 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/16322" type="text/javascript"></script> |
|
นวนิยายถึงภาพยนต์อิงประวัติศาสตร์
สารที่ต้องเลือกรับ
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรภาพยนต์ที่ปลุกให้คนไทยหันมามองอดีต ...การจับเอาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มาเรียงร้อยใหม่นั้นเป็นความสามารถของนักประพันธ์ที่จะดึงผู้อ่าน-ผู้ชมไว้ให้ได้ โดยไม่กระเด็นหรือหลุดออกจากกรอบหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากเกินไป
post ครั้งแรก: Tue 30 January 2007, 4:57 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 2 February 2007, 10:07 am
|
หน้าที่ 3 - พงศาวดารต้นทางแห่งการค้นหาความจริง
การศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์เพื่อนำมาย่อยและสร้างเป็นภาพยนต์-นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ หลักฐานที่ดูเหมือนว่าเป็นหลักเป็นฐานมากกว่าหลักฐานอย่างอื่นก็คงจะหนีไม่พ้น
พงศาวดารที่ถูกจารจารึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
พงศาวดาร คือ การบันทึกเรื่องราวเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ โดยลำดับเหตุการณ์ก่อนหลัง ที่ทางราชสำนักเป็นผู้บันทึกขึ้นโดยจะไม่มีความคิดเห็นของผู้บันทึกสอดแทรกเข้าไปมากนัก ดังนั้นพงศาวดารจึงมักจะเป็นตัวตั้งเริ่มต้นสำหรับผู้ที่ต้องการจะศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในขณะที่หลักฐานอย่างอื่นมักจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ถนนสายเดิมอาจจะกลับกลายเป็นป่ารกชัฏ เจดีย์ วิหาร และเมืองเก่าอาจจะเปลี่ยนรูปไปเป็นตึกสูงใหญ่ระฟ้าหรือศูนย์การค้ากลางเมืองไปแล้วก็ได้ แต่ข้อมูลในพงศาวดารยังมีปรากฏให้สืบค้นได้
พงศาวดารหลักๆในเมืองไทยมีหลายเล่ม เล่มที่จัดได้ว่าเก่าที่สุดคือ
พงศาวดารกรุงเก่า หลวงประเสริฐอักษรนิติ์ เหตุที่เรียกพงศาวดารฉบับนี้ว่าเป็นฉบับหลวงหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ เพราะต้องการจะให้เกียรต์แก่หลวงประเสริฐอักษรนิติ์หรือ พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ เปรียญ) ซึ่งเป็นผู้ค้นพบเอกสารสำคัญชิ้นนี้ โดยเมื่อครั้งที่ยังคงเป็น หลวงประเสริฐอักษรนิติ์ ไปได้จากบ้านราษฎรแห่งหนึ่งแถบเพชรบุรีแล้วเอามามอบให้อสมุดวชิรญาณ เมื่อ ณ วันที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๐ หนังสือพงศาวดารฉบับนี้เป็นสมุดไทยเขียนตัวตรง ลายมือเขียนหนังสือเหมือนจะเป็นฝีมือครั้งกรุงเก่าตอนปลายหรือครั้งแรกตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ ของเดิมมี 2 เล่มจบ แต่ได้มาเล่ม 1 เล่ม กรรมการหอสมุดวชิราญาณได้ตรวจพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นหนังสือเก่าอย่างไม่มีเหตุผลอย่างใดควรสงสัย จึงได้มีการจัดพิมพ์เผยแพร่
หรืออย่าง
ฉบับคำให้การของขุนหลวงหาวัด และ
ฉบับคำให้การของชาวกรุงเก่า ก็เป็นเอกสารที่ได้มาจากฝั่งพม่า ในสมัยก่อนนั้นหากได้เมืองไหนแล้วก็จะนำตัวของคนในเมืองนั้นมาสอบถามถึงความเป็นมาและจารีตประเพณีต่างๆ เพื่อจดบันทึกไว้เพื่อเป็นหลักฐาน
นอกจากตัวอย่างพงศาวดารที่ยกตัวอย่างดังกล่าวข้างต้นแล้วยังคงมีปรากฏพงศาวดารอีกหลายๆฉบับที่มักถูกอ้างถึงเมื่อมีการพูดคุยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ซึ่งแตกต่างกันไปตามแต่ผู้จดบันทึก และช่วงเวลา เช่น
พงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา
พงศาวดารกรุงเก่า ฉบับ วันวลิต
พงศาวดารกรุงเก่า ฉบับบริติชมิวเซียม
พงศาวดารกรุงเก่า ฉบับพระพนรัตน์
พงศาวดารกรุงเก่า ฉบับพระจักรพรรดิ์พงศ์
พงศาวดารกรุงเก่า ฉบับกรมพระปรมานุชิตชิโนรส
หากเมื่อมาย้อนเปรียบเทียบดูหลักฐานในเรื่องเดียวกันในแต่ละฉบับก็มักจะจดบันทึกรายละเอียดไว้ผิดกัน
จนเกิดคำถามว่าแล้วพงศาวดารใช้อ้างอิงและน่าเชื่อถือแค่ไหน ?
มีนักประวัติศาสตร์หลายท่านตั้งข้อสังเกตว่า การศึกษาข้อมูลจากพงศาวดารเองนั้นก็จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการที่ต้องใคร่ครวญ เพราะประวัติศาสตร์โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ชนะมักเป็นผู้เขียนและส่วนใหญ่มักจะใส่ความดีความชอบของตนไป ในประเด็นนี้
ศ.ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนถึงวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์ไว้ได้ดี โดยเน้นย้ำว่า
การศึกษาประวัติศาสตร์จากพงศาวดารนั้นจำเป็นต้องรู้ด้วยว่าสารที่สื่ออกมานั้นสื่ออกมาตรงๆหรือว่าแฝงไปด้วยสภาวะของการยืนอยู่ในฝั่งตรงกันข้าม (หากใครสนใจสามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้จาก กรุงแตกพระเจ้าตากฯและประวัติศาสตร์ไทย)
มาถึงต้องนี้หลายคนก็คงงงๆพร้อมตั้งคำถามกับตัวเองว่า
แล้วเราควรจะเชื่อจากพงศาวดารฉบับไหน ...ถ้าต้องการคำตอบแบบฟันธงแล้วก็คงจะเป็นไปได้ยากสำหรับเรื่องราวทางด้านประวัติศาสตร์ เหตุสำคัญอย่างหนึ่งคือการที่ไม่มีใครที่อยู่ในเหตุการณ์จริง การศึกษาทางประวัติศาสตร์จึงเป็นเพียงแค่การเอาเศษปรักหักพังที่กระจัดกระจายอยู่มาจัดเรียงต่อเติมกันเข้าเท่าที่ปัญญาและหลักวิชาที่มีเพื่อให้ได้รูปมากที่สุด ดังนั้น การรับชมภาพยนต์อิงประวัติศาสตร์ การอ่านนวนิยายอิงประวัติศาตร์ หากผู้ชมเชื่อถือไปเสียหมดแล้วภาพยนตร์หรือนวนิยายเหล่านั้นก็คงไม่มีแก่นสาระอะไรมากไปกว่าการนำเสนอความบันเทิง แถมปลูกฝังความเข้าใจผิดๆให้กับผู้รับสารที่เลือกเชื่อทุกอย่างเท่านั้น แต่จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของภาพยนต์-นวนิยายอิงประวัติศาสตร คือการได้กระตุกกระตุ้นความนึกคิดของผู้ชมผู้อ่านได้คิดตามและตั้งข้อสังเกต พร้อมกับการได้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมด้วยตนเองด้วยแล้ว ถึงจะถือว่า
นวนิยายอิงประวัติศาตร์-ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 14 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 1 ก.พ. 2550 (16:23) อย่างนี้เอง 1
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 2 ก.พ. 2550 (13:30) ผมว่าท่านปองพลท่านน่าจะมีความสุขกับงานเขียนของท่านมากกว่าเป็นรัฐมนตรีนะ ขายเรื่องแต่ละเรื่อง โดยเฉพาะที่เป็นภาษาอังกฤษก็ได้เงินมากกว่าเงินเดือนรัฐมนตรีเสียอีก อย่างนี้จะเป็นรัฐมนตรีให้เขาด่าทำไม เป็นผมถ้าเก่ง ๆ อย่างท่านเขียนหนังสือขายดีกว่า
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 3 ก.พ. 2550 (20:23) ขอบพระคุณท่านมุ้ยที่คิดทำหนังเช่นนี้ เด็กสมัยนี้ตั้งแต่ชั้นประถม-ม.ปลายเขาเรียนประวัติศาสตร์นิดเดียวเองครับ-เขาจึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับบรรพบุรุษเท่าไร มีเด็ก ๆหลายคนกล่าวว่า"เป็นหนังสำหรับคนแก่ " ทำให้เราคิดได้ว่าพวกเขาไม่สนใจประวัติศาสตร์เลย เขาคงไม่ภาคภูมิใจในความเป็นไทยเลยหรือนี่ ? เพราะฉนั้นเลือดรักชาติและแผ่นดินนี้ของพวกเขาคงน้อยเต็มที ผู้ใหญ่คงต้องช่วยกันแล้วอย่าเอาแต่ทะเลาะในเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวกันเลยครับพี่น้องชาวไทย
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 3 ก.พ. 2550 (21:04) อยากรู้ว่า ใครที่ครองราช ต่อ จาก พระเจ้า นันทบุเรง
yo_ict@hotmail.com (IP:58.181.179.249)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 5 ก.พ. 2550 (09:55) yo_ict@hotmail.com จำได้แต่ว่าแต่ว่ามันมีเรื่องแย่งราชสมบัติกันแต่จำชื่อคนครองต่อไม่ได้ มังสามเกียดป่าวไม่รู้ เอาแน่ๆเดี่ยวไปเปิดหนังสือให้คืนนี้น่ะ
หนุ่ย นอกจากเกิดสำนึกแล้ว จริงๆการศึกษาประวัติศาสตร์มันก็เพื่อเข้าใจปัจจุบันเเละมีประโยชน์ต่ออนาคตมากเนอะ เด็กๆคงถูกสอนมาในแบบน่าเบื่อเลยไม่สนใจ จริงๆถ้าเขาได้เรียนกับอ.ที่เราเรียนด้วยนะ เรารักประวัติศาสตร์มาตั้งแต่ม.2 เลยล่ะ
thawankesmala ท่านเขียนได้ดีทีเดียวเลยล่ะ น่าไปเป็นนายก....(สมาคมนักเขียนเนอะ)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 6 ก.พ. 2550 (11:34) เมื่อบุเรงนองหรือพระเจ้าผู้ชนะสิบทิศสิ้นพระชนม์ก็ยกเอาพระมหาอุปราชเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ครองกรุงหงสาวดี
มีพระนามว่านันทบุเรงนอง
และตั้งมังสามเกียดราชบุตรองค์โตเป็นพระมหาอุปราชแทนตนเอง
หลังจากนั้นมีศึกติดพันกับกรุงศรีอยุธยาอีกหลายครั้ง จนกระทั่ง
เมื่อพระเจ้านันทบุเรงสวรรคตเลยตั้งให้พระเจ้าตองอูซึ่งเป็นพระอนุชาธฺราชขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่
แต่ไม่มีเมืองใดเชื่อในเวลานั้นพม่าจึงกลายเป็นสามก๊กสามเหล่า มีก๊ก
พระเจ้าตองอู ก๊กพระเจ้าแปรที่แข็งเมืองตั้งแต่ในแผ่นดินของนันทบุเรงนอง
และก๊กอังวะ ทั้งสามก๊กตั้งเป็นอิสระต่อกัน ตั้งแต่ปีชวด พศ
2143-ปีเถาะ2146
ฝ่ายพระเจ้าอังวะเมื่อรวบรวมรี้พลได้จำนวนมากก็คิดจะขยายอาณาเขตจึงยกทัพมาตีไทยใหญ่ซึ่งในขณะนั้นอ่อนน้อมต่อกรุงศรีอยุธยา
เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทราบก็ขัดเคืองพระทัยจึงดำริจะยกไปตีเมืองอังวะ
แต่ก็ทรงประชวรเป็นละลอกฝีขึ้นพระพักตร์ระหว่างเดินทัพและทรงเสด็จสวรรคตที่เมืองหางดังที่ทราบๆกันดี
ในแผ่นดินพม่าเองก็ยังคงแยกกันปกครองอย่างอิสระ จนกระทั่ง
พระเจ้าอังวะสิ้นพระชนม์ราชบุตรก็ขึ้นครองราชย์แทน
จึงทรงคิดจะรวบรวมแผ่นดินและตีได้เมืองแปรเมื่อปีมะแม 2150
ต่อมาพระเจ้าตองอูสิ้นพระชนม์นัดจินหน่องราชบุตรขึ้นครองราชย์แทนเกรงจะโดนอังวะตีเลยอ่อนน้อมต่อกรุงศรีอยุธยา
และเมื่ออังวะยกมาตีจริงๆพระเอกาทศรถก็ทรงให้
พระยาทะละและเดอปริโตโปรตุเกสไปช่วย แต่ไปช่วยหาทันไม่
สรุปความได้ว่าเมื่อพม่าเป็นปึกแผ่นอีกครั้งผู้ครองแผ่นดินก็คือพระเจ้าอังวะซึ่งมี
บุเรงนอง-ผู้ชนะสิบทิศเป็นอัยกาธิราช (ปู่)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 11 ก.พ. 2550 (23:20) อยากดูจัง เพราะโดยส่วนตัวแล้วมีความเคารพและนับถือสมเด็จพระนเรศวรมาก
แล้วเวลาที่ต้องอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์มักจะจำไม่ค่อยได้ ถ้าได้ดูหนังอาจทำให้มีความจำดีขึ้น
Pom_ooPs@hotmail.com (IP:203.113.17.165)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 12 ก.พ. 2550 (14:02) ผมมองว่ามันก็ดีคับที่จะทำให้คนไทยตระหนักและลำลึกถึงคุณงามความดีของบรรพบุรุษ แต่ผมของมองอีกแง่ว่า คนบางคน และบางจำพวก นำมาทำเป็นเชิงพาณิชมากเกิน ผมรู้สึกแย่เอามาก ๆ นำเรื่องของท่านผู้มีพระคุณนานับประการที่หาสิ่งใดเปรียบเทียบมิได้ มาหากิน บอกว่านำเงินบริจาท ผมคนหนึ่งละเชื่อว่า มันก็สูบกำไลจนอิ่มแล้วค่อยบริจากทำให้คนซื้อคิดว่าซื้อแล้วจะทำบุญไปในตัว คิดให้ดี ทำให้ดี ไตร่ตรองดูให้ดีครับ
ปล. ความคิดเห็นส่วนตัว อย่าจิงจังกับผมมากเลยคับ ถ้าข้อความใดไม่ถูกใจใคร หรือบางครั้งถึงกับมิ่นประมาทใคร ก็ใคร่ขอกราบอภัยไว้นะที่นี้ด้วยนะขอรับ
คิดอีกมุม (IP:203.158.239.225)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 17 ก.พ. 2550 (14:12) ไปดูกันเยอะ ๆ เรื่องนี้ดีมาก ๆ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 22 ก.พ. 2550 (01:09) จากบุเรนอง แล้วเป็นนันทบุเรง
พระเจ้าอังวะที่คุณบัวอื่นอธิบายไว้ คนที่เป็นลูกบุเรงนองชื่อเจ้านยองราม ทิวงคตปีเดียวกับพระนเรศวร โอรสขึ้นเป็นพระเจ้าอังวะแทนชื่ออนอกเปตลุน (หลานบุเรงนอง) คนนี้รวมพม่าให้เป็นปึกแผ่นและกลับมาตั้งเมืองหลวงที่หงสาวดี
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 29 มี.ค. 2550 (15:16) แต่ที่ท่านมุ้ยผูกเรื่องให้มณีจันทร์เป็นพระราชธิดาของบุเรงนอง
ดีมากๆเลยนะคะ ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว
เราก็ยังไม่ทราบว่า "เจ้าขรัวมณีจันทร์" เป็นใคร มาจากไหน
แต่เชื้อสายของบุเรงนองที่ได้เป็นชายาของ
สมเด็จพระนเรศวรนั้นในเรื่อง "อธิราชา"
ของอาจารย์ทมยันตี ท่านได้เขียนเอาไว้ว่า
ชื่อ "พระนางโยธยามี้พญา"
ซึ่งเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าอโนรธาเมงสอ
เจ้าเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพระราชโอรสของบุเรงนอง
ดังนั้นชายาพระองค์นี้จึงมีศักดิ์เป็นหลานของบุเรงนอง
นอกจากนี้สมเด็จพระนเศวรยังมีชายาอีกองค์ คือ
"พระนางเอกกษัตรี" ธิดาของเจ้ากรุงละแวก
อันนี้เป็นความรู้ที่ได้มาจากนวนิยายค่ะ
ก็เอามาเล่าให้ฟังกันค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 14 เม.ย. 2550 (22:40) ก่อนอื่นขอขอบคุณผู้เขียนสำหรับบทความดีๆ ค่ะ
เห็นด้วยกับการถ่ายทอดความรู้ทางประวัติศาสตร์ผ่านสื่อทุกชนิดค่ะ
ไม่ว่าในรูปภาพยนตร์ นวนิยาย ละคร ฯลฯ
อย่างน้อยมัีนช่วยการกระตุ้นความอยากรู้ของผู้คน
เป็นจุดเริ่มให้ผู้คนอยากค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 9 ก.ย. 2550 (16:44) สาหวัดดีพี่บัวหิมะ
เราเคยเจอกันรึเปร่าวเจ้าค่ะ
(คุ้นๆ ชื่อนี้นะเจ้าค่ะเลยสงสัย)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 20 ธ.ค. 2550 (14:29) เคยเจอที่ไหนน้อ น้องโบตั๋นสีชา เล่นเว็บไหนบ้างล่ะจ๊ะ