาศาสตร์ เนื้อหาเฉพาะวิชาบังคับตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้นพ.ศ.

2524 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) ได้แก่ ว 101, ว102, ว 203, ว

204 และ ว 305



 



2. การสอบข้อเขียน ทุนรัฐบาลที่รับผู้จบระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

เพื่อไปศึกษาวิชาระดับปริญญาตรี โดยทั่วไปจะกำหนด วิชาที่สอบข้อเขียนไว้แตกต่างกันตามลักษณะของวิชาที่จะไปศึกษาซึ่งบางทุนอาจสอบ

3 วิชา หรือบางทุน อาจสอบ 4 วิชา โดยมีหลักสูตรและขอบข่ายของวิชาที่จะต้องสอบ

ดังต่อไปนี้



ภาษาอังกฤษ จะต้องสอบภาษาอังกฤษด้าน Structure, Vocabulary

and Reading Comprehension



ภาษาไทย ทดสอบความสามารถในการใช้ภาษาไทย ตลอดจน ความสามารถในการประมวลและเรียบเรียงความคิด

และเขียนตามหัวข้อที่กำหนด



คณิตศาสตร์ เนื้อหาเฉพาะวิชาบังคับตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย

พ.ศ. 2524 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) ค 011, ค 012, ค 013, ค

014 และ ค 015



วิทยาศาสตร์ เนื้อหาเฉพาะวิชาบังคับตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย

พ.ศ. 2524 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) ฟิสิกส์ และเคมี ว 421,

ว 021, ว 022, ว 023, ว 024, ว 431, ว 031, ว 032, ว 033 และ

ว 034 บางหน่วยมีสอบชีววิทยา ได้แก่ ว 441, ว041, ว 042, ว 043

และ ว 044



สังคมศาสตร์ เนื้อหาเฉพาะวิชาบังคับตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย

พ.ศ. 2524 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533)่ ส 401, ส 402, ส 503, ส

504 และ ส 605



การประเมินความเหมาะสมในการรับทุนรัฐบาล



จะพิจารณาความเหมาะสมในด้านต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับการไปศึกษาต่อ

ต่างประเทศและกลับมาปฏิบัติราชการ เช่น พื้นความรู้ที่จำเป็นสำหรับการไปศึกษาต่อในสาขาวิชาที่สมัคร

ความสามารถ ในการใช้ภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศ ความประพฤติ

ประสบการณ์ ท่วงทีวาจาอุปนิสัย และอารมณ์ เป็นต้น



3. ระดับปริญญาโท – เอก



ผู้สมัครสอบเพื่อรับทุนรัฐบาลไปศึกษาระดับปริญญาโท – เอก จะต้องสอบวิชาข้อเขียนและประเมินความเหมาะสม

ในการรับทุนดังนี้



วิชาภาษาอังกฤษ ( English Proticiency Test ) สำหรับผู้ที่จะไปศึกษา

ณ ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียน การสอนถ้าสอบ TOEFL ได้คะแนน

550 ขึ้นไป ไม่ต้องสอบวิชาภาษาอังกฤษ



การประเมินความเหมาะสมในการรับทุน จะพิจารณาความเหมาะสมในด้านต่าง

ๆ ที่จำเป็นสำหรับการไปศึกษาต่อ ต่างประเทศ ดังรายละเอียดเช่นเดียวกันกับการประเมินความเหมาะสมผู้สมัครรับทุนไปศึกษาระดับปริญญาตรีดังกล่าวมาแล้ว



-------------------------------------



ประสบการณ์ :



มาถึงตอนนี้ ก็ คือการเข้าห้องสอบ ตอนที่สอบนั้นดิฉันไปสอบที่

วิทยาลัยครู แห่งนึง จำไม่ได้ว่า สวนสุนันทา หรือ สวนดุสิต ระหว่างเดินทางไปสอบนั้น

ผ่านพระบรมรูปทรงม้า ดิฉันเองไม่เคยเชื่อเรื่องโชคลาง มักเชื่อว่า

คนเราจะทำอะไรได้หรือ ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับตัวเอง แต่จำได้ว่า

วันนั้น ดิฉันยกมือไหว้พระรูป และพูดออกมาว่า ขอให้ลูกจำที่เคยเรียนมาได้แม่นๆ

นะค้าาา และ ไม่ วายต่อด้วยว่า ถ้าสอบได้ก็ดีค่ะ เพราะตอนนั้นดิฉันค่อนข้างคว้าง

สละสิทธิ์ ที่ตัวเองสอบได้ทั้งหมด ไม่ไปมอบตัว แต่มาสอบทุน หนทางสุดท้ายที่ดิฉันเหลืออยู่หากไม่สอบไม่ติดก็คือ

เอนทรานซ์ ซึ่งดิฉันก็เตรียมตัวไว้สำหรับเอนทรานซ์ อยู่แล้วล่ะค่ะ

คือ ไม่ได้ คิดว่า จะสอบได้ แต่หากได้ มันก็ดี ( เอ้ะ ยังไง)

พอนั่งทำข้อสอบ ดิฉันก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้างล่ะค่ะ วิชาที่ชอบที่สุดคือ

สังคมศึกษา เพราะว่า เป็นข้อสอบบรรยายห้าข้อ ข้อละยี่สิบคะแนน

ข้อสอบแบบนี้ไม่มีทางเลยที่จะไม่ได้คะแนน เว้นแต่ว่า จะเขียนไม่ได้

เรื่องจริงๆ ดิฉันมั่นใจว่า ในห้าข้อนี้ อย่างน้อยๆ ก็น่าจะได้ข้อละสิบคะแนน

ในปีนั้นเดชะบุญ ที่ได้อ่านหนังสือพิมพ์มาค่อนข้าง มาก ทำให้เขียนออกมาได้ไม่ติดขัด

อย่างไรก็ตาม ดิฉันก็ไม่ได้มีความมั่นใจว่า จะสอบติด แต่ได้ทำดีที่สุดแล้ว

ข้อสอบ คณิตศาสตร์ มีปรนัย อยู่สามสี่ข้อ นอกนั้นก็ให้แสดงวิธีทำ

หรือไม่ก็อัตนัย ฟิสิกส์ เคมี ก็ เหมือนกัน ภาษาไทยนั้น ก็มี

เรียงความ ย่อความ จับใจความสำคัญ ดิฉันเองต้องบอกตามตรงว่าย่อความไม่ได้เรื่อง

แต่เรียงความนี่ถนัดนักค่ะ สำหรับภาษาอังกฤษ เป็น ปรนัยทั้งหมด

ซึ่งก็คิดว่าน่าจะพอทำได้ วันประกาศผลสอบนั้น ดิฉันไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าวันไหนหากแต่ว่า

มีคนโทรศัพท์ไปบอกว่า มีชื่อดิฉันติดอยู่บนกระดาน แต่เสียใจด้วยที่ดิฉันไม่ติดทุนในฝัน

(ฮา ทำใจไว้แต่แรกแล้วค่ะ ) เพื่อความแน่ใจดิฉันก็ไปดูด้วย ตัวเอง

ก็ปรากฎว่า จริงดังที่มีคนบอก ดิฉันเองตอนนั้น ก็พูดไปทำนองว่า

สงสัยเพราะว่า เนื่องจากเป็นเลขที่หนึ่ง เวลาตรวจ พอเกือบๆ จะผ่าน

เค้าก็ให้ผ่าน แต่พอตรวจคนหลังๆ ก็เริ่มเข้มมากขึ้น ( ขออภัย

คณะกรรมการในปีนั้นเป็นอย่างยิ่งค่ะ ที่ ดิฉัน พูดไปแบบนี้ แต่มันน่าคิดจริงๆ

ค่ะ)



ประเมินความเหมาะสม



เรื่องประเมินความเหมาะสมนี่ เรียกว่า ดิฉันไปเตรียมตัว กลัวว่าจะถูกสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษแทบแย่

ไปเตรียมแต่ ภาษา อังกฤษ จวนจะพูดกับใครต่อใครเป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้วในตอนนั้น

ในทุนที่ดิฉันได้รับดิฉันถูกสัมภาษณ์เป็นคนสุดท้าย และ เป็นผู้หญิงคนเดียว

ที่ผ่านทุนนี้มา จริงๆ แล้วมีสองคนค่ะ แต่อีกคนหนึ่งนั้น ติดทุนในฝันของดิฉัน

และก็เลือกที่จะสละสิทธ์ ไม่ มาสัมภาษณ์ ทุนนี้ (ใจตรงกันจริงๆ)

จึงเหลือดิฉันสวยที่สุดอยู่คนเดียว ดิฉันก็มานั่งคิดๆอยู่ สงสัยว่า

คณะกรรมการสัมภาษณ์ คงจะเบื่อที่ต้องสัมภาษณ์ ผู้ชายมาทั้งวัน

แถมสัมภาษณ์ แต่ละคนก็นานเหลือเกิน ร่วมชั่วโมงในขณะที่ดิฉันเอง

ถูกสัมภาษณ์ เพียงสิบห้านาที และไม่ได้เจอสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษแม้แต่น้อย

คณะกรรมการทุกท่านก็ใจดีเหลือเกิน เล่าเรื่องให้ฟัง มากกว่า

ที่จะตั้งท่าถาม คำถามนึงที่ดิฉันถูกถามคือ ถ้าหากว่าได้รับทุนและต่อไป

มีคนมาชอบเป็นชาวต่างชาติ จะทำอย่างไร โถ่ ดิฉันก็ต้องรักชาติก่อนสิคะ

ตอบว่า ถ้าเค้ารักเราจริงก็ต้องกลับเมืองไทยกับเรา ใครจะยอมเสียดุลการค้า

( หลายคนถาม แล้ว ตอนนี้ยังรักชาติ อยู่รึเปล่า ฮาา ) คำถามที่หนักที่สุด

และ วิชาการที่สุด เห็นจะเป็นเกี่ยวกับสาขาวิชาที่ดิฉันเรียน

แต่ บุญพระรักษา ที่ดิฉันเพิ่งอ่านผ่านตามา จึงตอบคำถามไปได้ไม่ยากนัก

ดิฉันจำคณะกรรมการท่านนึงได้อย่างดี ท่านเป็น สุภาพบุรุษในชุดสูทแบบอังกฤษ

มองปราดเดียวก็รู้ว่า จบจากอังกฤษมาแน่ๆ ท่านบอกดิฉันว่า เป็นผู้หญิงน่าจะไปอังกฤษ

นะ ดิฉันอยากตอบเหลือเกินว่า จะให้ไปไหนดิฉันก็ไปทั้งนั้นค่ะ

( แต่ตอนนี้ยังไม่ทราบเล้ย ว่าท่านจะตัดสินให้ดิฉันได้รับทุนรึเปล่า)

เพราะว่า ในหน่วยต่างๆ ที่เกี่ยวกับทุนที่ดิฉันเลือกนี้ มี ไป

อเมริกา สามทุน และ อังกฤษ เพียงหนึ่งทุนค่ะ หลังจากนั้น จำไม่ได้

ว่านานแค่ไหน ที่ผลสอบทุนประกาศ และ ดิฉันก็ได้ไปอังกฤษตามที่กรรมการท่านนี้

บอกจริงๆ

เกณฑ์การตัดสิน

1 ทุนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ผู้มีสิทธิเข้ารับการประเมินความเหมาะสมในการรับทุน จะต้องสอบข้อเขียนได้คะแนน ในแต่ละ วิชาไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 (สำหรับวิชาสังคมศึกษาและภาษาไทยให้ถือเป็น 1 วิชา) โดยจะต้องเป็นผู้ได้คะแนนรวม สูงสุดลงมาตามลำดับไม่เกิน 3 เท่าของจำนวนทุน ยกเว้น ทุนหน่วยใดมีจำนวน 1 ทุน ให้ผู้ได้คะแนนรวมสูงสุด ลงมาตามลำดับไม่เกิน 5 เท่าของจำนวนทุน ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงหลักการวัดผลด้วย




ทุนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ผู้มีสิทธิเข้ารับการประเมินความเหมาะสมในการรับทุนจะต้องเป็นผู้สอบได้คะแนนข้อเขียน ตาม หลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการดำเนินการสอบแข่งขันกำหนด




สำหรับทุนเล่าเรียนหลวง



- วิชาภาษาอังกฤษ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60




- คะแนนรวมวิชาเฉพาะแต่ละหน่วย ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60




- คะแนนรวมทุกวิชาสูงสุดลงมาตามลำดับไม่เกิน 2 เท่าของจำนวนทุน




2 ผู้สอบแข่งขันได้ในแต่ละหน่วยจะต้องได้คะแนนประเมินความเหมาะสมในการรับทุน ไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 50




3 ผู้สอบแข่งขันได้ที่ได้คะแนนข้อเขียน และคะแนนประเมินความเหมาะสมในการรับทุนรวมกัน สูงสุดมีสิทธิได้รับทุนก่อน ผู้ได้คะแนนรวมต่ำกว่าลงมาตามลำดับ ถ้าผู้สอบแข่งขันได้ได้คะแนนรวมเท่ากัน ให้ผู้ได้ คะแนนประเมินความเหมาะสม ในการรับทุนสูงกว่ามีสิทธิได้รับทุนก่อน ถ้าได้คะแนนประเมินความเหมาะสมใน การรับทุนเท่ากันอีก ให้ผู้ได้คะแนน วิชา ภาษาอังกฤษสูงกว่ามีสิทธิได้รับทุนก่อน ถ้าได้คะแนนวิชาภาษาอังกฤษ เท่ากันอีก ให้สัมภาษณ์ (เฉพาะผู้ได้คะแนนรวมเท่ากัน) เป็นภาษาอังกฤษอีกครั้งหนึ่ง และผู้ได้คะแนนสัมภาษณ์ สูงกว่ามีสิทธิได้รับทุนก่อน




4 ผู้สอบแข่งขันได้ที่มีสิทธิได้รับทุนหลายประเภท จะได้รับทุนที่ได้เลือกไว้เป็นลำดับก่อนในใบ สมัคร หรือใบแสดงความจำนง ในการรับทุน และเมื่อมีสิทธิได้รับทุนประเภทใด หรือหน่วยใดแล้ว จะถือว่าสละสิทธิ การรับทุนที่เหลือทั้งหมด




5 จะประกาศรายชื่อเฉพาะผู้มีสิทธิได้รับทุนเท่านั้น




6 ผู้มีสิทธิได้รับทุนที่ได้ลำดับที่สูงกว่ามีสิทธิเลือกทุนที่ต้องการจะไปศึกษาได้ก่อนผู้ที่ได้ลำดับที่ต่ำ กว่าลงมาตามลำดับ ทั้งนี้ จะให้เลือกในวันเข้ารับการประเมินความเหมาะสมในการรับทุน โดยจะเลือกครบตามจำนวน ทุนที่ระบุไว้ในแต่ละกลุ่ม หรือไม่ ก็ได้




7 ถ้าผู้มีสิทธิได้รับทุนสละสิทธิการรับทุน หรือถูกเพิกถอนการให้ทุน หรือไม่สามารถรับทุนได้ หรือปรากฏภายหลังว่า ขาดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครสอบ ซึ่งยังอยู่ภายในระยะเวลา 6 เดือน นับแต่วันประกาศ รายชื่อผู้มีสิทธิได้รับทุน จะพิจารณา ให้ผู้ที่สอบแข่งขันได้ที่อยู่ในลำดับถัดไปของทุนหน่วยนั้น และยังไม่ได้รับทุนใด ในการสอบครั้งเดียวกันนี้ เป็นผู้มีสิทธิ ได้รับทุนแทน




8 กรณีทุนกลุ่มใดไม่มีผู้สมัคร หรือไม่มีผู้มีสิทธิได้รับทุน หรือมีผู้มีสิทธิได้รับทุนไม่ครบตามจำนวน คณะกรรมการดำเนินการสอบ แข่งขันอาจพิจารณาให้ผู้สอบแข่งขันได้จากทุนกลุ่มอื่น ซึ่งเป็นทุนในด้านเดียวกัน หรือต่างด้านกันเป็นผู้มีสิทธิได้รับทุนแทน

เงื่อนไขของการรับทุนรัฐบาล

ผู้สอบแข่งขันได้รับทุนรัฐบาล จะต้องนำผู้ค้ำประกัน และหลักฐานเอกสารตามที่ ทางราชการกำหนดไปทำสัญญา ผูกพันไว้กับทางราชการ และสำนักงาน ก.พ. จะดำเนินการจัดหา สถานศึกษาให้ต่อไป สัญญา การรับทุนรัฐบาล มีสาระสำคัญดังนี้



1. เมื่อสำเร็จการศึกษา ตามโครงการ ที่ทางราชการ กำหนดให้แล้วจะต้อง กลับมา รับราชการ ชดใช้ทุนเป็นเวลา 2 เท่า ของเวลาที่ใช้อยู่ ในต่างประเทศ ด้วยทุนรัฐบาล เช่น กรณีที่ได้รับทุน ไปศึกษาวิชาใน ระดับปริญญาตรี เป็นเวลา 4 ปี จะต้องกลับมา รับราชการชดใช้ทุน เป็นเวลา 4 ปี จะต้องกลับมารับราชการ ชดใช้ทุนเป็นเวลา 8 ปี หรือผู้ได้รับทุน ไปศึกษา ปริญญาโท ซึ่งใช้เวลาศึกษา 2 ปี จะต้องรับราชการ ชดใช้ทุน เป็นเวลา 4 ปี ถ้าไปศึกษาทั้งปริญญาตรี และโท โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 6 ปี ก็จะต้อง รับราชการ ไม่น้อยกว่า 12 ปี เป็นต้น



2. นักเรียนทุนรัฐบาล รายใดผิดสัญญา ไม่กลับมารับราชการ ชดใช้ทุน จะ ต้องชดใช้ ทุนรัฐบาลที่จ่ายไป แล้วทั้งสิ้นกับเงิน อีกสองเท่า ของจำนวนทุนรัฐบาล ดังกล่าวให้เป็น เบี้ยปรับแก่ ทางราชการด้วย



3. ในกรณีที่รับราชการ ชดใช้ทุนไม่ครบกำหนด เวลา ตามข้อ 1 จะต้องชดใช้ทุนรัฐ บาลที่ทาง ราชการจ่ายให้ไปแล้ว รวมทั้งเบี้ยปรับอีก 2 เท่า ดังกล่าวในข้อ 2 โดย ลดลง ตามส่วนจำนวนเวลาที่รับราชการชดใช้ไปบ้างแล้ว



4. ในกรณีที่เดินทางไปศึกษา ณ ต่างประเทศ แล้วขอยุติการศึกษาโดยไม่สำเร็จ การศึกษา ตามโครงการที่กำหนด จะต้องชดใช้ ทุนที่ทางราชการจ่าย ให้ไปแล้ว รวมทั้งเบี้ยปรับอีก 2 เท่าของทุนที่ได้รับไป โดยไม่สามารถเลือก รับราชการชดใช้ทุน ตามเงื่อนไขในข้อ 1 ได้

การตรวจสุขภาพและอนามัย และ การอบรมก่อนเดินทาง

การตรวจสุขภาพและอนามัย



ผู้มีสิทธิได้รับทุนต้องไปรับการตรวจสุขภาพและอนามัยจากคณะกรรมการแพทย์ของ ก.พ. ตามวัน เวลา และสถานที่ที่สำนักงาน ก.พ. กำหนด และผลการตรวจสุขภาพและอนามัยของคณะกรรมการแพทย์ของ ก.พ. ในที่นี้ให้ถือเป็นที่สุด โดยผู้เข้ารับ การตรวจสุขภาพและอนามัยจะไม่มีสิทธิ ขอให้ทบทวนแต่ประการใด



การอบรม

ผู้มีสิทธิได้รับทุนจะต้องเข้ารับการอบรมตามที่สำนักงาน ก.พ. กำหนด



--------------------------



จากประสบการณ์ : คุณบอกมา



ในการตรวจสุขภาพและอนามัยนั้น จะว่ายุ่งยากก็ค่อนข้างยุ่งยาก เพราะว่าต้องไปหลายที่หลายแห่งเหลือเกิน สมัยที่ เคยไปตรวจนั้น จำได้ว่า ไปที่คณะแพทยศาสตร์ ศิริราช ก็ชั่งน้ำหนัก ส่วนสูง วัดความดัน มีการเจาะเลือดจะนำไปตรวจ อะไรบ้างนั้น เมื่อลองไปค้นดู medical certificate สมัยโน้น ออกมาดู ก็รู้สึกว่าไม่ค่อยเข้าใจภาษา ศัพท์ทางการแพทย ์เอาเสียเลย ขออนุญาตทับศัพท์ เลยจะดีกว่า Asthma โรคหืด, Hypertension ความดันเลือดสูง , Hemoptysis , Heart diseases โรคหัวใจ , Diabetes mellitus เบาหวาน, Jaundice ดีซ่าน , Epilepsy ลมบ้าหมู, Edema โรคน้ำคาเนื้อ (ว่าแต่ว่า เจ้าโรคนี้มันเป็นยังไงนี่ ), Otorrhea น้ำหนวก, Hernia ไส้เลื่อน, hemorrhold, Accidents, Fracture, Surgical Operation, Alchohol consumption นอกนั้นน่าจะพอแปล กันได้นะคะ เจาะเลือดนี่เรียกว่า เป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัส เอาการ เพราะว่าต้องใช้เลือดค่อนข้างมาก ที่สำคัญคือ เจาะแล้ว เลือดไม่ยอมออกนี่ล่ะ ต้องโดนเจาะอยู่หลายที ทำเอา แผลตรงข้อพับแขน ปวดไปสองสามวัน หมดแรงไปเลย หลายคน ที่ประสบ ปัญหาแบบนี้ และต้องรอค่อนข้างนานทีเดียว เพราะว่า คนไข้ที่ศิริราชนั้นก็มาก เราเข้าไปเพิ่มจำนวนคนไข้อีก เรียกว่า หู จมูก ตา ปาก ฟัน ตับ ไต ใส้ พุง ม้าม นี่เค้า ตรวจ หมดล่ะค่ะ ตรงตานี่ล่ะนะคะ ที่เค้าตรวจว่า ตาซ้าย กับ ตาขวา ต่างกันเยอะมาก ตอนนั้นสั้นทั้งคู่ แต่มาตอนนี้ ไปตรวจ ปรากฎว่า สั้นข้างขวา ยาวข้างซ้าย เลยต้องใส่แว่นเลนส์นูนข้าง เว้าข้าง จากนั้นตรงผลเลือดนี่ ก็ เอาไปตรวจ หมู่เลือด ว่ามีเชื้อ อะไร แปลกปลอมรึเปล่านี้ เช่น HIV เป็นต้น (ฮา) แล้วก็มีตรวจปัสสาวะ ค่ ะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้นก่อนไปตรวจร่างกายนี่ ไม่แน่ใจ ว่าต้องอดอาหารหลังเที่ยงคืนไปจนถึงตรวจเสร็จรึเปล่านะคะ สรุปอยู่โรงพยาบาลทั้งวัน ยิ่งตอนไปถ่ายเอกซเรย์ ปอด นี่นะคะ วิ่งตามหา ห้องเอกซเรย์ ให้วุ่นไปหมด ก็ไม่ได้เป็นคนไข้ศิริราชมาก่อนนี่คะเลยไม่รู้ที่ทาง จริงๆ แล้ว หมอก็ไม่ได้ตรวจอะไร ละเอียด มากหรอกนะคะ แต่เอาหูฟังออกมาฟัง จับนับ จับนี่ นิดหน่อย แต่ทำไม ผลถึงออกมายาวเหยียดก็ไม่ทราบ ตรวจร่างกาย ไปแล้วต่อมาก็ต้องตรวจจิตใจล่ะค่ะ



ดิฉันต้องไปที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ไปถึงเจอคนไข้แปลกๆเพียบ ตรวจด้วยการทำแบบทดสอบค่ะ จำไม่ได้ว่า ถามอะไร บ้าง แต่ก็เขียนๆ ไป สั้นบ้าง ยาวบ้าง แล้วแต่ว่า อยู่ในอารมณ์ไหน ซึ่งไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ทำแบบทดสอบนี่นะ จะวัดได้ว่า ใครปกติใครไม่ปกติ จากนั้นตอนบ่ายก็คุยกับจิตแพทย์ เค้าจะสัมภาษณ์ พูดคุย ดิฉันก็อีกค่ะ ดูไม่ค่อยเชื่อถือ จิตแพทย์ ซักเท่าไหร่ แต่ว่า สำคัญนะคะ เพราะถ้าเกิด หมอบอกว่า คุณไม่ปกติ ล่ะก็ ที่สอบได้มานั้นก็เป็นอันว่า เลิกพูดถึงได้เลย



สำหรับการอบรมนั้น ในปีที่ดิฉันเข้าอบรม เป็นการอบรมที่กินเวลานานหลายวันเหลือเกิน เป็นปีแรก ที่ กพ. จัดอบรม ที่วิทยาลัย ป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ต้องมีการเสียเงินลงทะเบียน ไปนั่งฟังเรื่องราวต่างๆ ที่ทางผู้จัดคิดว่าจะมีประโยชน์ล่ะนะคะ มีผู้ร่วมอบรมหลายร้อยคน ส่วนใหญ่ที่เห็นก็เป็นผู้ใหญ่ที่จะเดินทางไปต่างประเทศ นักธุรกิจ ข้าราชการ ซึ่ง คนส่วนใหญ่นั้น อยาก ที่จะเข้ามาอบรมที่ วปอ. ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะว่า จัดดี หรืออะไร แต่เป็นเพราะจะได้มาพบปะ ผู้คน ในอีกหลายๆ อาชีพ อันจะ ยังประโยชน์ ให้กับธุรกิจ การงานของตัวเองได้ บางคนเคยไปต่างประเทศมาแล้วด้วยซ้ำแต่ขอมาอีกซักที เถิด แต่สำหรับเด็กๆ แล้วล่ะก็ จะเรียกว่า เป็นกิจกรรมที่น่าเบื่อเอาการที่ต้องนั่งฟังคนพูดทั้งวัน แต่ก็มีการพาไปทัศนศึกษานอกสถานที่บ้างนะคะ ไม่ได้ กักตัวเราไว้ใน วปอ. ตลอด แต่ปีถัดมา การอบรมนี้จัดเป็นการเข้าค่าย คล้ายกับค่ายลูกเสือค่ะ มีการเข้าฐานต่างๆ นี่ก็ จากที่น้องๆ เล่าให้ฟัง แต่สิ่งนึง ที่ได้ประโยชน์ คือเราได้ทำความรู้จักกับเพื่อนที่ จะไปประเทศเดียวกับเรา แถมรู้จักเพื่อน ที่จะ ไปประเทศอื่น ถ้าสนิทกันตั้งแต่ตอนนั้น ก็ขอมั่นใจได้ว่า คุณไปประเทศไหนก็ไม่อดตาย เพราะมีคนรู้จัก ไปเที่ยวฝรั่งเศส เยอรมัน อเมริกา สวิสเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ก็มีที่พักฟรี ( ฮา ผลพลอยได้ค่ะ ) เพราะฉะนั้นทีโอกาสก็รีบคว้าค่ะ

ระเบียบการทำสัญญากับสำนักงาน ก.พ.

สำหรับผู้ได้รับทุนเล่าเรียนหลวงและทุนรัฐบาล เพื่อไปศึกษาวิชา

ณ ต่างประเทศ



1. สัญญาที่จะต้องทำ มีดังนี้



1.1 สัญญาการรับทุนเล่าเรียนหลวง หรือสัญญาการรับ ทุนรัฐบาล

เพื่อไป ศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศ หรือสัญญาแก้ไข เพิ่มเติมสัญญา

การรับทุนรัฐบาล เพื่อศึกษาวิชา ในต่าง ประเทศ แล้วแต่กรณี



1.2 สัญญาค้ำประกัน



2. การทำสัญญา



2.1 จะต้องทำสัญญาที่ ส่วนการศึกษาและฝึกอบรมในต่างประเทศ

สำนัก งาน ก.พ.



2.2 เอกสารที่จะต้องนำมาในวันทำสัญญา เพื่อความสะดวก และรวดเร็วในการทำสัญญา

โปรดเตรียมเอกสาร ดังต่อไปนี้ให้ครบถ้วน นำไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ส่วนการศึกษาฯ

เพื่อ ตรวจสอบเอกสารดังกล่าว และจะคืนฉบับจริงให้เมื่อ ตรวจสอบเอกสารเรียบร้อยแล้ว





2.2.1 บัตรประจำตัวประชาชน บัตรข้าราชการ หรือหนังสือรับรองการ

เป็น ข้าราชการ จากเจ้าสังกัด ของนักเรียนและผู้ค้ำประกัน



2.2.2 ทะเบียนบ้านของนักเรียนและผู้ค้ำประกัน



2.2.3 หลักทรัพย์ที่จะนำมาแสดงในการทำสัญญาค้ำประกันในกรณีที่

ผู้ค้ำประกัน มิใช่ข้าราชการ มีดังนี้



- กรณีที่นักเรียนทุนรัฐบาลมิได้เป็นข้าราชการ โฉนดที่ดิน

หรือ นส. 3 ฉบับตัวจริง โดยประเมินราคา แล้วไม่ต่ำกว่า ครึ่งหนึ่งของงบประมาณ

ค่าใช้จ่ายตลอด หลักสูตร ที่นักเรียนจะไปศึกษา (หากยังไม่เพียงพอจะใช้โฉนดที่ดินฯ

หลายโฉนด หรือมีผู้ค้ำประกัน หลายคนก็ได้) ตามที่สำนักงาน

ก.พ. กำหนด



- กรณีที่นักเรียนทุนรัฐบาลเป็นข้าราชการ โฉนดที่ดิน หรือ

นส. 3 ฉบับตัวจริง โดยประเมินราคาแล้วไม่ต่ำว่างบประมาณค่าใช้จ่าย

ตลอดหลักสูตร ที่จะไปศึกษา ตามที่สำนักงาน ก.พ. กำหนด, เงินเดือน

และเงินอื่นๆ ที่จะต้องชดใช้คืน หากผิด สัญญา เอกสารทุกฉบับให้ถ่ายสำเนา

ฉบับละ 3 ชุด





2.3 สำหรับคู่สมรสของ ผู้ค้ำประกันจะต้อง ไปลงนามในสัญญา ค้ำประกันในวันทำสัญญาด้วย



3. หลักเกณฑ์ในการทำสัญญา



3.1 คุณสมบัติของผู้ที่ได้รับทุน





3.1.1 ถ้าผู้ได้รับทุนเป็นผู้เยาว์ (อายุไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์)

ต้องได้รับ ความ ยินยอม ในการทำสัญญารับทุน เป็นลายลักษณ์อักษร

จากผู้แทนโดยชอบธรรม ตามกฎหมาย (ตามแบบที่สำนักงาน ก.พ. กำหนด)



3.1.2 ถ้าผู้ได้รับทุนมีคู่สมรส ต้องได้รับความยินยอมในการทำสัญญา

เป็น ลายลักษณ์ อักษรจากคู่สมรส (ตามแบบที่สำนักงาน ก.พ. กำหนด)



3.1.3 ถ้าผู้ได้รับทุนมีคู่สมรส ต้องได้รับความยินยอมในการทำสัญญา

เป็น ลายลักษณ์อักษรจากคู่สมรส (ตามแบบที่สำนักงาน ก.พ. กำหนด)





3.2 คุณสมบัติของผู้ค้ำประกัน





3.2.1 เป็นผู้มีสัญชาติไทยและมีภูมิลำเนาในประเทศไทย



3.2.2 ต้องเป็นผู้มีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน

60 ปี



3.2.3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินหรือ นส. 3 ตามข้อ 2.2.3

หรือ เป็นราชการ ตั้งแต่ระดับ 4 หรือเป็นข้าราชการทหาร ตำรวจ

ยศร้อยเอกขึ้นไป จำนวน 3 คน ในการทำสัญญารับทุน และสัญญาค้ำประกัน

จะทำให้ทันที ในวันที่ยื่นคำ ขอ ค้ำประกัน นักเรียนผู้ได้รับทุน

แต่ทั้งนี้ขอให้นักเรียนและ ผู้ค้ำประกัน นักเรียน ผู้ได้รับทุน

แต่ทั้งนี้ขอให้นักเรียนและผู้ค้ำประกันนำเอกสารต่างๆ ที่ระบุไว้

ตามระเบียบนี้ ไปในวันทำสัญญาด้วย ในกรณีที่ไม่อาจทำสัญญาได้ทันที

ควร ติดต่อ ขอนัดวันทำสัญญาไว้ล่วงหน้ากับเจ้าหน้าที่ งานธุรการ

หรือฝ่ายนักเรียน ทุนรัฐบาล ส่วนการศึกษาและฝึกอบรมในต่างประเทศ

และถ้าหาก จะขอเปลี่ยน แปลง กำหนดวันทำสัญญาหรือ มีปัญหา ข้อขัดข้องใดๆ

เกี่ยวกับการทำสัญญา โปรดติดต่อสอบถามหรือแจ้ง ให้ทราบล่วงหน้า

ที่หมายเลขโทรศัพท์ 2818479, 2803419 หรือ 2813333 ต่อ 131,

133







การเพิกถอนการให้ทุน

ก.พ. จะพิจารณาเพิกถอนการให้ทุนแก่ผู้มีสิทธิได้รับทุน หากเข้ากรณีใดกรณีหนึ่ง ดังนี้



1 ไม่ผ่านการตรวจสุขภาพและอนามัยจากคณะกรรมการแพทย์ของ ก.พ.



2 หลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงในการรายงานตัวเพื่อรับทุน หรือไม่เดินทางไปศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศ ตามที่สำนักงาน ก.พ. กำหนด



3 เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือไม่อยู่ในมาตรฐาน หรือไม่เหมาะสม หรือไม่ประพฤติตน ตามแนวทางที่ ก.พ. วางไว



คัดข้อความบางตอนจาก คู่มือแนะแนวทางปฏิบัติ สำหรับนักเรียนทุนรัฐบาล และ นักเรียน ทุนเล่าเรียนหลวง และฝ่ายนักเรียนทุนรัฐบาล ส่วนการศึกษา และฝึกอบรมในต่างประเทศ

tags :

บทความอื่นๆ

หลักการใช้ in, on, at ในภาษาอังกฤษอย่างไรไม่ให้พลาด

หลักการใช้ in, on, at ในภาษาอังกฤษอย่างไรไม่ให้พลาด new post

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน สัมพัทธภาพพิเศษ กับ มายาคติของ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน สัมพัทธภาพพิเศษ กับ มายาคติของ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน กาลอวกาศและขนมปังลูกเกด

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน กาลอวกาศและขนมปังลูกเกด

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน เวลาคือมิติที่สี่

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน เวลาคือมิติที่สี่

เที่ยวสนุกสไตล์ Sci trip on tour:  ฟอสซิลสัตว์ทะเลบนก้อนหินมาจากไหน และ อะไรคือน้องวัว?

เที่ยวสนุกสไตล์ Sci trip on tour: ฟอสซิลสัตว์ทะเลบนก้อนหินมาจากไหน และ อะไรคือน้องวัว?