 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/16287" type="text/javascript"></script> |
|
|
"พานเเว่นฟ้า" รางวัลวรรณกรรมการเมือง
ก่อนที่แนวการเมืองที่จัดได้ว่าเคยอยู่ในระดับแถวหน้าของเมืองไทยกำลังเลือนลงไปจากใจของนักอ่าน รางวัลพานแว่นฟ้าจึงเปรียบได้กับประตูที่เปิดโอกาสให้วรรณกรรมการเมืองที่กำลังซบเซากับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
post ครั้งแรก: Thu 25 January 2007, 1:19 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 25 January 2007, 2:33 pm
|
หน้าที่ 3 - รอยหม่นบนหนทางวรรณกรรมการเมือง
ด้วยเงินรางวัลที่ถือได้ว่าเยอะระดับหัวแถวเมื่อเทียบกับการประกวดรางวัลวรรณกรรมอื่นๆส่งผลให้มีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมโครงการการประกวดวรรณกรรมเมืองพานแว่นฟ้าอย่างล้นหลานแต่ในที่สุดหนทางที่ดูสดใสของรางวัลนี้ก็
เกิดรอยหม่นจนเป็นข่าวเกรียวขึ้นตอนปลายปี 2548 การเปลี่ยนตัวจากประธานรัฐสภาซึ่งถือว่าเป็นประธานกรรมการของโครงการนี้โดยตำแหน่ง จาก
อุทัย พิมพ์ใจชน และ
สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล มาเป็น
ลลิตา ฤกษ์ สำราญ เหตุการณ์เริ่มไม่ชอบมาพากลเมื่อรางวัลที่นักเขียนเฝ้าคอยเลื่อนแล้วเลื่อนๆอีกยังไม่มีทีท่าว่าจะประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ พร้อมกระแสข่าวลือต่างๆนานที่มีปรากฏออกมา
บางกระแสบอกว่าว่ามีการแตกคอกันระหว่างคณะกรรมการเอง บางกระแสก็ว่ามีหวยล๊อค
ในขณะที่ผู้ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดต่างเฝ้ารอผลการตัดสินจากระวนกระวายในบ่ายวันที่ 14 ธ.ค. 2548 ก็มีข่าวออกมาจากเว็บไซต์ประพันธ์สาส์นซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่เสนอเสนอข่าวเกี่ยวกับการอ่านการเขียนแพลมออกมาว่า (
อ้างจากซุบซิบวรรณกรรมโดยซอกแซก www.praphansarn.com)
วันนี้มาไวสักหน่อย....เนื่องจากประเด็นร้อนของรางวัลวรรณกรรมพานแว่นฟ้านั้นแหละ ว่ากันว่ารางวัลนี้เป็นรางวัลที่ส่งเสริมประชาธิปไตย แต่เหตุไฉนเมื่อมีมติของกรรมการตัดสินออกมาท่านผู้อำนาจดันฝ่าม ติเสียนี้ ตัดโน่นตัดนี้จนซอกแซกชักจะสงสัยว่าตกลงรางวัลพานแว่นฟ้านี้เป็นรางวัลวรรณกรรมส่งเสริมประชาธิปไตยหรือว่าเป็นเผด็จการวรรณกรรมกันแน่................@
จากเดิมประเภทกวีมีผลงานเข้ารอบสุดท้ายจำนวน 9 ชิ้น แต่มีอยู่ชิ้นหนึ่งที่กรรมการขอตัดออก ด้วยเหตุผลว่าบทกวีบทนั้นพิมพ์ต้นฉบับด้วย font ขนาด 14 pt. และเคยตีพิมพ์มาแล้ว....ซึ่งเรื่องที่ถูกตัดไปนั้นตีพิมพ์หลังจ ากรางวัลพานแว่นฟ้าปิดรับต้นฉบับแล้ว และนักเขียนก็ส่งไปให้นิตยสารนานกว่า 3 เดือน ประเด็นนี้น่าจะถือว่าเจ๊ากันไปได้เพราะความลักลั่นของระบบ ระเบียบ ของวงการวรรณกรรม....ยังๆไม่หมดแค่นั้น มีเด็ดกว่านี้อีก.................@
ในประเภทเรื่องสั้น จากที่เขากำหนดไว้ว่าจะมีเรื่องที่ได้ชนะเลิศ 1 เรื่อง รองชนะเลิศ 1 เรื่องและชมเชยอีก 10 รวมเป็น 12 เรื่องพอดิบพอดี...คณะกรรมการตัดสินก็ส่งผลการตัดสินให้ทั้ง 12 เรื่อง แต่ผู้มีอำนาจดันจะล้มกระดานเสียนี้ จนแล้วจนรอดถึงขั้นกรรมการบางท่านทนไม่ไหววอร์คเอาท์ออกจากที่ประชุมไป.................@
หลังจากวัดกำลังภายในกันคนละตูมสองตูมปรากฏว่ารางวัลพานแว่นฟ้าอันทรงเกียรติตอนนี้ตัดเรื่องสั้นออกเสีย 4 เรื่อง จาก 12 จึงเหลือ 8 แถมเรื่องชนะเลิศและรองจากมติเดิมของคณะกรรมการมีอันต้องปิ๋ว.. ..กินแห้วกันหมด ด้วยเหตุผลต่างๆที่ผู้กุมอำนาจบอก...ไม่ส่งเสริมภาพลักษณ์นักการเมืองบ้างล่ะ...บ่อนทำลายความมั่นคงบ้างล่ะ...มีคำหยาบบ้างล่ะ...และอีกเรื่องที่โดนหางเลขด้วยเหตุผล ล่อแหลมต่อสภานการณ์ปัจจุบัน......โอ้วจอร์จประเทศไทย.................@(14 ธ.ค. 2548)
มิเพียงแต่เว็บไซต์วรรณกรรมชั้นแนวหน้า ที่ตามเว็บบอร์ดทั้งหลาย จะคุกรุ่นด้วยประเด็นการเมืองในวรรณกรรม แม้แต่สื่อต่างๆ อย่างกรุงเทพธุรกิจ หรือชานชาลานักเขียน : คม ชัด ลึก ก็เกรียวกราวข่าวนี้ไม่แพ้กัน
เมื่อมีข่าวออกมาในลักษณะเช่นนี้ทำให้ผู้ที่กำลังเฝ้าคอยต่างถอนใจอย่างระอาบางบอกว่าท่าท่ารางวัลพานแว่นฟ้าคงต้องเลิกสำราญกับรางวัลพาลแว่นฟ้าเสียแล้ว ขณะที่ในวงของคณะกรรมการรอบตัดสินซึ่งเมื่อคณะกรรมการตัดสินได้พิจารณาเพื่อมอบรางวัลให้แก่ผลงานที่ส่งเข้าประกวด ซึ่งในบรรดาคณะกรรมการรอบตัดสินซึ่งมีกรรมการจากสายวรรณกรรมอาทิ
ไมตรี ลิมปิชาติ นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
อ.รื่นฤทัย สัจจพันธุ์ ผู้ทรงวคุณวุฒิจากสายวรรณกรรม วรรณฤกษ์คอลัมนิสต์จากสายวรรณกรรม รวมทั้ง
ปองพล อดิเรกสาร ซึ่งถือได้ว่าเป็นักเขียนคุณภาพอีกคนของวงการหนังสือเมืองไทย ได้พิจารณาผลงานและสรูปเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าให้มีรางวัลชนะเลิศได้แก่
พญาอินทรีย์ โดย จรัญยั่งยืน รองชนะเลิศ ได้แก่
กรณีฆาตกรรมโต๊ะอิหม่ามสะตอปา การ์เด โดย ศิริวร แก้วกาญจน์
และรางวัลชมเชยอีก 10 เรื่อง
เมื่อคณะกรรมการได้ส่งให้ประธานโครงการลงนามรับรองกลับกลายว่ามีการล้วงลูกกันและตัดเรื่องออก 4 เรื่องซึ่งเนื้อหาเป็นไปในทางเหน็บแนมนักการเมือง โดยรางวัลชนะเลิศและรองชนะเลิศจากมติเดิมมีอันต้องกระเด็นตกรอบไปด้วย โดยปรานกรรมการให้เหตุผลงว่าเรื่องที่ตัดออกไปเพราะมีส่วนในการทำลายความมั่นคงของชาติ
ไม่ส่งเสริมภาพลักษณ์นักการเมือง และอีกหลาเหตุผล
เมื่อผลปรากฏออกมาแบบนี้ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่นักเขียนและผู้ส่งผลงานเขาประกวดและ
แม้แต่ในกลุ่มคณะกรรมการรอบตัดสินเองก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก
หลังจากนั้นก็มีการนำเสนอข่าวสารในหน้าหนังสือพิมพ์อย่างต่อเนื่องร่วมทั้ง คณะกรรมการรอบตัดสินได้ออกแถลงการณ์ไม่รับเป็นกรรมการอีกหากในปีต่อไปได้ประธานที่ล้วงลูกอย่างปีที่ผ่านมา
ต้องนับได้ข่าวเป็นรอยด่างที่ลบได้ยากสำหรับรางวัลวรรณที่ป่าวประกาศออกมาว่าส่งเสริมประชาธิปไตยจริงๆ
และนี้คือตัวอย่างคำชี้แจงของคณะกรรมการที่ไม่เห็นด้วยให้วรรณกรรมการเมืองอย่างพานแว่นฟ้าถูกแทรกแซงด้วยนักการเมือง
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 2 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 29 ม.ค. 2550 (13:31) ตามอ่านเรื่องรางวัลทางวรรณกรรมอยู่ครับ ขอบคุณที่นำเสนอ
ดอกไม้ขาววับวาบยามแสงตะวันส่อง (IP:58.9.141.70)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 14 เม.ย. 2550 (23:41) ตามมาอ่านค่ะ......
พออ่านจบแล้ว....เกิดอาการซึมเศร้าค่ะ
ทุกวันนี้ก็เฝ้าสวดภาวนาให้สถานการณ์การเมืองไทยดีขึ้น
แล้วสิ่งดีๆ อื่นๆ ก็จะตามมาเอง