คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/16373" type="text/javascript"></script>
โลกพระศรีอารย์อยู่แค่ปลายจมูก
โลกพระศรีอารย์ โลกแห่งความสงบสุข ไม่มีความทุกข์ใดเลย ที่เชื่อกันว่าอีกหลายหมื่นปี แต่เหตุใดท่านพุทธทาสกลับกล่าวว่าอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก
ผู้เขียน: พุทธทาสภิกขุ ชมแล้ว: 19,221 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 6 February 2007, 2:54 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 2 March 2007, 12:23 pm
อยู่ในส่วน: บุคคลสำคัญไทย

หน้าที่ 1 - โลกของพระศรีอารย์
โลกพระศรีอารย์อยู่แค่ปลายจมูก

แด่ท่านสาธุชนผู้มีใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งวันวิสาขบูชาแห่งชาติอาตมาขอกล่าวด้วยเรื่องสำคัญที่พากันมองข้ามจากความเดิม ส่วนในครั้งนี้จะกล่าวในหัวข้อว่า โลกพระศรีอารย์อยู่แค่ปลายจมูก

การกล่าวเช่นนี้คงจะทำให้รู้สึกกระวนกระวายสำหรับท่านหลายท่านก็ได้ เพราะไม่มีใครพูดอย่างนี้ พูดกันแต่ว่าโลกพระศรีอารย์ ต้องรออีกหมื่นปีกว่าจะมาถึง ที่อาตมาว่าโลกพระศรีอารย์อยู่แค่ปลายจมูก ก็จะหาอาตมาว่าพูดเล่น พูดเพ้อๆไป พูดอย่างไม่รับผิดชอบ อาตมาขอยืนยันว่าอาตมาพูดอย่างรับผิดชอบ พูดอย่างตั้งใจจริงว่าโลกพระศรีอารย์อยู่ไม่ไกล อยู่แค่ปลายจมูก แต่คนโง่มันไม่คว้าเอา แต่จะให้พูดเสียให้หมดว่า พระนิพพานอยู่ที่ปลายจมูก โลกพระศรีอารย์อยู่แค่ปลายจมูก คนโง่เหล่านั้นมองไม่เห็น พูดถึงสิ่งที่อยู่ที่หน้าผากก่อน เจ้าของมันมองไม่เห็น มันก็ไม่รู้สึกว่ามี มีเพชรที่หน้าผาก ส่วนโลกของพระศรีอารย์มันอยู่แค่ปลายจมูก พอเอาตาสองลูกจ้องลงไปที่ปลายจมูก มันก็เห็นลางๆ ไม่เชื่อก็ลองเพ่งดูปลายจมูกของตนเดี๋ยวนี้ดูก็ได้ มันก็ยังไม่เห็นโดยสมบูรณ์ เห็นลางๆนั่นเอง จนต้องพูดกันว่ามันจะเห็นที่ปลายจมูกได้อย่างไร

2593


ในชั้นแรกเราควรพูดกันถึงข้อที่ว่า โลกของพระศรีอารย์นั้นคืออะไรกันเสียก่อน ขอให้ทราบทั่วกันว่า ในทุกศาสนามีเรื่องของพระศรีอารย์อยู่ในแต่ละศาสนา ทั้งคนชาติอะไรในโลก ย่อมถือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ที่มีคติหรือเรื่องราวเกี่ยวกับพระศรีอารย์นั้นตามแต่ศาสนาของตน เพียงแต่เขาเรียกชื่อต่างออกไปตามศาสนานั้นๆ สำหรับทวีปเอเชียนั้น ก็มีศาสนาพุทธ ศาสนาฮินดู ศาสนาคริสตร์ ในศาสนาฮินดูมีกล่าวถึง พระนารายณ์อวตารปางที่สิบ เรียกว่า กรรติยาวตาร พวกศาสนาฮินดู นับพระพุทธเจ้าของเราเป็นปางที่เก้า และรอกรรติยาวตาร มาเป็นปางที่สิบจะมีมา และมีพรรณนาลักษณะว่าเป็นบุรุษขี่ม้าขาว มาจัดการให้ทุกอย่างเป็นไปเพื่อความสงบสุขถึงที่สุด และที่พูดกันว่าบุรุษขี่ม้าขาว คงเข้าใจมาจากเรื่องเหล่านี้ เมื่อพระกรรติยามาสู่โลกนี้ จึงเรียกว่าโลกของพระศรีอารย์ มีแต่ความสงบสุข ไม่มีความทุกข์เลย อะไรก็ได้ดั่งใจไปทั้งหมด และเค้าบอกว่าอีกหลายหมื่นปีเหมือนกัน ไม่ใช่อยู่แค่ปลายจมูก

และในศาสนาพุทธว่า พระศรีอริยะเมตไตร จะมาเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง มาในอนาคต โลกนี้จะมีความสงบสุข และพระศาสนาจะมีความรุ่งเรืองกว่า พระศาสนาของพระพุทธเจ้าในองค์ปัจจุบันนี้ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าจะมีพระอริยบุคคลมากกว่า และประชาชนจะมีความสุขอย่างยิ่ง คือจะไม่มีเรื่องร้อนใจเลย ทุกคนพอใจในความเป็นอยู่ ไม่มีการเบียดเบียน ตอนนอนไม่ต้องปิดประตูก็ได้ บ้านเลยไม่ต้องทำประตูก็ได้ เรื่องคนร้าย หรือขโมยก็ไม่ต้องกลัว แล้วก็คนจะเป็นคนดีเหมือนกันหมด ไม่มีคนพาล จนกระทั่งลงจากบ้าน ก็ไม่มีใครจำได้ว่าใครเป็นใคร เพราะมันดีเหมือนกันหมด มันสุภาพเหมือนกันหมด มันสวยเหมือนกันหมด จนเมื่อกลับเข้าบ้าน จึงจะจำได้ว่า นี่คือภรรยาของเรา นี่คือสามีของเรา นี่คือลูกของเรา และต้องการอะไรก็ได้ มันมีต้นไม้พิเศษที่เรียกว่า ต้นกัลปพฤกษ์ อยู่ทุกทิศ อยากได้อะไรก็ไปขอที่ต้นไม้ จะสะดวกสบาย แม้แต่การคมนาคม การไปการมา จนว่าน้ำในแม่น้ำนั้น จะไหลลงข้างหนึ่ง จะไหลขึ้นข้างหนึ่ง เพื่อจะสะดวกต่อการใช้เรือ มันเป็นเรื่องละเอียดมากๆ ไม่ต้องพูดหมด มันลำบากเปล่าๆ เอาแต่ใจความมา สรุปว่าไม่มีความทุกข์ อยู่กันเป็นผาสุก ไม่มีอันธพาล ทุกอย่างได้อย่างอกอย่างใจ ดังนั้นจึงมีคนปรารถนาจำนวนมากที่จะเกิดให้ทันในยุคของพระศรีอริยะเมตไตร และมีคำแนะนำว่าต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้แล้วจะได้ไปเกิดในศาสนาของพระศรีอริยะเมตไตร หรือแม้แต่บูชามหาชาติ หรือดอกไม้หนึ่งพันดอก หรือฟังให้ครบทั้งพันภาษา หรือทั้งพันคาถา อย่างนี้เป็นต้น

ทีนี้ก็มาดูที่ศาสนาคริสเตียน ศาสนาที่มีคนนับถือมากในโลกนี้ ก็มีเรื่องเกี่ยวกับพระศรีอริยะเมตไตร ที่เรียกเป็นภาษาฮิบบรู อันเป็นที่ตั้งของศาสนายิวหรือคริสเตียนนั้น เรียกว่า พระเมสสิอา ฟังดูก็คล้ายๆพระศรีอริยะเมตไตรอยู่มาก แต่จะเป็นคำเดียวกันหรือไม่ นี้ไม่แน่ใจ ศาสนายิว และพวกคริสเตียนก็มีคำกล่าวกันว่า พระเมสสิอา จะมาบังเกิดเป็นมนุษย์ ทำให้ชาวยิวทั้งหลายจะพ้นจากความทุกข์ มีความสุขสมบูรณ์ ทีนี้พอพระเยซู ประกาศตนเป็น พระเมสสิอา พวกยิวเขาก็ไม่ยอมรับ แล้วหาว่า หลอกลวง ดูถูก ดูหมิ่น แล้วไม่ยอมรับพระเยซูเป็นพระเมสสิอา ก็เลยจับพระเยซูตรึงกางเขน แต่ทางฝ่าย คริสเตียน ยอมรับว่าพระเยซู คือ พระเมสสิอา สละชีวิตของพระองค์ ให้ผู้ที่ไม่เชื่อมายอมเชื่อได้ เป็นบุตรของพระเจ้า พระเยซูไถ่มนุษย์ ด้วยชีวิตของพระองค์เพื่อให้รู้ข้อนี้ แต่ก็ไม่สำเร็จ จนต้องโดนตรึงกางเขน

2594


เราก็จะเห็นได้ว่าในแต่ละศาสนาจะมีคติเรื่องราวของพระศรีอารย์ ที่ยังไม่ประสบความสำเร็จตามที่หวังกัน ที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ และอาตมาก็บอกว่าโลกของพระศรีอารย์มันอยู่แค่ปลายจมูก เพียงแต่คุณไม่เห็นเอง อาตมาอาศัยหลักอะไรมาพูด ก็อาศัยหลักธรรมที่มีอยู่ หลักปฏิบัติที่มีอยู่ ถ้าใครในศาสนานั้นๆปฏิบัติ ก็จะเกิดโลกพระศรีอริยะเมตไตรขึ้นกับบุคลนั้นๆ ในศาสนานั้นๆ และอะไรเป็นหัวใจของศาสนานั้นๆที่พูดถึงอยู่นี้ ขอระบุว่านั่นคือ ความรักผู้อื่น ขอให้เข้าใจคำนี้เพียงสามพยางค์ว่า รักผู้อื่น นั่นเป็นหัวใจของศาสนาทุกศาสนา และ เมื่อใดที่ปฏิบัติตามหลักหัวใจอันนั้น โลกพระศรีอริยะเมตไตรก็จะเกิดขึ้นในทันที ที่นั่นและดี๋ยวนั้น

คงจะมีคนค้านว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะให้คนในโลกมีความรักผู้อื่นเกิดขึ้นพรัอมๆกัน อาตมาไม่ได้พูดว่ามันจะทำได้หรือไม่ แต่อาตมาบอกว่าโลกของพระศรีอารย์ มันอยู่ที่นั่น อยู่ตรงที่เมื่อผู้คนมันรักผู้อื่น ขอให้ช่วยคิดดู ศาสนาไหนๆก็สอนให้มีความรักผู้อื่น มีเมตตา คำว่า เมตไตรก็หมายถึง มีเมตตา มีความรักผู้อื่น เมตตาก็คือความรัก แต่เพียงไม่ใช่ทางกามารมณ์ แต่เป็นทางธรรมะ ศรี แปลว่า สวยสดงดงาม อริยะ แปลว่า ประเสริฐสูงสุด
ศรีอริยะเมตไตร ก็คือ ความรักผู้อื่น หรือความเป็นมิตรกันอย่างสูงสุดสวยสดงดงาม ที่อาตมาบอกว่า เป็นสิ่งที่ท่านทั้งหลายพอเห็นได้ ว่า ถ้ามีความรักแล้วจะเป็นโลกของพระศรีอารย์ได้อย่างไร ในขั้นต้นนี้ต้องเข้าใจคำว่าความรักผู้อื่น ให้ถูกต้องเสียก่อน รักลูก รักเมีย รักผัว รักหลาน นี่ไม่ใช่รักผู้อื่น มันคือความรักตัว ที่มันแบ่งภาคไปอยู่ที่คนอื่น ไปอยู่ที่ ลูก เมีย ผัว แล้วมันก็คือตัวกู มันเป็นของกู ส่วนพวกที่รักเพื่อนกินเหล้า เพื่อนเล่นพนัน อันนี้ก็ไม่ใช่ เพราะมันยังมีความหมายเป็น ตัวเอง ที่แบ่งภาคออกไป ต่อเมื่อรักเพื่อนบ้าน ที่ไม่มีความเป็นอะไรกันเลย ไม่มีผลประโยชน์ ไม่มีลาภที่มาจูงใจ นั่นแหละคือเรียกว่า รักผู้อื่น

ขอให้เข้าใจอย่างนี้ ทุกคนลองหาว่าความรักผู้อื่นนี้ มันมีอยู่ไหม หาได้ที่ไหน ที่ไม่ใช่ เพื่อนกินเหล้า เพื่อนเที่ยว มันอาจจะหาไม่พบ หายาก มันก็เหมือน มองที่ปลายจมูกของตนไม่เห็นนั่นแหละ อาตมาเปรียบเทียบว่าความรักผู้อื่น ในปัจจุบันนี้แทบหาไม่ได้ ถึงว่าจะหามาเป็นยาหยอดตาก็ยังไม่ได้ อย่าว่าแต่จะเอามาไว้ดูเล่นเป็นชิ้นเป็นอันให้ชื่นใจเลย เพราะมันมีแต่ความเอาเปรียบ ความเบียดเบียน ไปในทุกที่ทุกแห่งในโลก มนุษย์ไม่มีความรักผู้อื่นเลย ลองไปหาดู ว่าใครรักผู้อื่นจริงๆบ้าง มันไม่มีความรักผู้อื่นโดยสัญชาตญาณก็ว่าได้ มันฝืนสัญชาตญาณ ลองถามดูทำไมถึงไม่รักผู้อื่น เพราะมันสวยกว่าเรา พวกผู้หญิงนี่ มันแต่งตัวสวยกว่าเรา รวยกว่าเรา เราก็ไม่ยอมรักเขา เพราะเราอิจฉาเขา ใครที่เก่งกว่า หรือเสมอกับเรา เราก็อิจฉาริษยา ส่วนใหญ่คิดกันไปทำนองนั้น นอกจากจะมีประโยชน์ร่วมกัน มันจึงจะรักกัน แต่ไม่ใช่รักผู้อื่น ศาสนาในระดับศีลธรรมอันแรกคือสอน ชี้แจงให้รักผู้อื่น ศาสนาอันแรก ก็มีปัญหา เนื่องจากคนมันไม่รักกัน ผู้มีปัญญาเขามองเห็นว่าคนมันไม่รักกัน และเมื่อไม่รักกัน มันก็จะตีกัน ฆ่ากัน ขโมยกัน ล่วงละเมิดของลับของใคร่ของผู้อื่น มันก็ทำลง แล้วมันก็พูดเท็จได้ทุกอย่าง หลอกลวง พูดโทษคนอื่น ก็เพราะไม่มีสติสัมปชัญญะ มันไปกินน้ำเมา มันไม่บังคับตัวเอง

นับว่าฉลาดมากที่สอนให้ศีลเพียงข้อเดียว คือ รักผู้อื่น แล้วมันจะเป็นศีลห้าข้อขึ้นมา หรือจะถือศีลขยายออกไปอีกก็ได้ ความรักผู้อื่นเป็นศีลตั้งต้นในอดีต เพื่อป้องกันการเลวทราม ทั้งห้าประการ ที่เรียกว่า ทุศีลห้าประการ และในปัจจุบันมันเป็นไปได้ยากทีมนุษย์จะรักกัน แต่มันจะไปสมบูรณ์ที่สุด ที่ช่วงของพระศรีอริยะเมตไตร ทีนี้เรามาส้รางโลกพระศรีอริยะเมตไตร สร้างวันพระศรีอริยะเมตไตร ได้ด้วยการรักผู้อื่น และถ้าเราทั้งโลกมีความรักผู้อื่น โลกของพระศรีอริยะเมตไตรก็จะเกิดขึ้นในพริบตา เหมือนเปิดสวิทซ์ มันอยู่แค่ปลายจมูกหรือไม่ ลองไปคิดดู คิดได้และต้องทำให้ได้ด้วย เดี๋ยวนี้องค์การโลก องค์การสหประชาชาติฝันแต่จะทำให้โลกแตกแยก ไม่ได้ฝันให้คนในโลกนี้มันรักกัน และในรัฐบาลประเทศไหนก็ไม่ฝันในการรักผู้อื่น มุ่งไปแต่ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่มองไปยังปัญหาศีลธรรม ไม่เชื่อว่าศีลธรรมจะช่วยแก้ปัญหาของประเทศได้ รวมถึงทุกๆเรื่องด้วย ที่ไม่ประกอบกับศีลธรรมแล้ว มันจะเป็นศัตรูอย่างยิ่ง เดี๋ยวนี้เศรษฐกิจบ้านใครมันดีขึ้น มันไม่รักผู้อื่น มันคอยเอาเปรียบผู้อื่นทางด้านเศรษฐกิจนั่นเอง จ้องจะสูบเลือด สูบเนื้อของผู้อื่นขอให้มองว่าศีลธรรม ของการรักผู้อื่นนี้จะช่วยให้โลกสงบสุข เป็นโลกของพระศรีอารย์ได้


หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 5 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 5 มี.ค. 2550 (08:14)
แสดงว่ามนุษย์มีความเป็นมนุษย์สูงขึ้น มีความรู้สึกนึกคิด ที่ดีขึ้น เมื่อมีความรู้สึกนึกคิดที่ดี ก็จะเกิดค่านิยมที่ดี เมื่อมีค่านิยมที่ดี ก็ส่งผลถึงการมีเจตคติที่ดีงามและใฝ่ดี ดังนั้นคนเรามีเจตคติที่ดีแล้ว พฤติกรรมต่างๆ ก็ย่อมแสดงออกปฏิบัติไปในทางที่ดีงาม เพราะมีจิตที่ดีงาม ถ้าทุกคนปฏิบัติดี สังคมก็มีความสุขเกิดการพัฒนาการเปลี่ยนแปลงในทางเจริญขึ้นอย่างสมดุลระหว่างวัตถและจิตใจ อีกอย่างมนุษย์ควรเป็นผู้บริโภคที่ดีคือบริโภคอย่างรู้กาละและเทศะหรือรู้จักคัดสรรว่าอันไหนไม่เหมาะหรือเหมาะกับตัวเอง เมื่อรู้จักคัดสรรสิ่งที่ดีๆให้กับตนเองแล้ว สิ่งที่เหลือก็คือสิ่งที่เหมาะกับตัวเอง ก็เป็นการสร้างเจตคติที่ดี เช่นมีแนวคิด ความเชื่อที่ดีงาม การแต่งกาย เหมาะสม ซึ่งส่วนหนึ่งก็เกิดจากการบริโภคที่ผ่านการคัดสรร ตัวกระผมเองก็เกี่ยวข้องกับการศึกษาเราควรปฏิรูปการศึกษาอย่างต่อเนื่อง(การพัฒนาที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี) คือ การพัฒนาให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ทั้ง ปริมาณ และ คุณภาพ โดยเฉพาะ ด้านคุณภาพ (ในที่นี้ คือ การเป็น คนดี และ คนเก่ง) จะเรียกว่า เป็นการยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้สูงขึ้น ก็โดยการ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ พาหะที่จะนำพาไปสู่จุดมุ่งหมายก็คือ หลักสูตร จะได้ผลอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับผู้ขับเคลื่อนในที่นี้คื ครู ควรจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสม สุดท้ายจะได้ผลหรือไม่ ก็อยู่ที่ การวัดผลที่หลากหลาย ผลออกมาเป็นเช่นไร ก็นำข้อพกพร่อง ไป ปรับปรุง พัฒนา เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่พึงประสงค์ โดยเฉพาะพฤติกรรมที่พึงประสงค์นั้น มีสาเหตุหรือปัจจัย ก็คือ จิตใจ นั้นเอง หากจิตใจของมนุษย์ได้รับการพัฒนา ให้ คิดดี สำนึกดี มีค่านิยมที่ดี จนได้เป็นบุคคลที่มีเจตคติที่ดีทั้งต่อตนเอง และสังคมในทุกๆ ด้าน ทุกๆ ระดับ วันนั้น สังคม จะเป็นสังคมที่มีความสุขอย่างแน่นอนครับ สาธุ
ครู...ชิต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2371 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 245 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 5 มี.ค. 2550 (08:59)
นโยบายปฏิรูปการศึกษา ในปีงบประมาณ2550 ยึดคุณธรรมนำความรู้ สร้างความตระหนัก

สำนึกในคุณค่าของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ความสมานฉันท์ สันติวิธี วิถีประชาธิปไตย พัฒนาคนโดยใช้คุณธรรมเป็นพื้นฐานของกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงความร่วมมือของสถาบันครอบครัว ชุมชน สถาบันทางศาสนา และสถาบันการศึกษา
ครู...ชิต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2371 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 245 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 5 มี.ค. 2550 (09:10)
“การพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญยิ่งขึ้นไปนั้น ย่อมต้องพัฒนาบุคคลก่อน การที่จะพัฒนาบุคคลนั้นต้องด้วยปัจจัยประการเดียวคือการศึกษา” ( พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช, 2543 , หน้า 80 ) สภาพสังคม และการดำรงชีวิตของคนเราในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในขณะที่มนุษย์มีความต้องการพื้นฐานของมนุษย์คือ ความสุข ความสมบูรณ์ ทั้งร่างกายและจิต ความต้องการดังกล่าวของมนุษย์ในขณะนี้ไม่เรียบง่ายเหมือนอดีต แต่กลับมีความยุ่งยากและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ทั้งสังคมและตัวมนุษย์เองมีการแข่งขัน แย่งชิง เอารัดเอาเปรียบในทุกๆ วิถีทาง ทำเพื่อตนเองมากขึ้น ละเลยสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งความเห็นแก่ตัว นำไปสู่ปัญหาต่างๆ ของสังคม มาตรา 4 มาตรา 6 มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ว่าด้วยการศึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคมโดยการ ถ่ายทอด ความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม สังคม การเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตและการจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่ สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขภายใต้การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นโยบายปฏิรูปการศึกษา ในปีงบประมาณ2550 ยึดคุณธรรมนำความรู้สร้างความตระหนัก สำนึกในคุณค่าของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงความสมานฉันท์ สันติวิธี วิถีประชาธิปไตย พัฒนาคนโดยใช้คุณธรรมเป็นพื้นฐานของกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงความร่วมมือของสถาบันครอบครัว ชุมชน สถาบันทางศาสนา และสถาบันการศึกษาโดยมียุทธศาสตร์การศึกษาที่คุณธรรมนำความรู้คือการศึกษาต่างๆ มักเอาความรู้นำโดยไม่มีปัญญาตาม ความรู้ไม่มีพลังพอที่จะต้านทานอำนาจของความไม่ดีได้ความรู้จึงถูกนำไปใช้ในเรื่องไม่ดีต่างๆ หรือถูกบงการด้วยความไม่ดี สังคมและโลกจึงวิกฤต การพัฒนาควรจะใช้ความดีหรือคุณธรรมนำแล้วตามด้วยความรู้ ยุทธศาสตร์การศึกษาที่คุณธรรมนำความรู้จึงสำคัญยิ่ง ธรรมาภิบาล (Good Governance) เป็นพื้นฐานที่จะช่วยพัฒนาสังคมทั้งระบบให้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพโดยยึดถือหลัก 6 ประการ คือ ความซื่อสัตย์สุจริตความเปิดเผยโปร่งใส ความรับผิดชอบที่สามารถตรวจสอบได้ ความชอบธรรมและยุติธรรม(หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ และ หลักความคุ้มค่า) ความมีคุณภาพและประสิทธิภาพรวมถึงความมีคุณธรรมจริยธรรมสามารถนำหลักดังกล่าวมาปรับใช้ เพื่อเป็นแนวทางนำพาสังคมก้าวไปสู่ความสำเร็จพร้อมๆ กัน เมื่อมนุษย์และสังคมมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่น่าที่น่าวิตก การนำวิถีประชาธิปไตย หัวใจธรรมาภิบาลมาประยุกต์ใช้ ในสถานศึกษา ชุมชน สังคม สังคมไทย ซึ่งสังคมไทยที่พึงปรารถนาในอนาคตคือ สังคมที่มีความสงบสุข เป็นสังคมที่มีความสุข เป็นสังคมที่มีสมรรถภาพ มีความยุติธรรม มีความเมตตากรุณา มีครอบครัวที่อบอุ่น มีชุมชนที่เข้มแข็ง และมีหลักศาสนา วิถีประชาธิปไตย หลักธรรมมาภิบาลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในการดำรงชีวิตของคนในสังคมไทยเพื่อให้ประเทศไทยมีความเป็นไทอยู่ตลอดไป
ครู...ชิต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2371 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 245 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 11 มี.ค. 2550 (23:16)
แจกฟรี สูตรลับ ( สุดยอด ) ** บ้านประหยัดพลังงาน อยู่สบาย ราคาถูก ** ของจริง พิสูจน์ได้ อธิบายอย่างละเอียด ( 20 หน้า A4 ) อ่านจบ รู้จริง Print ได้ที่......www.maxxcons.com......( หาได้จาก Google เท่านั้น ) แจกจริง ไม่เน้น ธุรกิจ ครับ
maxxmadman

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 27 เม.ย. 2551 (20:53)

ในความรู้ของข้าพเจ้าที่อ่านจากโลกพระศรีอารย์อยู่แค่ปลายจมูกของท่านพุทธทาสมีความรู้สึกทางสมาธิว่าโลกพระศรีอารย์เกิดขึ้นแล้วตามคำทำนายหลายๆๆศาสนาแต่มนุษย์ด้วยกันยังมีกิเลสมากน้อยต่างกันก็ยังมองไม่เห็นเว้นเสียแต่ท่านที่มีธรรมชั้นสูงของแต่ละศาสนาในคำทำนายยุคพระศรีอารย์เป็นอย่างไรในยุคพุทธกาล2500กว่าปีมาแล้วทำนายว่ายุคนั้นจะมีม้าขาวบินรอบโลกซึ่งเป็นการเปรียบเทียบก็เป็นเครื่องบิน จรวดที่เป็นวัตถุบินได้รอบโลกซึ่งเกิดมาไม่ถึง 100ปีนี้เอง  คนยุคนั้นจะหูทิพย์ตาทิพย์ ก็เป็นจริงในปัจจุบันที่มีโทรทัศน์ วิทยุ โทรศัพท์และทีวีมือถือ  โลกจะสว่างทั้งกลางวันและกลางคืน ก็ปัจจุบันมีระบบไฟฟ้าสว่างไสวทั้งคืนไม่ต่างจากกลางวันซึ่งมนุษย์2500ปีที่แล้วมาเห็นคงตกใจแน่นอน ในยุคนั้นมีต้นกัลปพฤกษ์ทั้งสี่มุมเมืองซึ่งเข้าใจว่าเป็นการเปรียบเสมือนมากว่าดัง่เช่นห้างสรรพสินค้าเช่นบิ๊กซี โลตัส เว็นทรัล เดอะมอลล์ แคร์ฟูร์ มีเกือบทุกมุมเมืองและทุกมุมโลก มีของใช้ตั้งแต่ของเล็กจนสินค้าใหญ่ใครอยากได้อะไรก็ไปเอาที่นั่นตามบุญบารมีที่มีเงืนมากหรือน้อยซึ่งน่าเป็นการตีความหมานเช่นนี้มากกว่า  อายุคนในยุคนี้มีอายุยืนเป็นแปดหมื่นปีชึ่งท่านพุทธทาสเปรียบตีโจทย์แตกได้ถูกต้องหมายความว่าไม่ใช่มนุษย์มีอายุจริงเป็นเวลาแปดหมื่นปี แต่เป็นสภาวะคนในยุคนี้ปฏิบัติธรรมจนกิเลสน้อยลงจนไม่มีเลย จะมีความรู้สึกว่าชีวิตเวลามันยาวนานมากเป็นพันเท่ากว่าปกติถ้าเปรียบอายุพระพุทธเจ้า 80ปีหรือมนุษย์อายุนาน 80ปีจะมีความรู้สึกว่าอายุยืนเวลามันนานกว่าเป็น 1000 เท่า เท่ากับมีอายุเวลายาวนาน 80000 ปีทีเดียว ซึงถ้านักปฏิบัติที่กิเลลน้อยมากจนไม่เหลือจะเข้าใจ เพราะหมดกิเลสต้องการสิ่งใดๆๆบนโลกแล้วเวลาที่เหลืออยู่มันยาวนานจริงซึ่งต่างจากคนที่มีกิเลสเป็นมนุษย์ปกติจะรู้สึกว่าวันเวลามันสั้นนักวันๆๆหมดเวลาไปเร็วมากเพราะต้องทำมาหากินมีกิเลสมากก็จะรู้สึกเวลาสั้นอายุก็สั้นตามไปด้วย  ดังนั้นข้าพเจ้าเห็นว่าโลกพระศรีอารย์เกิดขึ้นแล้วมีความเจริญทางวัตถุอย่างมากและก็มากขึ้นแต่ยังขาดความเจริญทางธรรมในจิตใจของแต่ละศาสนานั้นๆๆด้วย ดังนั้นถ้ามนุษย์มีความเจริญจิตใจเท่ากันหมดในทุกศาสนาก็จะทำให้มนุษย์ด้วยกันรักกันทุกเผ่าพันธุ์ทุกเชื้อชาติ โลกก็จะเป็นหนึ่งเดียวไร้พรมแดนทางจิตทันที  สำหรับองค์พระศรีอารย์ทีจะเสด็จมานั้นเป็นการรอคอยของมนุษย์บนโลกทุกชาติทุกศาสนาทุกเผ่าพันธุ์ แต่ในระหว่างนี้ที่ท่านเสด็จมากแล้วแต่ยังไม่ปรากฎไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่าที่ท่านเตรียมตนให้เข้าถึงพร้อมที่ละความชั่วทั้งมวลหรือยัง ข้าพเจ้าเคยสมาธิอธิฐานจิตเมื่อ 8 ปีที่แล้วว่า ถ้าพระศรีอาย์เสด็จมาเกิดเป็นคนไทยจริงแล้วขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที้งจักรวาลและบารมีขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์จงบันดาลให้ หิมะตกในประเทศไทยด้วยเทอญ ซึงวันนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยที่หิมะจะตกมาได้แต่เป็นการตั้งจิตขอบารมีและแล้ววันนี้ข้าพเจ้าทราบข่าวทางทีวีและหนังสือพิมพ์ว่า หิมะตกที่ดอยช้าง จังหวัดเชียงราย เป็นเวลา 30 นาที  ใช้เวลาละลาย2-3 วัน  ข้าพเจ้าทราบข่าวแล้วขออนุโมทนาด้วย น้ำตาหลั่งด้วยความปิติยินดีที่พระองค์เกิดที่ประเทศไทยและจะช่วยชาวโลกให้อยู่เย็นเป็นนิพพานทั้งโลกความเป็นจริงของวัตถุและจิตใจ  ข้าพเจ้าหวังว่าขอรอชมบารมีที่ท่านสุกงอมที่จะช่วยโลกโดยไม่เปิดตัวว่าเป็นพระศรีอารย์หรอก ลักษณะการทำงานปฏิบัติการจะเป็นตัวแสดงต่อสายตาชาวโลกเอง เชื่อว่าพระองค์ท่านจะไม่แสดงตัวแต่ผลงานจะปรากฏต่อชาวโลกแม้แต่ประเทศทิเบตก็จะเป็นอิสระจากจีนได้เพราะพระองค์


ecc เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 9,370 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

โลกพระศรีอารย์อยู่แค่ปลายจมูก [19,222]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [520,979]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [372,281]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [285,387]
Global Warming { English } [119,608]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.