คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/132" type="text/javascript"></script>
บั้งไฟพญานาค ปรากฏการณ์ที่น่าทึ่ง
อุปกรณ์แยกแสง(เกรตติง) ที่จะแยกสเปกตรัมของแสงจากลูกไฟไปด้วย ถ้าสามารถเห็นสเปกตรัมได้ก็จะทำให้ทราบว่าต้นกำเนิดของแสงเป็นธาตุอะไร...
ผู้เขียน: รศ.ดร. วิจิตร เส็งหะพันธุ์ ชมแล้ว: 23,536 ครั้ง
post ครั้งแรก: Wed 30 October 2002, 5:55 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 30 October 2002, 5:55 pm
อยู่ในส่วน: ฟิสิกส์

หน้าที่ 2 - ข้อสมมุติฐาน
เจ้าของงานเขียน แ้ก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่
(--- บทความนี้เป็นข้อสมมุติฐานของผู้เขียน ---)



บั้งไฟพญานาคอาจจะเป็นลูกไฟที่เกิดจากการติดไฟของแก๊สมีเธน (methane,สูตรเคมี CH4) ผสมกับแก๊สฟอสฟีนหรือไฮโดรเจนฟอสไฟด์ (phosphine,สูตรเคมี PH3 ) ซึ่งเกิดขึ้นจากการหมักของซากพืชและซากสัตว์ที่บ่อหลุมใต้น้ำ เมื่อแก๊สนี้รวมตัวกันเป็นก้อน ผุดขึ้นเหนือน้ำจะมีอากาศอยู่โดยรอบ แก๊สฟอสฟีนมีสมบัติที่สามารถติดไฟได้เองโดยการสลายตัวและมีปฏิกิริยากับอ๊อกซิเจน(นับเป็นการเผาไหม้) ซึ่งจะทำให้แก๊สมีเธนติดไฟไปด้วย



ข้อสงสัยต่างๆเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่สังเกตได้อาจอธิบายจากสมมติฐานดังต่อไปนี้



ทำไมบั้งไฟพญานาคผุดขึ้นจากน้ำเป็นดวงกลมขนาดเท่าๆกัน เริ่มเห็นได้เมื่อสูงกว่าผิวน้ำประมาณ 1-2 เมตรเป็นอย่างน้อยและลอยขึ้นอย่างรวดเร็ว (ความเร็วเฉลี่ยประมาณ 10 เมตรต่อวินาที) ขึ้นสูงประมาณ 20-30 เมตรก่อนที่ลูกไฟจะดับในขณะยังเคลื่อนที่



คำตอบคือ แก๊สผสมดังกล่าวแล้วเมื่อปุดจากใต้น้ำจากช่องที่ไม่โต จะมีขนาดเท่าๆกันโดยอัตโนมัติ คล้ายๆกับหยดน้ำยาหยอดตาที่หลุดจากหลอดที่หยอดตาซึ่งมีขนาดหยดประมาณเท่ากัน หากมีแก๊สมากก็อาจจะแบ่งเป็นสองสามลูกไล่ตามกันมาดังที่เห็นได้ในบางครั้ง แก๊สทั้งสองชนิดดังกล่าวไม่ละลายน้ำ เมื่อหลุดจากผิวน้ำใหม่ๆ แก๊สยังคงรวมตัวกันเป็นก้อนทรงกลมเหมือนเมื่ออยู่ใต้ผิวน้ำและคงความเร็วในการลอยขึ้นประมาณเท่าเดิม หรืออาจช้าลงเล็กน้อยในอากาศเนื่องจากแรงยกน้อยลง แรงยกในอากาศมาจากความหนาแน่นที่แตกต่างกันระหว่างแก๊สผสมกับอากาศ ซึ่งแก๊สผสมเบากว่าอากาศ (มีเทนเบากว่าอากาศประมาณครึ่งหนึ่งฟอสฟีนหนักกว่าอากาศเพียงเล็กน้อย) ปฏิกิริยาระหว่างแก๊สฟอสฟีนกับอากาศ เกิดจากการที่แก๊สฟอสฟีนสลายตัวให้แก๊สไฮโดรเจนที่พร้อมจะรวมตัวกับอ๊อกซิเจนที่บริเวณผิวของทรงกลมแก๊ส พร้อมๆกับการเกิดความร้อนและการปล่อยแสงของอะตอม ความร้อนที่เกิดขึ้นจะทำให้แก๊สมีเธนสลายตัวและเกิดปฏิกิริยากับอ๊อกซิเจนด้วย สรุปคือเกิดการเผาไหม้ที่ผิวของทรงกลมที่สัมผัสอากาศ ผลผลิตของปฏิกิริยาเคมีส่วนใหญ่เป็นไอน้ำธรรมดา การเรืองแสงที่มองเห็นด้วยตาจะมาจากแสงของอะตอมไฮโดรเจนเป็นหลัก ซึ่งจะให้แสงเป็นสีแดงปนชมพู (เป็นส่วนผสมของสเปกตรัมสีแดง น้ำเงิน และม่วง) ระยะ 1-2 เมตรนับว่าใช้เวลาสั้นมากก่อนที่จะเกิดแสงมีความเข้มที่เห็นได้ อัตราเร็วในการลอยขึ้นนั้นเป็นไปได้เทียบกับการคำนวณตามหลักการทางวิชาฟิสิกส์ ลูกไฟดับไปก่อนหยุดแสดงว่าไม่ใช่การวัตถุที่หนักยิงหรือขว้างขึ้นไป ไม่มีเสียงใดๆเนื่องจากเป็นการปลดปล่อยแสงของอะตอมที่ผิวทรงกลมแก๊สซึ่งไม่รบกวนอากาศโดยรอบมาก แก๊สภายในทรงกลมยังไม่มีโอกาสพบอ๊อกซิเจนก็ยังไม่เกิดปฏิกิริยา จึงเหมือนมีผนังไฟที่ผิวและอาจจะเป็นส่วนที่ทำให้ทรงกลมแก๊สรักษาตัวอยู่ได้หลายวินาที หากไม่มีแก๊สฟอสฟีน มีเฉพาะแก๊สมีเธน ผิวทรงกลมจะไม่ติดไฟ เราจะมองไม่เห็น ทรงกลมแก๊สอาจกระจายผสมกับอากาศเร็วขึ้น ลูกแก๊สเช่นนี้น่าจะขึ้นในช่วงกลางวันด้วย แต่แสงในช่วงกลางวันมีมากเราจะไม่สามารถเห็นลูกแก๊สได้



ขนาดของทรงกลมแก๊สที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5-10 เซนติเมตร สามารถที่จะให้ความเร็วในการลอยตัวทั้งจากในน้ำและในอากาศที่อาจเป็นไปได้จากการคำนวณประมาณการทางวิชาฟิสิกส์ คำนึงถึงความต้านทานของน้ำและอากาศต่อการเคลื่อนที่ซึ่งจะเป็นปฏิภาคกับความเร็วยกกำลังสองและความร้อนที่เกิดจากการเผาไหม้ ดังนั้นจึงน่าเป็นไปได้ที่ลูกไฟพญานาคในแม่น้ำโขงเกิดจากแก๊สที่ผ่านกระบวนการหมักตามธรรมชาติของซากพืชซากสัตว์ที่ไหลมากับน้ำช่วงฤดูฝน ผุดขึ้นพอดีในวันออกพรรษา



ต่อคำถามสำคัญที่ว่า ทำไมจะต้องผุดขึ้นเฉพาะวันออกพรรษา ไม่ผุดขึ้นในเดือนอื่นหรือวันอื่น มีเหตุผลสองประการประกอบกันที่จะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นนี้คือ ประการแรก เดือน 11 อาจเป็นเดือนที่ระยะเวลาของการหมักพอดี คือเกิดแก๊สสะสมได้มากกว่าเดือนอื่น และประการที่สองคือ วันขึ้น 15 ค่ำและแรม 15 ค่ำ ของทุกเดือนเป็นวันที่ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์อยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน เป็นวันที่น้ำทะเลขึ้นสูงสุดและลงมากที่สุดในรอบวัน น้ำทะเลขึ้นและลงประจำวันมาจากอิทธิพลแรงดึงดูดของดวงจันทร์เป็นหลักและดวงอาทิตย์เป็นรอง ขึ้น 15 ค่ำและแรม 15 ค่ำ เป็นวันที่อิทธิพลทั้งสองเสริมกัน ไม่เพียงเฉพาะทำให้น้ำขึ้นและลง ยังอาจทำให้เปลือกโลกบางแห่งขยับเผยอขึ้นหรือยุบลง และประการหลังนี้ที่เป็นไปได้ว่า บริเวณใต้แม่น้ำโขงส่วนนั้นอาจมีการขยับตัว หรือมีการบีบให้แก๊สผุดขึ้นมากที่สุดในวัน 15 ค่ำ (อาจจะคลาดเคลื่อนเป็นวันแรม 1 ค่ำที่ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์อยู่ในแนวเดียวกันมากกว่า) ข้อมูลต่างๆที่นายแพทย์มนัส กนกศิลป์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลหนองคายได้รวบรวมไว้จากการศึกษาหลายปีซึ่งเป็นประโยชน์ยิ่ง ไม่มีข้อใดขัดแย้งกับสมมุติฐานนี้ ข้อแตกต่างกับทฤษฎีของนายแพทย์มนัสอยู่ที่ในสมมุติฐานนี้เชื่อว่ามีแก๊สฟอสฟีนเกิดขึ้นด้วย ไม่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับเปอรเซนต์ของอ๊อกซิเจนในอากาศและความชื้นในอากาศ และการให้เหตุผลเกี่ยวกับการเกิดในวันออกพรรษา



เรื่องพญานาคจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อคิดว่า อาจมีพญานาคในคนละภพกับมนุษย์และสัตว์ คล้ายในภพของเทพหรือเทวดา ซึ่งไม่ยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์ เป็นไปไม่ได้ที่พญานาคจะเป็นสัตว์โลกที่ต้องหายใจ ต้องการอาหาร คงไม่สามารถซ่อนตัวอยู่ได้โดยไม่มีมนุษย์เคยพบเห็น ความเชื่อแต่โบราณยังเป็นส่วนของวัฒนธรรมอันดีงาม เราสามารถทำสิ่งต่างๆตามวัฒนธรรมนั้นได้ ส่วนความจริงตามธรรมชาติที่เข้าใจได้สมัยนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ปรากฏการณ์นี้ยังคงเป็นที่น่าทึ่งและน่าสนใจแม้จะไม่มีพญานาคจริง หากพิสูจน์ได้ชัดเจนขึ้นน่าจะมีคำอธิบายให้นักท่องเที่ยวเข้าใจน่าจะถูกใจนักท่องเที่ยวมากกว่าพยายามทำให้นักท่องเที่ยวเชื่อว่ามีพญานาค ทางจังหวัดหนองคายน่าจะดูแลให้เห็นปรากฏการณ์ได้ดีขึ้นโดยการลดสิ่งรบกวนต่างๆ เช่นการจุดพลุ โคมไฟ ประทัด และการไหลเรือไฟที่จัดเวลาให้เหมาะสม




วิจิตร เส็งหะพันธุ์




หมายเหตุ



ภาพเป็นภาพที่ถ่ายได้โดยเปิดหน้ากล้องแบบ B ค้างไว้จากที่เริ่มเห็นประมาณ 4 วินาที เปิดหน้ากล้องกว้างสุดและฟิลม์ ASA 400 กล้อง Canon T60 lens 35-70 mm ใช้ที่ 35 mm ในภาพจะเห็นลูกไฟเป็นเส้น ไฟที่สว่างในแม่น้ำหลายจุดเป็นเรือไฟที่ลอยตามน้ำ



สมมุติฐานนี้อาจจะตรวจสอบได้โดยการเตรียมแก๊สฟอสฟีนและมีเธนขึ้นในห้องปฏิบัติการ ผสมกันด้วยอัตราผสมต่างๆ โดยไม่ให้สัมผัสอากาศ แล้วปล่อยขึ้นจากใต้น้ำเพื่อเลียนแบบ จากหนังสือ General Chemistry แก๊สฟอสฟีนอาจจะเตรียมจาก การต้มฟอสฟอรัสขาวในน้ำที่เป็นด่าง หรือการละลายน้ำของ calcium phosphide (Ca3P2) จะเกิดแก๊สฟอสฟีนขึ้น จะต้องให้แก๊สแทนที่น้ำ หนังสือบางเล่มอธิบายว่า แก๊สที่เกิดขึ้นจะมี แก๊สไดฟอสฟีน(H4P2)ผสมอยู่ด้วยเล็กน้อยเสมอและแก๊สนี้เป็นตัวที่ทำให้เริ่มติดไฟ



อีกประการหนึ่งอาจทำการสำรวจแบบธรณีวิทยาโครงสร้างดินและหินใต้แม่น้ำโขงด้วยระบบโซนาร์ (Sonar) เลือกใช้ความยาวคลื่นที่เหมาะสม อย่างน้อยจะทำให้ทราบสภาพว่ามีบ่อหรือแอ่งเป็นที่หมักเแก๊สหรือไม่



อ่านเพิ่มเติม และแสดงความคิดเห็นได้ที่

1. กระทู้ห้องเด็กวิทย CS2989

2. กระทู้ห้องเด็กวิทย์ CS1613


3. กระทู้ห้องครูอาจารย์ CT809



<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 1) หน้าถัดไป (หน้า 3) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 9 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 29 พ.ค. 2549 (00:04)
ผมเชื่อนะ
ว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติจริงๆ
Armageddon เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 9 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 13 ส.ค. 2549 (13:33)
ผมเองก็เชื่อว่าสามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ ผมเองก็ตั้งสมมุติฐานว่าน่าจะเกิดจากแก้สที่ติดไฟได้ในอุณหภูมิปกติ ปริมาณออกซิเจน และความชื้นไม่น่าเป็นตัวแปรที่สำคัญ

สมมุติฐานที่อาจารย์ตั้งไว้ (ฟอสฟีน+ไฮโดรเจน) ไม่น่าจะทดสอบยากเลย ทั้งสองสารสามารถเตรียมได้ง่าย แต่ทำไมไม่ทดสอบให้ชัดเจนก่อนแล้วมาเผยแพร่ทีหลังจะแน่นอนกว่า ตอบคำถามตรงนี้ให้ชัดแล้วค่อยไปตอบช่วงเวลาที่เกิด

ตามลำน้ำโดยทั่วไปมีการหมักของซากอินทรีวัตถุเสมอ แก้สที่ได้จะเป็นมีเธนและคาร์บอนไดออกไซด์ แต่การเกิดแก้สก็ควรจะเกิดในช่วงเวลาที่ยาว (หลายวัน) กว่านี้และทั้งกลาววันกลางคืน

ฟอสฟีน+ไฮโดรเจน เผาไหม้ในอากาศ ใช่หรือไม่ (ใช่-ไม่ใช่)
ถ้าใช่ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร
ทำไมจึงเกิดขึ้นในเวลาที่จำเพาะ
thawankesmala เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1361 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 281 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 19 ก.ย. 2549 (11:47)
มีคำอยู่ 2 คำ ที่น่าจะเป็นคำสำคัญสำหรับบทความนี้เลยนะครับ คำแรก ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ส่วนคำที่สอง พิสูจน์ได้/อธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์
ผมอยากให้พวกเราช่วยกันคิดว่า จำเป็นหรือเปล่าที่ปรากฏการณ์ธรรมชาติ จะต้องอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ และถ้ามันไม่สามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ มันจะเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติได้หรือไม่
ข้อความด้านบนเป็นข้อชวนคิด ซึ่งไม่เกี่ยวกับข้อโต้แย้งใด ๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปด้านล่างนี้นะครับ
ด้วยความเคารพต่อความคิดเห็นของท่านผู้เขียน ในวัยเด็กผมเกิดและโตมากับบ้านที่อยู่ริมน้ำเสียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งน้ำไหล (แม่น้ำปิง) น้ำนิ่ง (หนองสมบุญ) โตเป็นหนุ่มก็ชอบเที่ยวป่าเที่ยวเขา ผมไปมาทั่ว เขาใหญ่ ภูกระดึง ภูหลวง ภูเรือ ทุ่งใหญ่นเรศวร เขื่อนเขาแหลม ฯลฯ ทั้งหมดจุดใหญ่ปลายทางก็จะอยู่ริมน้ำริมหนองริมธาร ยิ่งน้ำตกไม่ต้องพูดถึง พวกผมไปตั้งเต๊นท์กันแทบจะบนยอดน้ำตกเลยก็ว่าได้
เราพิจารณากันตรงนี้ก่อน ซากพืชซากสัตว์อย่างที่ท่านผู้เขียนว่า ต้องใช้ปริมาณและเวลานานมากมั้ยครับ กว่าจะมีส่วนผสมลงตัวพอดีที่จะรวมตัวกันเป็นลูก ก่อนจะ "ผุด" ขึ้นมาจากสายน้ำไหลโดยไม่มีเสียง ไม่มีปฏิกิริยาการแตกของน้ำ และติดไฟให้ตาเห็นได้เป็นลูกกลม ๆ ในขณะที่ลอยสูงจากผิวน้ำขึ้นมาได้ตั้งเมตรหรือสองเมตร
แก๊สผุดขึ้นจากท้องน้ำ ผมเคยเห็นอยู่บ้างครับ มันลอยขึ้นมาจากก้นหนอง บางลูกเวลาผุดขึ้นมาถึงผิวน้ำจะมีเสียงดัง 'บุ๋ง' ได้ยินถนัดชัดเจน แล้วก็หายไป แต่มันไม่แปลกอะไรเลยครับ ถ้าใครเป็นนักวิทยาศาสตร์อยากจะทดลองให้เห็นกับตา ก็ไปเอากะละมังใส่น้ำมาให้เต็ม แล้วเอาขวดหรือกระป๋องนมข้นหวานที่เปิดฝาแล้ว ครอบอากาศกดลงไปใต้ก้นกะละมัง จากนั้นก็เผยอปากกระป๋องขึ้น นั่นแหละครับ แก๊สผุดจากใต้ท้องน้ำ ไม่ต่างกันเลยทั้งภาพและเสียง อันนี้น้ำนิ่งนะครับ
ถ้าน้ำไหลแรง ๆ มันจะผุดขึ้นมาได้มั้ย อาจได้ครับ แม้จะยากอยู่สักหน่อย (แต่ต้องขอสารภาพ ผมไม่เคยเห็นแก๊สเป็นลูก ๆ ผุดจากแม่น้ำปิงอย่างถนัดชัดตามาก่อนในชีวิต ไม่รู้ใครอยู่ริมปิงพอมองเห็นบ้างไหม) แต่มันจะยังทรงรูปเป็นลูกกลม ๆ สมบูรณ์แบบลูกฟุตบอลอยู่ได้ไหม ? อันนี้น่าคิด ยิ่งจะให้มันมีส่วนผสมพอเหมาะที่จะเป็นแก๊สติดไฟอยู่ได้นี่ คิดหนักเลยนะครับ
ผิวน้ำเป็นน้ำไหล แน่นอน ตามหลักวิทยาศาสตร์ เมื่อน้ำไหล มันจึงถ่ายเทความร้อนได้ดี เป็นเรื่องปกติที่เหนือผิวน้ำจะมีกระแสลมอ่อน ๆ นึกถึงเวลาคุณดึงลูกปิงปองเบา ๆ ขึ้นมาจากน้ำ ถ้าน้ำไหลน้ำจะต้องกระจาย และลูกปิงปองต้องปลิวลมบ้างไม่มากก็น้อย ขนาดลูกปิงปองหนักกว่าอากาศนะครับ ถ้าเป็นของเบากว่าอากาศ และผิวไม่แข็งอย่างลูกปิงปอง รับรองกระเจิง
ถ้าแก๊สมีเธนเจอทั้งน้ำทั้งลมขนาดนี้แล้วยังติดไฟได้อีกล่ะก็ มหัศจรรย์แล้วล่ะครับ !
ขอร้องเถอะครับ ที่ผมเกริ่นไว้ตั้งแต่ต้นว่า "เราพิจารณากันตรงนี้ก่อน..." ก็คือ ผมเองก็ยังไม่เอาเรื่องพญานาคมีจริงหรือไม่? เข้ามาเกี่ยวข้อง ยังไม่เอาเหตุผลที่จะต้องมีในวันออกพรรษาเท่านั้น เข้ามาพิจารณา เอาแค่ข้อสันนิษฐานที่ว่า 'บั้งไฟพญานาค' เป็นกลุ่มแก๊สมีเธนติดไฟได้ ที่ลอยขึ้นมาจากท้องน้ำ วิ่งขึ้นไปบนฟ้าได้ สูงนับเป็นสิบ ๆ เมตร นี้เท่านั้น
ขอร้องว่า ขอให้เลิกใช้เป็นข้อสันนิษฐานเสียทีเถอะครับ เพราะมันเป็นข้อสันนิษฐานที่จะทำให้เรื่องนี้ "ไม่" เป็นวิทยาศาสตร์ไปเสียมากกว่า
ด้วยความเคารพในวิทยาศาสตร์ครับ...
einstine เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 29 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 11 ต.ค. 2549 (09:56)
ผมคิดว่าน่าจะมีการสำรวจใต้น้ำแม่น้ำโขงดูคงจะได้ข้อมูลดีๆอีกมากแน่นอนครับ
พุ ปืนใหญ่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 11 ต.ค. 2549 (10:04)
แม่น้ำที่อื่นก็ซากพืชซากสัตว์เหมือนกันทำไมไม่เกิดข้องใจจัง
พุ ปืนใหญ่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 25 ม.ค. 2550 (10:26)
ดีมากเลย
mos_nw@hotmail.com (IP:125.24.179.42)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 31 ม.ค. 2550 (13:08)
ผมคนหนึ่งตั้งใจไว้ว่าชีวิตนี้จะขอพิสูจน์บั้งไฟพญานาคให้เห็นกับตาตนเองก่อนตาย ขณะนี้ผมอายุ 51 ปีและได้ไปพิสูจน์บั้งไฟพญานาคมาแล้วหลายสองครั้ง ครั้งแรกเมื่อสองปีที่ผ่านมา ณ วัดหินหมากเป่ง ผลปรากฏว่าผิดหวัง ไม่ปรากฏอะไรให้ผมเห็นทั้งสิ้น มาปีนี้ 2549 ผมได้ลงทุนเข้าไปถึง อ.โพนพิสัย ในวันที่ 7 ต.ค. 2549 ตั้งแต่เวลา 08:00 น. เพื่อป้องกันการผิดพลาด และหลีกเลี่ยงการจราจรติดขัด จนกระทั่งเวลา 16:00 น. ผมเช่าเก้าอี้พลาสติก 20 บาทเพื่อนั่งเฝ้ารอชมปรากฏการณ์ ณ ริมตลิ่งฝั่งโขง จนกระทั่งการแสดงไหลเรือไฟ และกระทงไฟลอยน้ำผ่านไป และเมื่อเวลา 21:00 น. ประชาชนต่างลุกฮือ พร้อมกันชี้ให้เห็นลูกไฟสีแดงพุ่งขึ้นมาอย่างเร็วทางด้านขวามือของผู้ชมตรงฝั่งลาว ณ จุดนั้น ผมก็พยายามเพ่งมองโดยตลอด และก็ได้เห็นลูกไฟสีแดงพุ่งขึ้นมาอีกถึง 4 ลูก ใช้เวลาประมาณไม่ถึง 10 นาที ผมก็ลุกขึ้นกลับโดยทันทีหลังจากที่รอคอยมาถึง 13 ชั่วโมงตั้งแต่เช้าเพียงเพื่อรอดูให้เห็นประจักษ์กับตาว่าเป็นเรื่องจริงหรือแหกตา จากสิ่งที่ผมได้เห็นสรุปได้ว่า

1. สิ่งที่พุ่งขึ้นมาด้วยความเร็วขนาดนั้น จะต้องไม่ได้ขึ้นมาจากใต้ผิวหน้าของแม่น้ำโขงแน่นอน เนื่องจากหากขึ้นมาจากใต้น้ำจะต้องมีแรงดูดของน้ำดูดเอาไว้ ทำให้ความเร็วลดลงและพุ่งขึ้นไปได้แค่เพียงไม่กี่เมตรเท่านั้นเอง

2. ตำแหน่งที่สิ่งนั้นพุ่งขึ้นมาทั้ง 5 ครั้ง มาจากตำแหน่งเดียวกัน และอยู่ไกลเข้าไปในฝั่งโขง ส่วนบริเวณแม่น้ำโขงหน้า อ.โพนพิสัย ที่ประชาชนต่างเฝ้าดูกัน ออกจะกว้างใหญ่ทำไม่มาขึ้นให้เห็นจะจะกันข้างหน้า

3. ชาวต่างชาติที่ร่วมชมปรากฏการณ์ยังงงว่านั่นเป็นสิ่งอัศจรรย์ได้อย่างไร ผมในฐานะคนไทยอายเค้าครับ เลยต้องรีบลุกกลับ

ผมต้องขออภัยหากความเห็นของผมไปขัดแย้งกับของผู้ใดก็ตาม
สมศักดิ์ คำดี (IP:61.7.216.58)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 28 ต.ค. 2550 (20:50)
ไม่ต้องค้นหาความจริงหรอกครับ ความจริงก็คือความจริง แต่ผู้บริหารระดับจังหวัดไม่ยอมรับกันเอง เพราะกลัวว่าคนจะไม่มาเที่ยวกัน ผมอยู่ที่นี่ เกิดที่นี่ ตั้งแต่เด็กจนโต รู้หมดล่ะว่าอะไรคืออะไร อย่างมงายกันเลยครับ ทหารลาวเอาปืนมายิงเล่นๆก็เท่านั้นเอง
พีระพล เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 26 พ.ย. 2550 (17:40)
รู้หมดจริงๆ หรือ....
ทหารลาวเอาปืนมายิงได้ตลอดทั้งแม่น้ำโขง ที่ยาวกว่า 50 กิโลเมตรได้จริงหรือ....
สงสัยคงใช้ปืนเก็บเสียงด้วย.... คงไม่ค่อยมีอะไรทำ เลยมาทำให้คนไทยดูเล่น...จริงๆหรือ

ถ้าพิสูจน์ได้ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ ก็ขอให้พยายามทำเลียนแบบให้เหมือน แล้วมาแสดงต่อหน้าประชาชนที่กลางแม่น้ำโขงให้เห็นกันจะๆ จะได้สรุปไปเลยว่าเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ

...ถ้ามีแต่ทฤษฎีก็อย่าเพิ่งฟันธงเลยนะ... ทำให้ได้จริงๆ เสียก่อน ส่วนใหญ่ชอบใช้คำพูดแบบคลุมเครือว่า "ทำได้ แต่ค่อนข้างยาก...." ซึ่งถ้าแปล ก็คือ ยังทำให้เหมือนไม่ได้ หรือ ยังทำไม่ได้นั่นเอง...
ความจริง ก็คือ ความจริง....แล้วใครรู้บ้างว่า อันไหนคือความจริง....

จริงๆ ก็ไม่อยากจะพาดพิงถึงใคร แต่ก็ถือว่าเป็นทรรศนะส่วนตัวก็แล้วกัน

..มีข้อมูลจากคนที่อยากพิสูจน์ ถึงขนาดเอาเรือออกไปกลางแม่น้ำโขง เพื่อดูว่า มีใครแอบเอาปืน หรือเอาพลุมายิง หรือไม่ เขาก็เห็นไฟมันพุ่งขึ้นมาจากผิวน้ำ โดยไม่เห็นอะไรอยู่ในน้ำเลย ....นั่นก็คงไม่แปลก เพราะเห็นอย่างนั้นกันอยู่บ่อย ๆ
...แต่ก็มีสิ่งที่แปลกคือ มีลูกไฟบางลูก พุ่งทะลุจากพื้นเรือขึ้นไปบนอากาศด้วย...นี่สิ ที่ว่าแปลก เพราะไม่ว่าจะเป็นคนแอบทำ หรือธรรมชาติทำ ก็คงไม่สามารถทำให้ลูกไฟพ่นจากผิวน้ำผ่านลำเรือ แล้วพุ่งต่อขึ้นไปบนอากาศได้ หรือจะบอกว่าตาฝาด ... กุเรื่องขึ้นมา .... คิดไปเอง .... หรืออะไรก็แล้วแต่จะคิด
....คนที่ไม่ชอบเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อ ที่อาจกลายเป็นเรื่องจริง ก็คงรับไม่ได้ คงต้องพยายามหาทางยกเอาทฤษฎีใดทฏษฎีหนึ่งทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายให้จงได้
...ซึ่งก็ไม่แปลก จริง ๆ แล้ว แม้แต่ปาฎิหาริย์ในพระไตรปิฎก ก็สามารถอธิบายได้ด้วยหลักทางวิทยาศาสตร์ (พลังจิตที่บริสุทธิ์ สามารถสร้างสนามแม่เหล็กที่มีพลังมหาศาล ให้เกิดสิ่งที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถทำได้ เยอะแยะไป)

....ไม่ได้ชอบเรื่องงมงาย หรือไสยศาสตร์ แต่สนใจพุทธศาสตร์ และวิทยาศาสตร์
....บางเรื่องที่คิดว่าไม่มีจริง ก็อาจมีจริง ส่วนบางเรื่องที่คิดว่าจริง ก็อาจเป็นเรื่องไม่จริงก็ได้ เพราะเราไม่ได้เป็นสัพพัญญู แต่ให้ฟังหูไว้หู อย่าเพิ่งรีบเชื่อ หรือ รีบไม่เชื่อ

.....เรืองของพญานาคนั้น มีบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกอยู่มากมาย บางตอนกล่าวถึงตอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าปราบพญานาคก็มี แต่คนในสมัยปัจจุบันที่ไม่ค่อยได้ศึกษาธรรมะ และเจริญสมาธิภาวนา นับถือแต่วิชาการเป็นใหญ่ ถือว่าสิ่งใดที่ตนไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็น วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้ สิ่งนั้น คือ สิ่งที่เชื่อถือไม่ได้
....จริงอยู่ที่ปัจจุบัน มีสิ่งที่คนเราทำหลอกลวงกันมากมาย จนแทบจะแยกแยะไม่ออกว่าสิ่งไหนจริง สิ่งไหนลวง จึงไม่น่าแปลกใจที่คนทั่วไป คิดระแวงไปเสียหมด ไม่อาจเชื่อหรือไว้ใจอะไรได้สักอย่าง
.....ก็ถือว่าเป็นข้อมูลความคิดเห็นส่วนตัวก็แล้วกัน แล้วแต่จะใช้วิจารณญาณเอาเอง

.....หมายเหตุ : เป็นข้อมูลจากผู้รู้ ผู้มีญาณทัสสนะ คือ มีธรรมะที่ละเอียด กว่าเรา ๆ ท่าน ๆ ทั้งหลาย
.....พญานาคนั้น เป็นกายละเอียด มีอยู่หลายระดับชั้น ตามกำลังบุญ ตั้งแต่ชั้นผู้ปกครอง จนถึงชั้นบริวาร
.....ครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาล เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลังจากขึ้นไปโปรดพุทธมารดาแล้ว ก็เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในวันออกพรรษา วันนั้นพระองค์ได้ใช้พุทธานุภาพ ทำให้ในขณะที่พระองค์เสด็จลงมานั้น บรรดาสัตว์โลกทั้งหลายใน 3 ภูมิคือ นรก มนุษย์โลก และสวรรค์ สามารถเห็นกันได้ตลอดทั้ง 3 ภูมิ จึงเรียกกันวันนั้นว่า วันเปิดโลก
.....และในวันนั้น พญานาคตนหนึ่งในระดับผู้ปกครองเมืองบาดาล ก็ได้เห็นการเสด็จลงจากสวรรค์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธามาก จึงตั้งใจว่า ทุก ๆ ปีในวันครบรอบที่พระองค์ลงจากสวรรค์ คือ ในวันออกพรรษา ตนจะพ่นไฟขึ้นไปบนอากาศ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
....ตั้งแต่นั้นมาพญานาคตนนี้ เมื่อถึงคราวเข้าพรรษา ก็จะต้องไปจำศีล เพราะ การพ่นไฟนั้นต้องใช้กำลังบุญ และความปิติเลื่อมใส จึงจะพ่นไฟออกมาได้ จึงมิใช่ว่าพญานาคทุกตัวนึกอยากจะพ่นไฟ ก็พ่นได้ตามความต้องการ
.....เมื่อพญานาคตนนี้ ทำการพ่นไฟมาอยู่เรื่อย ๆ พญานาคอื่นๆ เห็นเข้าเกิดความเลื่อมใส ก็ทำตามๆ กัน จนขยายจำนวนเพิ่มขึ้น
.....เกือบทั้งหมดจะทำการพ่นไฟในวันออกพรรษา(ของลาว) แต่อาจจะมีก่อนหรือหลังจากวันนี้บ้าง ก็แล้วแต่พญานาคแต่ละตัว
....ไฟที่พญานาคพ่นออกมานั้น เป็นของ กึ่งหยาบกึ่งละเอียด เมื่อพ่นออกจากปากพญานาคสักครู่จึงจะกลายเป็นของหยาบ ให้เราได้เห็นเป็นลูกไฟ ซึ่งจะไม่ทำให้น้ำกระเพื่อม หรือมีเสียง มีควันใดๆ ทั้งสิ้น
....พญานาคตนใดมีศักดิ์สูง มีบุญมาก ก็จะพ่นได้สูง ถ้ามีบุญลดหลั่นลงไป ความสูงของลูกไฟก็จะลดระดับลงไปตามกำลังบุญของแต่ละตัว
....ส่วนที่ว่าทำไมมีบั้งไฟมากที่แม่น้ำโขง ที่อำเภอนั้น อำเภอนี้ .... ทำไมไม่โผล่ที่อื่นบ้าง
....จริงๆที่อื่น ที่มีพญานาค (สัญชาติไทย-ลาวที่นับถือพุทธศาสนาครั้งเป็นมนุษย์) ก็อาจไปพ่นได้เหมือนกัน แต่ก็เป็นส่วนน้อย
....เพราะจริง ๆ พญานาคก็มาจากมนุษย์นี่เอง และส่วนใหญ่พื้นเพตอนเป็นมนุษย์ก็มาจากชาวลาว หรืออีสานบ้านเราซะมาก บ้านเมืองจึงมาอยู่แถวใต้แม่น้ำโขงกัน ด้วยความคุ้นเคยมาหลายร้อย ถึงเป็นพันๆปี และพญานาคจะหาจำศีลอยู่บริเวณใกล้แม่น้ำโขงกันมาก เวลาพ่นไฟก็จะออกจากถ้ำหรือโพรงที่จำศีล ออกมาพ่นบั้งไฟกัน ตามที่คนอาศัยริมน้ำโขงเห็นกันเป็นประจำ
.....คนที่มาคอยเฝ้าดู จะสนใจ หรือไม่สนใจ จะมาจับผิด หรือทำอะไรนั้น พญานาคก็เห็นหมด แต่เขาไม่สนใจ เพราะใจจดจ่ออยู่กับการพ่นบั้งไฟเป็นพุทธบูชา และเราก็ไม่สามารถเห็นพญานาคได้ ถ้าเขาไม่ต้องการให้เห็น

.....ใครอยากจะเชื่อในเรื่องของพญานาค และบั้งไฟพญานาค ในทรรศนะไหน ก็คงเป็นสิทธิ์ของแต่ละบุคคล มิอาจจะไปบังคับกันได้ ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็เป็นเพียงทรรศนะหนึ่งเอาไว้เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษาเท่านั้นเอง
nb072 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 16 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


dummy user
(ผู้ใช้ทดสอบ ที่ไม่มีตัวตน)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 33,223 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 7 ปี
แบ่งปันความรู้ 37 ครั้ง
ได้รับดาว 237 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

บั้งไฟพญานาค ปรากฏการณ์ที่น่าทึ่ง [23,537]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [520,384]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [371,652]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [280,861]
Global Warming { English } [117,021]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.