คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/1305" type="text/javascript"></script>
คุยทุกเรื่องกับเด็ก Maths
เสวนาปัญหาทุกอย่างตั้งแต่ไม้จิ้มฟัน ยันเรือรบ
ผู้เขียน: เด็ก Maths ชมแล้ว: 1,153 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 16 January 2007, 5:03 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 7 May 2007, 3:29 pm
อยู่ในส่วน: บันทึกฟรีสไตล์
สารบัญ

หน้าที่ 4 - ความสุขที่ร้านหนังสือ
เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมามีข่าวที่ค่อนข้างจะครึกโครมพอสมควร ซึ่งเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับการอ่านหนังสือของคนไทย งานวิจัยชิ้นนั้นได้กล่าวไว้อย่างน่าตกใจว่า คนไทยโดยเฉลี่ยแล้วอ่านหนังสือปีละ 2-3 บรรทัดเท่านั้น!!

เมื่อเห็นพาดหัวข่าวแบบนี้ก็คงตกอกตกใจกันเป็นแถวๆ และดูเหมือนค้านสายตาคนดูไปไม่น้อยเลยทีเดียว ก็จะไม่ให้ค้านได้อย่างไรล่ะครับในเมื่อมีตัวอย่างมากมายที่แสดงให้เห็นว่าคนไทยบ้าหนังสือจะตายไป มิฉะนั้นคงไม่มีสำนวนว่า "หนอนหนังสือ" ให้ได้ยินเป็นแน่

ที่สำคัญถ้าคนไทยเป็นโรคกลัวหนังสือถึงขนาดที่ว่าปีๆ หนึ่งอ่านกันเพียง 2-3 บรรทัดจริงดังงานวิจัยชิ้นนั้น ป่านนี้เทศกาล/มหกรรม/สัปดาห์หนังสือที่จัดขึ้นเป็นประจำตลอดทั้งปีก็คงจะเจ๊งกะบ๊งอย่างแน่นอน เพราะไม่มีใครใส่ใจกับการอ่านหนังสือ หรือมิฉะนั้นบรรดาร้านหนังสือที่เปิดขึ้นตามห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ หรือตามหัวเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศก็คงจะต้องทะยอยปิดตัวลงไป เพราะไม่มีใครเข้ามาซื้อหนังสือนั่นเอง

ก็เลยมาสู่ความสงสัยและตกเป็นขี้ปากชาวบ้านร้านตลาดว่า เจ้าของงานวิจัยชิ้นนั้นมีมาตรฐานในการทำวิจัยแค่ไหน แต่เอาล่ะครับไม่เป็นไร เรื่องมันผ่านมาแล้วก็ไม่อยากสะกิดสะเกาให้แผลที่มันแห้งสนิทดีแล้วกลับมาอักเสบเป็นหนองอีก...

ทีนี้มาถึงหัวข้อ Blog ประจำวันนี้กันดีกว่านะครับ...

ถ้าผมจะตั้งสมมติฐานว่าการอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ทำให้มีความสุข ก็คงจะไม่ต้องทำการทดลองเพื่อยืนยันสมมติฐานใดๆ เลยนะครับ อย่างน้อยที่สุดตัวผมเองเมื่อได้อ่านหนังสือ (ที่ไม่ได้จำกัดเพียงหนังสือเรียนเท่านั้น) จะรู้สึกมีความสุข ถ้าไม่คิดจะเอาสาระจากการอ่าน ก็ยังดีที่ได้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ แต่ถ้าคิดจะเอาสาระจากการอ่านก็จะต้องแบ่งออกไปว่า หนังสือที่กำลังอ่านนั้นเป็นหนังสือประเภทใด เพราะผมเองเป็นคนที่อ่านหนังสือได้ทุกแนว แต่แนวที่ถนัดก็จะเป็นสาระความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ที่ไม่ใช่ Sci-Fi แต่เป็น Fact) ซึ่งนักเขียนที่ผมชื่นชอบในผลงานก็คือ คุณรอฮีม ปรามาท (จริงๆ ยังมีท่านอื่นๆ อีก แล้วจะทะยอยเปิดชื่อใน Blog นี้ครับ) ผมไม่แน่ใจว่าคุณรอฮีมเขียนหนังสือแนวนี้มานานหรือยัง แต่ที่แน่ๆ ก็คือหนังสือเล่มแรกที่ผมได่อ่านก็เป็นของคุณรอฮีมนี่เอง และนั่นก็เลยทำให้ผมเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือแนวนี้ไปโดยปริยาย

หนังสือบางเล่มถึงแม้ว่าจะให้สาระเพียงเล็กน้อย แต่อย่างน้อยที่สุดผมก็ได้เรียนรู้กลวิธีการเขียน การใช้ถ้อยคำสำนวนต่างๆ ในงานเขียนนั้น เพื่อที่จะได้นำมาปรับใช้กับการเรียบเรียงบทความและหนังสือเรียนออนไลน์ของผมเองครับ

สำหรับนักอ่านโดยทั่วไป ถ้าผมจะกล่าวว่า "ร้านหนังสือคือสวรรค์" ก็คงจะไม่ผิดแต่อย่างใด เพราะโดยส่วนตัวผมก็รู้สึกแบบนั้นเช่นเดียวกัน ในเวลาหลังจากที่เลิกเรียนแล้ว ถ้าไม่มีกิจธุระอื่นใดก็จะแวะเข้าไปที่ร้านหนังสืออยู่เสมอๆ เพียงเพื่อจะไปดูว่ามีหนังสือเล่มใดที่น่าอ่านบ้าง (อย่างที่บอกไปแล้วว่าไม่เกี่ยงแนว) แต่ถ้าไม่มีเล่มใดที่น่าสนใจก็จะไปยังมุมหนังสือวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็จะมีวางขายบ้างเล็กน้อย

ผมยังแอบน้อยใจเลยว่าทำไมบ้านเรา นักเขียนทางด้านวิทยาศาสตร์ถึงมีน้อยเหลือเกิน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงนักสื่อสารทางวิทยาศาสตร์นะครับ ในบ้านเรานั้นคนที่ผมถือว่าเป็นนักสื่อสารทางวิทยาศาสตร์เห็นจะหนีไม่พ้น ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน และ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล ทั้งสองท่านนี้อดีตเคยรับราชการเป็นอาจารย์อยู่ที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ทั้งสองท่านใช้เวลาว่างทั้งในระหว่างรับราชการและหลังจากที่เกษียณอายุราชการแล้วมาให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์แก่คนไทยในลักษณะของการเขียนบทความทางหน้าหนังสือพิมพ์และนิตยสาร และมีบ้างที่ผลิตเป็นสารคดีทางโทรทัศน์

ทีนี้กลับมาที่ร้านหนังสือกันต่อนะครับ... พอกวาดตามองไปรอบๆ ร้าน ก็จะเห็นผู้คนที่แวะเวียนกันเข้ามาในร้านหนังสือมากหน้าหลายตา มีตั้งแต่ลูกเล็กเด็กแดงไปจนถึงผู้สูงอายุ ผมเห็นแล้วก็อดที่จะชื่นชมไม่ได้ว่า คนไทยไม่ว่าจะวัยไหนก็รักการอ่านทั้งนั้น แล้วก็แอบแขวะในใจถึงงานวิจัยเฮงซวยชิ้นนั้นด้วย มีหลายครั้งที่ผมเห็นผู้ปกครองพาลูกตัวเล็กๆ มาในร้านหนังสือ แล้วก็พามานั่งอ่านหนังสือการ์ตูน ซึ่งจุดนี้ผมเห็นว่าเป็นความคิดที่เข้าท่าเลยทีเดียว คือหนังสือไม่ว่าจะแนวไหนก็ตาม ก็มักจะได้อะไรๆ กลับไปเสมอ โดยเฉพาะการให้เด็กได้อ่านการ์ตูนนั้นนอกจากจะได้ความบันเทิงแล้ว ยังอาจได้คติสอนใจบ้างไม่มากก็น้อยด้วยครับ

ว่าแล้วก็คงต้องฝากไปยังผู้ปกครองทั้งหลายด้วยเถอะครับว่า อย่าไปห้ามไม่ให้เด็กอ่านหนังสือการ์ตูนเลย แต่ท่านก็ต้องพยายามสอนและตักเตือนว่าอย่าหมกมุ่นมากจนเกินไป อย่าเลียนแบบสิ่งที่การ์ตูนทำ เราต้องค่อยๆ สอนเขาครับ ให้เขาได้เรียนรู้จากคำสอน มิฉะนั้นแล้วแทนที่เขาจะได้ความบันเทิงหรือได้สาระจากหนังสือการ์ตูนก็เลยกลายเป็นว่า ไม่ชอบอ่านหนังสือไปเลยไม่ว่าจะเป็นหนังสือแบบไหนก็ตาม ตรงนี้เป็นสิ่งที่น่ากลัวมากๆ ครับ

(Blog ชิ้นนี้ผมนำมาจาก http://koalar2003.spaces.live.com/blog/cns!FC5FD0C135B7FAE9!584.entry ซึ่งผมเขียนขึ้นเองครับ)


<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 3) หน้าถัดไป (หน้า 5) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


เด็ก Maths
(นายสัทธา หาญวงศ์ฤทธิ์)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 2,206 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 4 ปี
แบ่งปันความรู้ 547 ครั้ง
ได้รับดาว 154 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

คุยทุกเรื่องกับเด็ก Maths [1,154]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [537,135]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [397,859]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [413,604]
Global Warming { English } [157,945]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.