 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/16269" type="text/javascript"></script> |
|
|
เขียนรายงานการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์และนำเสนออย่างไร...ให้ถูกใจและถูกต้องตามหลักการ
หลังจากที่หลาย ๆ คน ได้ค้นคว้าอะไรที่สนใจแล้ว เมื่ออยากประกวดโครงงานหรืองานวิจัย ก็คงต้องมีการเขียนอย่างเป็นระบบ พร้อมการนำเสนอ ผู้เขียนอยากจะขอนำประสบการณ์ตรง และจากการค้นคว้าเพิ่มเติมมาเล่าให้ชาววิชาการดอทคอมดูบ้าง
ผู้เขียน: CM_SnC ชมแล้ว: 23,624 ครั้ง
post ครั้งแรก: Sat 20 January 2007, 1:36 am ปรับปรุงล่าสุด: Sat 20 January 2007, 2:24 am
|
หน้าที่ 1 - การเขียนรายงานการค้นคว้าวิจัย
การเขียนรายงานการค้นคว้าวิจัย
ภาษาที่ใช้ในการเขียนรายงานการค้นคว้าวิจัย ควรมีคุณสมบัติต่าง ๆ ดังนี้
1. เป็นภาษาไทย หรือภาษาต่างประเทศภาษาใดภาษาหนึ่งก็ได้ (แต่เราประกวดในประเทศไทย ก็ควรเขียนรายงานเป็นภาษาไทย)
2. หัวข้อและบทคัดย่อควรเขียนทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศที่สอง (คือภาษาอังกฤษ) เหตุผลเพื่อเป็นการสรุปหัวข้อการค้นคว้าวิจัยที่เราได้จัดทำ ให้แก่คนต่างชาติที่สนใจมาอ่านการค้นคว้าวิจัยของเรา
3. การใช้คำศัพท์เทคนิคที่ไม่สามารถแปลภาษาไทยไม่ได้ (Technical Term) สามารถทับศัพท์ได้โดยใช้ภาษาไทย (โดยเปิดดูจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หรือพจนานุกรมศัพท์เทคนิค) แต่หากหาคำแปลได้ ก็ควรหาคำแปลมาใช้แทน
ส่วนประกอบของรายงานการค้นคว้าวิจัย ประกอบด้วย
1. ส่วนนำ (Preliminary)
2. ส่วนเนื้อความ (Text)
3. ส่วนประกอบตอนท้าย (Supplementary)
4. ประวัติการศึกษา (Vita)
1. ส่วนนำ (Preliminary) ประกอบด้วย
1.1 การทำปก และการเข้าเล่ม รายงานการค้นคว้าวิจัยควรใช้กระดาษถ่ายเอกสาร A4 สั้น และทำปกให้เรียบร้อย สวยงาม ปกที่ดี ควรประกอบด้วย ชื่อเรื่อง ชื่อผู้ศึกษาค้นคว้าวิจัย ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา ชื่อสถาบันการศึกษา ปี พ.ศ. ที่ทำ หากส่งเข้าประกวดควรระบุว่า ส่งประกวดเนื่องในโอกาสใด ทั้งนี้ ไม่ควรเขียนข้อความเกินไปกว่านี้ เพราะจะทำให้หน้าปกรายงานดูเลอะเทอะ และควรจัดทำอย่างเรียบง่าย ไม่ควรตกแต่งมากเกินไป เช่น ใส่รูปตัวการ์ตูน (อาจอนุโลมให้ใส่สัญลักษณ์ของสถานศึกษาก็ได้) เป็นต้น
1.2 หน้าชื่อเรื่อง (Title Page) ข้อความที่จะปรากฏในชื่อเรื่องนี้ ให้ตรงกับข้อความที่ปรากฏบนปก และให้มีใบรองปก (Fly Leaf) ทั้งปกหน้าและปกหลัง
1.3 บทคัดย่อ (Abstract) บทคัดย่อควรเขียนทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ในแต่ละส่วนควรเขียนไม่เกิน 500 คำ หรือไม่ควรยาวมาก ควรครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้คือ
1.3.1 จุดมุ่งหมายในการค้นคว้าวิจัย
1.3.2 วิธีการรวบรวมและจัดทำข้อมูล
1.3.3 ผลการค้นคว้าวิจัยโดยสังเขป
1.3.4 ข้อเสนอแนะ (ถ้ามี)
-------------------------------------------------------------------------------------------
ตัวอย่าง บทคัดย่อของเยาวชนในโครงการค่ายฝึกวิจัยทางวิทยาศาสตร์ สำหรับเยาวชนภาคเหนือ ปี 2527
ผลของกระเทียมต่อการเจริญของจุลินทรีย์บางชนิด
เยาวชนผู้เข้าฝึกวิจัย
1. นายกิติพงษ์ ธัญน้อย โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย อ.เมือง จ.เชียงใหม่
2. นายนิมิต เรืองลักษณ์วิลาศ โรงเรียนกาวิละวิทยาลัย อ.เมือง จ.เชียงใหม่
วิทยากรแนะนำการฝึกวิจัย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ มรกต สุกโชติรัตน์
ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
บทคัดย่อ
ได้มีการใช้กระเทียมรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ เป็นเวลานานมาแล้ว กระเทียมเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งซึ่งมีฤทธิ์เป็นสารปฏิชีวนะ จึงได้ทำการทดลองเพื่อศึกษาผลของกระเทียมต่อการเจริญของจุลินทรีย์บางชนิด และรู้จักเทคนิคพื้นฐานบางประการทางจุลชีววิทยา จากการทดสอบคุณสมบัติยับยั้งการเจริญของสารที่มีอยู่ในกระเทียม โดยใช้ชิ้นกระเทียมและการะดาษกรองชุบน้ำที่ได้จากการบดกระเทียม ทดสอบกับแบคทีเรีย 4 ชนิด ได้แก่ Escherichia coli, Progeus vulgaris, Micrococcus leteus, Staphylococcus aureus และรา 3 ชนิด ได้แก่ Mucor sp., Rhizopus sp., Aspergillus sp. โดยนำเชื้อที่เตรียมไว้แล้วใส่ลงในจานเพาะเชื้อ และนำชิ้นกระเทียมหรือกระดาษกรองชุบน้ำกระเทียมไปวางในจานเพาะเชื้อ จานละ 3 ชิ้น จานที่มีแบคทีเรียนำไปเพาะเลี้ยงที่ 37c เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ส่วนจานที่มีรา นำไปเพาะเลี้ยงที่ 28c เป็นเวลา 48 ชั่วโมง พบว่า กระเทียมสามารถยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียที่ทดสอบได้ทุกชนิด และสามารถยับยั้งการเจริญของรา Mucor sp. และ Aspergillus sp. ส่วน Rhizopus sp. นั้น พบว่ากระเทียมไม่สามารถยับยั้งการเจริญได้ แต่ยั้บยั้งการสร้างสปอร์
-------------------------------------------------------------------------------------------
1.4 หน้าคำขอบคุณ หรือกิตติกรรมประกาศ (Acknowledgement) เป็นส่วนที่ผู้ศึกษาค้นคว้าวิจัยใช้ เพื่อแสดงความขอบคุณผู้มีส่วนช่วยเหลือ หรือผู้ให้ทุนอุดหนุนในการศึกษาค้นคว้าวิจัยครั้งนี้ โดยปกติ การเขียนรายงานการค้นคว้าวิจัย จะมีส่วนขอบคุณผู้บริหารสถานศึกษา อาจารย์ที่ปรึกษา หรือผู้ปกครอง เป็นต้น
1.5 สารบัญ (Table of Contents) เป็นการอำนวยความสะดวกต่อผู้อ่าน เวลาที่ผู้อ่านจะเลือกอ่านตามหัวข้อที่สนใจ
1.6 รายการตารางประกอบ หรือสารบัญตาราง (List of Table) สำหรับงานค้นคว้าวิจัยที่มีตารางประกอบ ให้บอกรายการต่าง ๆ ต่อจากหน้าสารบัญ
1.7 รายการภาพประกอบ หรือ สารบัญภาพ (List of Figures) สำหรับงานวิจัยค้นคว้าที่มีรูปภาพหรือแผนภูมิประกอบ ให้บอกรายชื่อภาพหรือแผนภูมิต่าง ๆ ไว้ในหน้าหนึ่งต่างหาก ต่อจากหน้ารายการตารางประกอบ
2. ส่วนเนื้อความ (Text) โดยทั่วไป ควรแบ่งรายงานการค้นคว้าวิจัยออกเป็น 5 ส่วนหลัก ๆ ประกอบด้วย
2.1 บทนำ กล่าวถึงพื้นฐานสถานการณ์ทั่วไป เพื่อชี้แจงว่า เวลาที่กำลังทำการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ ลักษณะสิ่งแวดล้อมทั่วไปเป็นอย่างไร วัตถุประสงค์ของการทำวิจัย นิยามเชิงปฏิบัติการ สำหรับอธิบายศัพท์พิเศษในการค้นคว้าวิจัย และสมมติฐานในการทำวิจัย (ถ้ามี)
2.2 ทฤษฎีหรือความรู้ที่เกี่ยวข้อง ควรค้นคว้าความรู้ที่นำมาศึกษาและทำวิจัย และแทรกในรายงาน เพื่อให้ผู้ที่สนใจ แต่ยังไม่มีความรู้หลักการในเรื่องที่เราศึกษาวิจัย ได้อ่านเพื่อทำความเข้าใจก่อนการศึกษาเนื้อหา
2.3 ขั้นตอนการศึกษาค้นคว้าวิจัย ประกอบด้วยวัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ในการวิจัย (ถ้ามี) ขั้นตอนการค้นคว้าวิจัย โดยหากเป็นการทดลอง ควรเขียนอย่างละเอียด หากมีภาพประกอบก็ควรแทรกในส่วนนี้ด้วย เพื่อให้ผู้ที่มาศึกษางานค้นคว้าวิจัยของเราได้เข้าใจการวิจัย
2.4 ผลการค้นคว้าวิจัย ควรนำเสนอผลการค้นคว้า โดยการแสดงผลเป็นตาราง เขียนเป็นความเรียง หรือจัดทำแผนภูมิต่าง ๆ ตามความเหมาะสม
2.5 สรุป (Conclusion) ในส่วนนี้ควรเป็นประเด็นสำคัญ ๆ ต่อไปนี้
2.5.1 สรุปเรื่องราวเฉพาะประเด็นสำคัญๆ ของการค้นคว้าวิจัยทั้งหมด และระบุผลงานสำคัญจากการค้นพบในการค้นคว้าวิจัยครั้งนี้ด้วย
2.5.2 แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ในการประยุกต์ของการค้นคว้าวิจัย (ถ้ามี)
2.5.3 ข้อแสนอแนะอื่น ๆ ในการค้นคว้าวิจัย (ถ้ามี)
3. ส่วนประกอบตอนท้าย (Supplementary) ประกอบด้วย
3.1 บรรณานุกรม (Selected Bibliography) เป็นรายชื่อเอกสารซึ่งใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงประกอบการวิจัย ซึ่งมีวิธีการเขียนและเรียบเรียงดังนี้
3.1.1 ให้เรียงเอกสารอ้างอิงหรือบรรณานุกรมที่เป็นภาษาไทยไว้ส่วนแรก ตามลำดับอักษรของชื่อผู้แต่ง และเอกสารอ้างอิงหรือบรรณานุกรมที่เป็นภาษาอังกฤษ หรือภาษาต่างประเทศให้ไว้ในส่วนหลัง และเรียงตามลำดับตัวอักษรตามชื่อเอกสารนั้น ๆ
3.1.2 เอกสารอ้างอิงหรือบรรณานุกรม อาจมีหลายประเภท เช่น หนังสือ บทความจากวารสาร วิทยานิพนธ์ หนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ และเอกสารทางราชการ เป็นต้น ให้เขียนตามหลักการเขียนเอกสารอ้างอิง หรือบรรณานุกรมโดยทั่วไป แต่ให้ใช้เครื่องหมายอัญประกาศกับชื่อเรื่องที่อ้างอิง
3.2 ภาคผนวก (Appendix) (ถ้ามี) ภาคผนวกเป็นส่วนที่ผู้เขียนได้นำมากล่าวเพิ่มเติมในรายงานการค้นคว้าวิจัย เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจสาระในงานค้นคว้าวิจัยมากยิ่งขึ้น ภาคผนวกอาจเป็นรูปข้อความจากเอกสาร อักษรย่อ ตารางกราฟ หรือแผนที่ก็ได้
หน้าแรกของภาคผนวกให้ขึ้นหน้าใหม่ และมีคำว่า ภาคผนวก (Appendix) อยู่ตรงกลาง และตรงกลางบรรทัดบนสุดของหน้าถัดไปให้เขียนคำว่า ผนวก ก. (ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า Appendix A และหากมากกว่า 1 ผนวก ให้ขึ้นหนาใหม่ทักครั้ง โดยลงหัวเรื่องเรียงตามลำดับตัวอักษร) และในสารบัญ ให้ลงรายการของแต่ละผนวกลงไปด้วย โดยเฉพาะหัวข้อเรื่องเท่านั้น
4. ประวัติการศึกษา (Vita) และประสบการณ์โดยย่อ
ผู้ทำการค้นคว้าวิจัยทุกคนที่ร่วมกันทำงานวิจัยในโครงการนั้น ๆ ควรบอกประวัติไว้ในส่วนสุดท้ายของงานค้นคว้าวิจัย และควรระบุประสบการณ์การทำงานตลอดจนประสบการณ์ทางวิชาการ (อาจไม่มีก็ได้)
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 6 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 21 ม.ค. 2550 (11:46) เยี่ยมเลยค่ะ..
wanlada@police.go.th (IP:203.146.201.10)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 10 เม.ย. 2551 (22:05) ผมกำลังหาตัวอย่างโครงงานวิทยาศาสตร์คราบ ไครู้เว็บโครงงานเจ๋งๆๆๆบอกผมด้วยนะคราบ 555555+
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 14 พ.ค. 2551 (20:52) ขอบพระคุณมากคะ สำหรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์