 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/16322" type="text/javascript"></script> |
|
นวนิยายถึงภาพยนต์อิงประวัติศาสตร์
สารที่ต้องเลือกรับ
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรภาพยนต์ที่ปลุกให้คนไทยหันมามองอดีต ...การจับเอาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มาเรียงร้อยใหม่นั้นเป็นความสามารถของนักประพันธ์ที่จะดึงผู้อ่าน-ผู้ชมไว้ให้ได้ โดยไม่กระเด็นหรือหลุดออกจากกรอบหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากเกินไป
post ครั้งแรก: Tue 30 January 2007, 4:57 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 2 February 2007, 10:07 am
|
หน้าที่ 1 - นวนิยายที่ต้องผสานหลักฐานกับจินตนาการ
หากขณะนี้ใครที่วนๆเวียนๆไปตามโรงภาพยนต์ต่างๆ จะเห็นว่าภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรได้ยึดพื้นที่ในโรงหนังได้ค่อนข้างเบ็ดเสร็จ การมีอยู่ของภาพยนตร์ นวนิยายอิงประวัติศาสตร์มีข้อที่ควรสรรเสริญก็ตรงที่เป็นการปลุกประวัติศาสตร์ขึ้นมาให้คนจับตามอง และเป็นการจับตามองประวัติศาสตร์ในแบบไม่น่าเบื่อมีชีวิตชีวา การจับเอาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มาเรียงร้อยใหม่นั้นเป็นความสามารถของนักประพันธ์ที่จะดึงผู้อ่าน-ผู้ชมไว้ให้ได้
โดยไม่กระเด็นหรือหลุดออกจากกรอบหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากเกินไป จนกลายเป็นการละเลงจนไม่เหลือเค้าเดิม
บ่อยครั้งที่ผู้รับสารรับรู้โดยไม่ผ่านกระบวนการไตร่ตรอง บ้างจะเชื่อในการรับรู้แรกและตีความไปว่าการรับรู้ใหม่กำลังบิดเบือน หากจะยกเอา
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่กำลังมีการกล่าวถึงอยู่ในขณะนี้ เป็นต้นแบบในการเปรียบเทียบ ก็มักจะได้ยินหลายๆคนบอกว่าทำไมตรงนั้นไม่ตรงกับความรับรู้เดิมจากนวนิยายอย่าง
กษัตริยา ของ ทมยันตี หรือไยเพี้ยนไปจาก
พ่อ ของ ปองพล อดิเรกสาร?
นวนิยายอิงประวัติศาสตร์เป็นนวนิยายที่จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลทางด้านประวัติศาสตร์ผสานกับจินตนาการของผู้ประพันธ์ นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักอ่านเมืองไทยจนยกให้เป็นเจ้าของนวนิยายแนวอิงประวัติศาสตร์คงจะหนีไม่พ้นเรื่อง
ผู้ชนะสิบทิศของยาขอบ
ยาขอบยอมรับว่าเค้าโครงจากนวนิยายเรื่องนี้เขาได้อาศัยข้อมูลจากพงศาวดารเพียงไม่กี่บรรทัด ผู้ชนะสิบทิศเป็นเรื่องราวของบุเรงนองกษัตริย์พม่าที่สามารถรวบรวมแผ่นดินพม่าให้เป็นปึกแผ่นและขยายพระบรมเดชนุภาพจนกินพื้นที่เกือบจะทั้งหมดของดินแดนแถบนี้แม้แต่กรุงศรีอยุธยาอันรุ่งโรจน์ของสยามประเทศก็จำต้องตกเป็นอีกหนี่งประเทศราชของบุเรงนอง.......ผู้ถูกขนานว่าผู้ชนะสิบทิศ
อีกเรื่องในบรรดานวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่ถูกยกย่องจากนักอ่านไม่แพ้กันก็คือเรื่อง
ขุนศึก ผลงานการประพันธ์ของ
ไม้ เมืองเดิม นักประพันธ์ชั้นครูผู้ครบ 100 ปีชาตกาลไปเมื่อ ปี 2548 เนื้อหาในเรื่องขุนศึกกล่าวถึงเสมาลูกของช่างตีดาบผู้ซึ่งได้รับราชการเป็นทหารโดยการไต่เต่าจากตะพุ่นหญ้าช้างจนกลายเป็นจตุลังคบาทของ
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชในคราวทำยุทธหัตถีกับองค์พระมหาอุปราชแห่งกรุงหงสาวดี
ในปัจจุบันนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ของไทยกลายเป็นนวนิยายที่หาผู้เขียนได้ค่อนข้างยากเพราะนวนิยายแนวนี้ข้อมูลและการค้นคว้าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง หากกวาดตามองไปยังนักประพันธ์ไทยในปัจจุบันที่โดดเด่นขึ้นมาก็น่าจะเป็น
รองศาสตราจารย์คึกเดช กันตามระ ซึ่งปัจจุบันเป็นอาจารย์ ภาควิชาทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นวนิยายที่สร้างชื่อให้รองศาสตราจารย์คึกเดช กันตามระมากที่สุดคือเรื่อง
เจ้าไล ซึ่งเป็นพระนามเดิมของ
พระเจ้าปราสาททอง ในเรื่องจะกล่าวถึงความเป็นมาตั้งแต่สมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช(เป็นช่วงวัยเด็กของพระเจ้าประสาททอง)จนกระทั่งเกิดความวุ่นวายในราชสำนักการแย่งชิงอำนาจจนถึงยุคของพระเจ้าปราสาททองขึ้นครองราชย์
นักเขียนอีกคนที่สืบสานการมีอยู่ของนวนิยายอิงประวัติศาสตร์คือ
ปองพล อดิเรกสาร นักการเมืองผู้หันมาเอาดีทางการเขียนหนังสือ ปองพล อดิเรกสาร มีผลงานนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ออกมาแล้วสามเล่มซึ่งทั้งสามเล่มได้รับการต้อนรับจากนักอ่านเป็นอย่างดี สองเล่มแรกคือเรื่อง
พ่อภาคหนึ่งและภาคสอง อันเป็นเรื่องราวสมัย
พระมหาธรรมราชาและพระนเรศวร อีกเล่มซึ่งถือเป็นเล่มล่าสุดในแนวอิงประวัติศาสตร์ของปองพลพล อดิเรกสาร คือ
รัตนโกสินทร์-กำเนิดกรุงเทพ เล่มนี้เป็นเรื่องราวสมัยพระเจ้าตากสินมหาราชจนถึงเหตุการณ์ตอนต้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ปองพล อดิเรกสาร เป็นนักเขียนที่มีวิธีการนำเสนอข้อมูลแปลกกว่าใครอยู่สักหน่อยตรงนี้เลือกการเขียนหนังสือเป็นภาษาอังกฤษ ก่อนที่จะมีการแปลกลับมาเป็นภาษาไทย
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 14 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 1 ก.พ. 2550 (16:23) อย่างนี้เอง 1
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 2 ก.พ. 2550 (13:30) ผมว่าท่านปองพลท่านน่าจะมีความสุขกับงานเขียนของท่านมากกว่าเป็นรัฐมนตรีนะ ขายเรื่องแต่ละเรื่อง โดยเฉพาะที่เป็นภาษาอังกฤษก็ได้เงินมากกว่าเงินเดือนรัฐมนตรีเสียอีก อย่างนี้จะเป็นรัฐมนตรีให้เขาด่าทำไม เป็นผมถ้าเก่ง ๆ อย่างท่านเขียนหนังสือขายดีกว่า
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 3 ก.พ. 2550 (20:23) ขอบพระคุณท่านมุ้ยที่คิดทำหนังเช่นนี้ เด็กสมัยนี้ตั้งแต่ชั้นประถม-ม.ปลายเขาเรียนประวัติศาสตร์นิดเดียวเองครับ-เขาจึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับบรรพบุรุษเท่าไร มีเด็ก ๆหลายคนกล่าวว่า"เป็นหนังสำหรับคนแก่ " ทำให้เราคิดได้ว่าพวกเขาไม่สนใจประวัติศาสตร์เลย เขาคงไม่ภาคภูมิใจในความเป็นไทยเลยหรือนี่ ? เพราะฉนั้นเลือดรักชาติและแผ่นดินนี้ของพวกเขาคงน้อยเต็มที ผู้ใหญ่คงต้องช่วยกันแล้วอย่าเอาแต่ทะเลาะในเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวกันเลยครับพี่น้องชาวไทย
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 3 ก.พ. 2550 (21:04) อยากรู้ว่า ใครที่ครองราช ต่อ จาก พระเจ้า นันทบุเรง
yo_ict@hotmail.com (IP:58.181.179.249)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 5 ก.พ. 2550 (09:55) yo_ict@hotmail.com จำได้แต่ว่าแต่ว่ามันมีเรื่องแย่งราชสมบัติกันแต่จำชื่อคนครองต่อไม่ได้ มังสามเกียดป่าวไม่รู้ เอาแน่ๆเดี่ยวไปเปิดหนังสือให้คืนนี้น่ะ
หนุ่ย นอกจากเกิดสำนึกแล้ว จริงๆการศึกษาประวัติศาสตร์มันก็เพื่อเข้าใจปัจจุบันเเละมีประโยชน์ต่ออนาคตมากเนอะ เด็กๆคงถูกสอนมาในแบบน่าเบื่อเลยไม่สนใจ จริงๆถ้าเขาได้เรียนกับอ.ที่เราเรียนด้วยนะ เรารักประวัติศาสตร์มาตั้งแต่ม.2 เลยล่ะ
thawankesmala ท่านเขียนได้ดีทีเดียวเลยล่ะ น่าไปเป็นนายก....(สมาคมนักเขียนเนอะ)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 6 ก.พ. 2550 (11:34) เมื่อบุเรงนองหรือพระเจ้าผู้ชนะสิบทิศสิ้นพระชนม์ก็ยกเอาพระมหาอุปราชเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ครองกรุงหงสาวดี
มีพระนามว่านันทบุเรงนอง
และตั้งมังสามเกียดราชบุตรองค์โตเป็นพระมหาอุปราชแทนตนเอง
หลังจากนั้นมีศึกติดพันกับกรุงศรีอยุธยาอีกหลายครั้ง จนกระทั่ง
เมื่อพระเจ้านันทบุเรงสวรรคตเลยตั้งให้พระเจ้าตองอูซึ่งเป็นพระอนุชาธฺราชขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่
แต่ไม่มีเมืองใดเชื่อในเวลานั้นพม่าจึงกลายเป็นสามก๊กสามเหล่า มีก๊ก
พระเจ้าตองอู ก๊กพระเจ้าแปรที่แข็งเมืองตั้งแต่ในแผ่นดินของนันทบุเรงนอง
และก๊กอังวะ ทั้งสามก๊กตั้งเป็นอิสระต่อกัน ตั้งแต่ปีชวด พศ
2143-ปีเถาะ2146
ฝ่ายพระเจ้าอังวะเมื่อรวบรวมรี้พลได้จำนวนมากก็คิดจะขยายอาณาเขตจึงยกทัพมาตีไทยใหญ่ซึ่งในขณะนั้นอ่อนน้อมต่อกรุงศรีอยุธยา
เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทราบก็ขัดเคืองพระทัยจึงดำริจะยกไปตีเมืองอังวะ
แต่ก็ทรงประชวรเป็นละลอกฝีขึ้นพระพักตร์ระหว่างเดินทัพและทรงเสด็จสวรรคตที่เมืองหางดังที่ทราบๆกันดี
ในแผ่นดินพม่าเองก็ยังคงแยกกันปกครองอย่างอิสระ จนกระทั่ง
พระเจ้าอังวะสิ้นพระชนม์ราชบุตรก็ขึ้นครองราชย์แทน
จึงทรงคิดจะรวบรวมแผ่นดินและตีได้เมืองแปรเมื่อปีมะแม 2150
ต่อมาพระเจ้าตองอูสิ้นพระชนม์นัดจินหน่องราชบุตรขึ้นครองราชย์แทนเกรงจะโดนอังวะตีเลยอ่อนน้อมต่อกรุงศรีอยุธยา
และเมื่ออังวะยกมาตีจริงๆพระเอกาทศรถก็ทรงให้
พระยาทะละและเดอปริโตโปรตุเกสไปช่วย แต่ไปช่วยหาทันไม่
สรุปความได้ว่าเมื่อพม่าเป็นปึกแผ่นอีกครั้งผู้ครองแผ่นดินก็คือพระเจ้าอังวะซึ่งมี
บุเรงนอง-ผู้ชนะสิบทิศเป็นอัยกาธิราช (ปู่)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 11 ก.พ. 2550 (23:20) อยากดูจัง เพราะโดยส่วนตัวแล้วมีความเคารพและนับถือสมเด็จพระนเรศวรมาก
แล้วเวลาที่ต้องอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์มักจะจำไม่ค่อยได้ ถ้าได้ดูหนังอาจทำให้มีความจำดีขึ้น
Pom_ooPs@hotmail.com (IP:203.113.17.165)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 12 ก.พ. 2550 (14:02) ผมมองว่ามันก็ดีคับที่จะทำให้คนไทยตระหนักและลำลึกถึงคุณงามความดีของบรรพบุรุษ แต่ผมของมองอีกแง่ว่า คนบางคน และบางจำพวก นำมาทำเป็นเชิงพาณิชมากเกิน ผมรู้สึกแย่เอามาก ๆ นำเรื่องของท่านผู้มีพระคุณนานับประการที่หาสิ่งใดเปรียบเทียบมิได้ มาหากิน บอกว่านำเงินบริจาท ผมคนหนึ่งละเชื่อว่า มันก็สูบกำไลจนอิ่มแล้วค่อยบริจากทำให้คนซื้อคิดว่าซื้อแล้วจะทำบุญไปในตัว คิดให้ดี ทำให้ดี ไตร่ตรองดูให้ดีครับ
ปล. ความคิดเห็นส่วนตัว อย่าจิงจังกับผมมากเลยคับ ถ้าข้อความใดไม่ถูกใจใคร หรือบางครั้งถึงกับมิ่นประมาทใคร ก็ใคร่ขอกราบอภัยไว้นะที่นี้ด้วยนะขอรับ
คิดอีกมุม (IP:203.158.239.225)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 17 ก.พ. 2550 (14:12) ไปดูกันเยอะ ๆ เรื่องนี้ดีมาก ๆ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 22 ก.พ. 2550 (01:09) จากบุเรนอง แล้วเป็นนันทบุเรง
พระเจ้าอังวะที่คุณบัวอื่นอธิบายไว้ คนที่เป็นลูกบุเรงนองชื่อเจ้านยองราม ทิวงคตปีเดียวกับพระนเรศวร โอรสขึ้นเป็นพระเจ้าอังวะแทนชื่ออนอกเปตลุน (หลานบุเรงนอง) คนนี้รวมพม่าให้เป็นปึกแผ่นและกลับมาตั้งเมืองหลวงที่หงสาวดี
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 29 มี.ค. 2550 (15:16) แต่ที่ท่านมุ้ยผูกเรื่องให้มณีจันทร์เป็นพระราชธิดาของบุเรงนอง
ดีมากๆเลยนะคะ ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว
เราก็ยังไม่ทราบว่า "เจ้าขรัวมณีจันทร์" เป็นใคร มาจากไหน
แต่เชื้อสายของบุเรงนองที่ได้เป็นชายาของ
สมเด็จพระนเรศวรนั้นในเรื่อง "อธิราชา"
ของอาจารย์ทมยันตี ท่านได้เขียนเอาไว้ว่า
ชื่อ "พระนางโยธยามี้พญา"
ซึ่งเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าอโนรธาเมงสอ
เจ้าเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพระราชโอรสของบุเรงนอง
ดังนั้นชายาพระองค์นี้จึงมีศักดิ์เป็นหลานของบุเรงนอง
นอกจากนี้สมเด็จพระนเศวรยังมีชายาอีกองค์ คือ
"พระนางเอกกษัตรี" ธิดาของเจ้ากรุงละแวก
อันนี้เป็นความรู้ที่ได้มาจากนวนิยายค่ะ
ก็เอามาเล่าให้ฟังกันค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 14 เม.ย. 2550 (22:40) ก่อนอื่นขอขอบคุณผู้เขียนสำหรับบทความดีๆ ค่ะ
เห็นด้วยกับการถ่ายทอดความรู้ทางประวัติศาสตร์ผ่านสื่อทุกชนิดค่ะ
ไม่ว่าในรูปภาพยนตร์ นวนิยาย ละคร ฯลฯ
อย่างน้อยมัีนช่วยการกระตุ้นความอยากรู้ของผู้คน
เป็นจุดเริ่มให้ผู้คนอยากค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 9 ก.ย. 2550 (16:44) สาหวัดดีพี่บัวหิมะ
เราเคยเจอกันรึเปร่าวเจ้าค่ะ
(คุ้นๆ ชื่อนี้นะเจ้าค่ะเลยสงสัย)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 20 ธ.ค. 2550 (14:29) เคยเจอที่ไหนน้อ น้องโบตั๋นสีชา เล่นเว็บไหนบ้างล่ะจ๊ะ