 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/16311" type="text/javascript"></script> |
|
|
แม่, พระคุณของแม่
พุทธเจ้าท่านตรัสว่า บิดามารดา เป็นพรหมของลูก เป็นเทวดาของลูก เป็นพระอรหันต์ของลูก ถ้ามองกันให้ลึกว่า ลูกจะขึ้นสวรรค์หรือจะลงนรก ก็ขึ้นอยู่กับบิดามารดานั่นเอง มันมีการสนับสนุนถูกหรือผิดตั้งแต่เกิด ถ้าสนับสนุนในทางที่ผิดเด็กก็จะเลว แต่ถ้าสนับสนุนในทางที่ถูก
post ครั้งแรก: Mon 29 January 2007, 5:37 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 30 April 2007, 6:09 pm
|
หน้าที่ 1 - เมื่อถูกถามว่าแม่คืออะไร
อาตมาต้องขอโอกาสจากญาติโยมทั้งหลายพูดแก่นักเรียนที่อยู่ข้างหลัง ที่พึ่งมาถึง ก็คิดอยู่ว่าจะพูดเรื่องอะไรดี แต่ก็คิดอยู่ว่าเรื่องแม่,
เรื่องพระคุณของแม่โดยยึดหลักว่า คนที่ไม่รู้เรื่องแม่คืออะไรนั้น เป็นเรื่องที่ไม่รู้อะไรแล้วจะไปรู้อะไรอีก ในเมื่อแม่มันยังไม่รัก มันจะไปรักใครได้ ต้องดูที่ตรงนี้ มันจะไม่มีพื้นฐานทางศีลธรรม ไม่อาจจะรักผู้อื่น ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
นักเรียนเมื่อถูกถามว่าแม่คืออะไร นักเรียนก็อึกอัก ตอบไม่ได้ มักจะเห็นแต่เรื่องภายนอก ตั้งแต่เกิดมา แม่เป็นผู้ให้สตางค์ใช้ ก็เห็นกันเท่านี้ มันควรจะลึกลงไปถึงเรื่องจิตใจว่าเราเป็นอะไร นิสัยดีเลวอย่างไร มารยาทจะดีหรือเลวนั้นเพราะแม่เขาใส่มาให้ อบรมมาให้ แต่ถ้ารับการอบรมมาไม่เพียงพอก็เอาตัวไม่รอด จะรอดหรือไม่รอด อยู่ที่แม่นั่นเอง เด็กๆควรจะรู้พระคุณของแม่ ว่าไม่ใช่แค่ให้ทางด้านกาย เงินใช้ ที่อยู่ ที่กิน แต่แม่สร้างด้วยจิตใจ ว่าจะให้ดีหรือเลวอย่างไร ควรมองให้ลึก
พุทธเจ้าท่านตรัสว่า บิดามารดา เป็นพรหมของลูก เป็นเทวดาของลูก เป็นพระอรหันต์ของลูก ถ้านักเรียนคนไหนตอบได้อย่างนี้ น่าจะมีรางวัลให้ แต่ส่วนใหญ่ตอบแค่ แม่เป็นผู้ให้สตางค์ใช้ เท่านั้นเอง ถ้ามองกันให้ลึกว่า ลูกจะขึ้นสวรรค์หรือจะลงนรก ก็ขึ้นอยู่กับบิดามารดานั่นเอง มันมีการสนับสนุนถูกหรือผิดตั้งแต่เกิด ถ้าสนับสนุนในทางที่ผิดเด็กก็จะเลว แต่ถ้าสนับสนุนในทางที่ถูกเด็กก็จะดี

บิดามารดาและเด็กควรจะคำนึงถึงข้อดี เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีใครมองด้านจิตใจ มองแต่วัตถุ ว่าใครรวย ใครสวยก็ดี ไม่มองด้านจิตใจ ว่ามันอันตรายหรือไม่ ไว้ใจได้หรือไม่ บังคับบัญชาตัวเองได้หรือไม่ จะเป็นอย่างนั้นก็เพราะบิดามารดา ถึงขั้นครูบาอาจารย์ที่ทำหน้าที่ให้เกิดความรู้ ความเข้าใจในทางถูกต้องยิ่งๆขึ้นไป ถึงจะเรียกว่า จิตสร้างวิญญาณให้แก่มนุษย์ คิดดีๆว่า บิดามารดา สร้างมนุษย์ไม่ใช่แค่การเกิด ต้องสร้างจิตใจด้วย ถ้าสร้างจิตใจที่ดี โลกก็จะสงบสุข แต่ถ้าบิดามารดาบกพร่องหน้าที่นี้ จะสร้างบุตรหลานที่เลวขึ้นมา โลกก็จะเต็มไปด้วยคนเลว ครูบาอาจารย์ก็เหมือนกัน สร้างศิษย์ให้ดี โลกก็จะดี แต่ถ้าบกพร่องเหลวไหลในหน้าที่ ศิษย์ก็จะไม่ดี โลกก็จะเต็มไปด้วยคนไม่ดี เราต้องมองกันถึงขนาดนั้น ครูบาอาจารย์เป็นผู้สร้างโลก ถ้าครูบาอาจารย์เป็นคนไม่เคารพตัวเอง ว่าหน้าที่มันยากเกินไป หรือมองว่าไม่อาจสร้างให้เด็กมันดีได้ ครูบาอาจารย์ก็จะสอนหนังสือไปวันๆหนึ่ง เพื่อเลี้ยงชีวิต ไม่ได้หมายมั่นว่าจะสร้างชีวิตสร้างวิญญาณของเด็กให้ดี
บิดามารดาก็เหมือนสร้างในตอนต้น ส่วนครูบาอาจารย์ คือผู้สร้างต่อ ถือว่า เป็นบิดามารดาเหมือนกัน แต่ในทั้งนี้ตามโรงเรียน เขาสอนกันแต่ในหนังสือ แต่อาชีพ ไม่รับรองเรื่องจิตเรื่องวิญญาณ เด็กๆของเราก็จะรู้แต่หนังสือ อาชีพ ไม่รู้คำว่าแม่คืออะไร เรียนจบประถม มัธยม ก็ยังไม่รู้ว่าแม่คืออะไร แม้จะเรียนจบมหาวิทยาลัย ได้ปริญญา ก็ยังไม่รู้ว่าแม่คืออะไร เราไปถามพวกจบปริญญามาแล้ว มันก็ตอบได้อึกอัก ตอบได้ไม่น่าฟัง
มันถือเป็นการมองข้ามกันเกินไปที่ไม่รู้ว่าแม่คืออะไร โดยถูกต้อง เพราะว่าการศึกษาเหมือนหมาหางด้วน ขอโทษที่พูดหยาบคายไปหน่อย เพราะว่าการศึกษามันไม่สมบูรณ์ เรียนจบออกมาแล้วยังไม่รู้ว่าแม่คืออะไร ไม่รู้ว่าพ่อคืออะไร มันเลยไม่มีความรักพ่อแม่ ทำให้พ่อแม่น้ำตาตกบ่อยๆ นักเรียนเหล่านี้ไปดูเถิดว่า เคยทำให้พ่อแม่น้ำตาตกบ้างหรือเปล่า รีบสำนึกเดี๋ยวนี้ว่า เราไม่ไหวแล้ว เรามันรับการศึกษาหางด้วนมา ไม่มีความรู้สมบูรณ์ ที่ถูกต้องเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ ถ้าเป็นลูกมนุษย์ อย่าทำให้พ่อแม่น้ำตาตก ถ้าเรารูว่าพ่อแม่คืออะไร เราก็จะรู้ธรรมะ มีศีลธรรมมากที่จะทำให้พ่อแม่สบายใจ ยินดีเหมือนได้ขึ้นสวรรค์เมื่อมีเราเป็นลูก มันมีคำกล่าวในสมัยพุทธกาล เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะยังไม่ออกบวชเป็นพระพุทธเจ้า มีคนชมเจ้าชายว่า ถ้าคนนี้เป็นลูกของใคร แม่ของเขาก็นิพพาน ถ้าคนนี้เป็นลูกของใคร พ่อของเขาก็นิพพาน ถ้าคนนี้เป็นสามีของใคร ภรรยาของเขาก็นิพพาน ใช้คำว่านิพพาน หมายถึง เย็น เย็นสุขเย็นใจ ดับความทุกข์ร้อน ก็มีคำชมเชยกันอย่างนี้ แต่เดี๋ยวนี้เด็กมันไม่ดีเพราะไม่อบรมเด็กๆให้มีศีลธรรม ให้รัก ซื่อตรง เกรงกลัว กตัญญู ต่อบิดามารดา ไม่เคยทำอะไรให้เกิดความยุ่งยากลำบากใจ แม้แต่เพียงแค่ความอึดอัดใจ ขัดใจ ก็ไม่มี ลูกของใครเป็นเช่นนี้ แม่ของเขา
พ่อของเขาก็นิพพาน สามีหรือภรรยาของเขาก็นิพพาน
ทีนี้อยากพูดกับเด็กนักเรียนต่อไปอีกว่า ถ้าเธอจะเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง ก็ต้องสนใจสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า ธรรมะ บางทีเราก็เรียกว่า ศีลธรรม ถ้าเราไม่มีธรรมะ เราก็เป็นมนุษย์ไม่ได้ เราดูว่าสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย มันไม่ต้องมีธรรมะ ส่วนเราทำไมต้องมีธรรมะให้ลำบาก เพราะเราดีกว่าสัตว์เดรัจฉาน
เราจึงมีหน้าที่ที่จะดับความทุกข์ของเราที่ใหญ่หลวงกว่าสัตว์เหล่านั้น ใครไม่เข้าใจให้ฟังดีๆว่า สัตว์เหล่านั้นไม่มีความทุกข์มากเหมือนมนุษย์ ใครเคยเห็นไก่ปวดหัวบ้าง แมวเป็นประสาทบ้าง เพราะฉะนั้นคนเราต้องมีวิชาความรู้ไว้ดับทุกข์มากกว่าสัตว์ ความรู้ที่ว่าวิทยาศาสตร์ ชีววิทยา สัตว์เหล่านั้น มันมีสมองต่ำมากไม่สูงเหมือนมนุษย์ สัตว์จึงไม่มีสติปัญญาอย่างมนุษย์ ใช้สัญชาตญาณมากกว่าใช้ปัญญา เพราะฉะนั้นมันทำอะไรให้เป็นปัญหามากไม่ได้ เรื่องมันจึงน้อย ทุกข์มันจึงน้อย ส่วนมนุษย์มีวิวัฒนาการสูงมาก รู้จักคิดและคิดมาก ทำอะไรได้ดีกว่าสัตว์ แต่พร้อมกันนั้นมันกับคิดได้ทุกข์มากกว่าสัตว์ จนเป็นโรคประสาท โรคจิต จนเต็มไปด้วยคนอันธพาล มีปัญหากันไปทั้งโลก ทั้งเศรษฐกิจก็ดี ปัญหาอะไรก็ดี ก็มาจากความคิดที่สูงกว่าสัตว์ทั้งนั้น สัตว์จึงไม่มีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง สงคราม เพราะมันคิดไม่เป็น แค่คิดว่าพรุ่งนี้มันจะกินอะไรมันก็คิดไม่เป็น มันจึงไม่มีปัญหาเรื่องพรุ่งนี้ มะรืนนี้ เดือนหน้า ปีหน้า แต่เราคิดเป็น พรุ่งนี้จะกินอะไร ลูกจะกินอะไร หลานจะกินอะไร คิดมากหลายร้อยเท่า นี่ถ้าเราแก้ปัญหาอันนี้ไม่ได้ เราก็แก้ความทุกข์ที่เกิดจากเราไม่ได้ เราก็ไม่ดีไปกว่าสัตว์เหล่านั้น
เราจึงต้องศึกษาธรรมะให้พอ ที่จะแก้ปัญหาของมนุษย์ ความฉลาดของมนุษย์ ฉลาดมากทุกข์มาก แต่ตอนนี้อยากจะพูดถึงผู้ใหญ่ด้วย ไม่ใช่เฉพาะเด็กๆ ผู้ใหญ่ควรสังวรด้วยว่า เราจำเป็นอย่างยิ่งที่สุด ที่จะต้องมีธรรมะเห็นเป็นของเล็กน้อย ไม่สนใจธรรมะ ธรรมะที่จะจัดการกับปัญหาที่ทำให้มนุษย์มีปมด้อยกว่าสัตว์เดรัจฉาน ในปัจจุบันเราเห็นอยู่ ในหมู่สัตว์ ไม่มีอันธพาลมากเหมือนในหมู่มนุษย์ เช่นในกรุงเทพมหานคร มีอันธพาลมาก คุณคิดดูเถิด มนุษย์มีปัญหาทางเกิน แต่งตัวเกิน กินเกิน ใช้เกิน บ้านเรือนเกิน ซึ่งเป็นปัญหาที่ปวดหัว แต่สัตว์กลับไม่มีปัญหาเรื่องเสื้อผ้าเกิน กินเกิน ใช้เกินจนเงินเดือนไม่พอใช้ คิดดูว่า มนุษย์ต้องกินยาแก้ปวดหัว กินยาแก้ประสาท แต่สัตว์เหล่านั้นไม่ต้องกิน นี่คือปมด้อยของมนุษย์ที่มันมี ที่สัตว์นั้นเหนือกว่า ทีนี้ทำยังไงถึงแก้ได้ ไม่มีทางอื่น
นอกจากต้องมีธรรมะ เมื่อมีแล้ว อันธพาลก็ไม่มี่ ไม่ต้องปวดหัว ประสาท โรคจิต และไม่ต้องอายสัตว์เดรัจฉาน
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม