คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/16387" type="text/javascript"></script>
การเป็นพุทธบริษัทที่ถูกต้อง
พุทธบริษัท ผู้ที่เป็นผู้รู้ เป็นผู้ตื่น เป็นผู้เบิกบาน มีความวิเศษสนใจศึกษาธรรมนี่ไว้เป็นหลักประจำใจเสมอ ทำตนให้เป็นผู้รู้ รู้สิ่งที่ควรจะรู้ แล้วตื่นจากหลับ มีกิเลส อวิชชา ตื่นมาเสียจากอวิชชา
ผู้เขียน: พุทธทาสภิกขุ ชมแล้ว: 19,003 ครั้ง
post ครั้งแรก: Thu 8 February 2007, 2:19 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 8 February 2007, 4:59 pm
อยู่ในส่วน: บุคคลสำคัญไทย

หน้าที่ 1 - ศาสตร์ของคนตื่น
ท่านสาธุชนทั้งหลาย การแสดงธรรมในวันนี้ ขอกล่าวในลักษณะบรรยายปาฐกถาธรรมหรือธรรมกถา เป็นการสะดวกดีและได้ประโยชน์เต็มที่ แทนที่จะนั่งเทศน์อย่างตามธรรมเนียม

ข้อแรกที่สุดนี้ขอแสดงความยินดีในการมาของท่านทั้งหลาย มาสู่สถานที่นี้และในลักษณะอย่างนี้ คือปรารถนาจะศึกษา และขอแสดงความยินดีในการที่ว่าเราได้มานั่งกันกลางดิน ซึ่งไม่มีกี่แห่งนักที่จะนั่งพูดนั่งเทศน์กันกลางดิน ขอให้เข้าใจว่าเป็นการต้อนรับท่านทั้งหลายด้วยสถานที่อันสูงสุดศักดิ์สิทธิ์ เพราะว่าพระพุทธเจ้าประสูติกลางดิน เพราะว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้กลางดิน เพราะว่าพระพุทธเจ้าสอนกลางดิน พระพุทธเจ้าอยู่กลางดิน พระพุทธเจ้านิพพานกลางดิน เคยได้ยินได้ฟังกันมาแล้วว่า ท่านประสูติกลางดินต้นไม้สาละ ท่านตรัสรู้กลางดินโคนต้นโพธิ์ ท่านสอนกลางดินทั่วๆไปไม่ว่าที่ไหนแม้โรงธรรมที่อยู่ที่วัดก็เป็นกลางดิน กุฏิของท่านก็พื้นดิน แม้ในที่สุดท่านนิพพานก็กลางดิน ขอให้สนใจกลางดินเมื่อได้นั่งกลางดิน

ขอให้มี พุทธานุสติระลึกถึงพระพุทธเจ้า เอามือประคองแผ่นดินในฐานะเป็นสิ่งสูงสุดศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับพระพุทธองค์อย่างนี้ เราจะได้มีจิตใจที่มีปิติปราโมทย์มากกว่าธรรมดา มีพุทธานุสติมากกว่าธรรมดา เป็นจิตใจที่พร้อมที่จะเข้าถึงธรรมะ ชนิดที่สำเร็จประโยชน์ได้ ขอแสดงความยินดีในการที่ได้มานั่งกันกลางดินในลักษณะอย่างนี้ ทีนี้ก็ขอแสดงความยินดีที่ว่าท่านทั้งหลายสามารถที่จะสวดมนต์มีคำแปลเป็นภาษาไทยได้ ขอนี้ก็มีความสำคัญ คือหมายความว่าได้มีความก้าวหน้าขึ้นไปขั้นหนึ่งจนถึงกับรู้ความหมายของบทที่สวด ถ้าไม่รู้ความหมายของบทที่สวด

2674


ท่านลองคิดดูทีว่ามันจะเป็นอย่างไร มันก็คงจะคล้ายกับนกแก้วนกขุนทองมากกว่า ถ้ารู้ความหายของคำที่สวด มันก็เป็นเรื่องของพระธรรมที่แท้จริงเมื่อเรารู้สิ่งที่เรากำลังสวด ท่านคิดดูให้ดีๆว่ามันต่างกันอยู่เป็นสองอย่าง หากคนพวกหนึ่งมีแต่เชื่อ เชื่อ เชื่อ อย่างเดียว เชื่อในพระธรรม เชื่อในบทสวด เชื่อในนี้ แต่ไม่รู้ว่าว่าอะไร แม้ว่าเชื่อว่าพระพุทธเจ้าจะเป็นที่พึ่งได้จริง แต่ก็ไม่รู้จักพระพุทธเจ้า เชื่อว่าพระธรรมมีจริง แต่ก็ไม่รู้จักพระธรรม เชื่อว่าพระสงฆ์ปฏิบัติดีจริง แต่ก็ไม่รู้จักพระสงฆ์ อย่างนี้เราไม่เพียงแต่ เชื่อเชื่อเชื่อ อย่างหลับหูหลับตางมงาย

เรารู้ว่าสิ่งที่เราเชื่อนั้นมันคืออะไร มันเป็นอย่างไร มันดีอย่างนั้น เช่นที่สวดมนต์จะเชื่อว่าดีมีประโยชน์ มันก็เชื่อเท่านั้นแหละ มันก็เชื่อๆไปเท่านั้นแหละ แต่ถ้ารู้ว่ามนต์หรือพระธรรมนั้นว่าอย่างไรนี่มันรู้มันไม่ใช่เชื่อ เชื่อมันอย่างหนึ่ง รู้มันอย่างหนึ่ง ถ้าดีแต่เชื่อแล้วไม่รู้ มันก็ท่าจะยังนอนหลับอยู่ ไม่ถูกต้อง เป็นพุทธบริษัทนี่มีความหมายว่าอย่างไร คงจะเป็นที่เข้าใจกันอยู่แล้ว และควรจะเข้าใจกันอยู่ตลอดไปว่าพุทธบริษัทนั้น มีความหมายว่า เป็นผู้รู้ เป็นผู้ตื่น เป็นผู้เบิกบาน มีความวิเศษสนใจศึกษาธรรมนี่ไว้เป็นหลักประจำใจเสมอ ทำตนให้เป็นผู้รู้ รู้สิ่งที่ควรจะรู้ แล้วตื่นจากหลับ มีกิเลส อวิชชา ตื่นมาเสียจากอวิชชา หลับด้วยอวิชชานั่นแหละเป็นความหลับ แล้วตื่นขึ้นมาเสีย แล้วก็เป็นผู้เบิกบาน เบิกบานคือไม่มีความทุกข์ในทุกกรณี เบิกบานอย่างยิ่งขึ้นไปก็คือว่า ไม่มีความกระวนกระวาย ไม่ถูกปรุงแต่งให้ดิ้นรน เป็นความสงบอย่างสูงสุด สิ่งที่เป็นความเบิกบานอย่างสูงสุด ดีใจมันก็เต้นเร่าๆไป หัวเราะเร่าๆไป มันก็ถูกกระทำให้จิตใจหวั่นไหว ดีใจก็หวั่นไหว เสียใจก็หวั่นไหว ถ้าจิตสงบที่แท้จริงมันก็ไม่ดีใจ มันก็ไม่เสียใจ ขอให้เข้าใจว่าความสงบนั้นน่ะเป็นความเบิกบานที่แท้จริง ขอให้เราได้มีความสงบซึ่งจะได้ชื่อว่าเป็นผู้เบิกบาน เป็นผู้รู้เป็นผู้ตื่นเป็นผู้เบิกบานนี่พูดเป็นไทยๆฟังง่ายดี

แต่คำว่า พุทธะ พุทธะคำเดียวนี่แหละมันแปลว่าเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เราเป็นพุทธบริษัทก็ต้องเป็นผู้รู้ เป็นผู้ตื่น เป้นผู้เบิกบาน อย่าให้เป็นคนโง่เขลางมงาย อย่าให้หลับอยู่ด้วยความโง่เขลา อย่าให้ซบเซาอยู่ด้วยความทุกข์ ขอให้สนใจที่จะเป็นผู้รู้ เป็นผู้ตื่น เป็นผู้เบิกบาน ให้พยายามทำอยู่เสมอ รักษาไว้ให้ดีที่สุด ให้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วมันเสียความหมายของความเป็นพุทธริษัท คำว่าพุทธระมันแปลรู้จริงว่าเป็นผู้รู้ ผู้ตื่นผู้เบิกบาน คำว่าไสยยะนั้นมันแปลว่าหลับ ไสยศาสตร์แปลว่าศาสตร์ของคนหลับ พุทธศาสตร์แปลว่าศาสตร์ของคนตื่น หลับคือไม่รู้อะไรตามที่เป็นจริงเมื่อคนหลับ มันก็ฟังไปอย่างงมงายอย่างเป็นพิธีรีตอง เป็นเรื่องงมงาย เป็นเรื่องไม่มีเหตุผล เป็นเรื่องคิดแต่จะพึ่งสิ่งอื่นนอกจากตน ไม่มีหลักว่าตนจะเป็นที่พึ่งแก่ตน ถ้าเป็นอย่างนี้ก็เรียกว่า ไสยศาสตร์ ศาสตร์ของคนหลับ

เมื่อเป็นพิธีรีตองไปแล้ว พอจะพูดอย่างหนึ่ง มันก็ว่า ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเสียเลย แต่แล้วมันก็เป็นลูกอ่อน ไม่รู้จักโต ลูกอ่อนนั้นมันต้องรู้จักโต คนปัญญาอ่อนนั้นมันต้องค่อยๆกลายเป็นคนปัญญากล้าแข็ง เมื่อเป็นคนปัญญาอ่อนต้องถือไสยศาสตร์อยู่ตลอดไปเลย เหมือนว่าเราเกิดมาเป็นลูกเด็กๆ เรายังไม่รู้ว่าต้องเชื่ออย่างไสยศาสตร์ นับถือสิ่งนั้นสิ่งนี้ไปไม่มีเหตุผลตามประสาที่เข้านับถือกันมา แต่ถ้าเราโต โตขึ้นมาอย่างนี้ มารับนับถือพระพุทธศาสนาอย่างนี้ ก็ต้องตื่นจากหลับ คือกิเลส ถ้าสละไอ้สิ่งที่เรียกว่าไสยศาสตร์ไปเสีย มาถือเอาพุทธศาตร์ ให้ไสยศาสตร์เป็นมรดกสำหรับคนปัญญาอ่อน ใครปัญญาอ่อนก็เอาไสยศาสตร์ไปก็แล้วกัน ใครปัญญากล้าแข็งพอตัวแล้วก็ถือพุทธศาสตร์ไม่ต้องถือไสยศาสตร์ อย่างนี้จึงจะเรียกว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ คือถือสิ่งที่เป็นที่พึ่งได้จริง

พระพุทธเจ้าท่านนั้นสอนในหน้าที่ เราทำหน้าที่ หน้าที่นั้นแหละเป็นที่พึ่ง ขอให้ดูให้ดีๆ พระพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบหน้าที่ แล้วก็นำมาสอน พระองค์ทำหน้าที่ของพระองค์เสร็จแล้ว แล้วก็สอนให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม ให้รอดตัวได้ด้วย นี่พระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ พระธรรมก็คือตัวหน้าที่ที่ทรงค้นพบและนำมาสอน อยู่ในรูปของปริยัติคือสิ่งที่ต้องศึกษาเล่าเรียน อยู่ในรูปตัวบทก็มี อยู่ในรูปการปฏิบัติกายวาจาใจก็มี อยู่ที่ในรูปของผลของการปฏิบัติได้รับความสุขสงบเย็นเป็นมรรคผลนิพพานอยู่อย่างนี้ก็มี อย่างนี้เรียกว่าพระธรรมคือหน้าที่ ทีนี้พระสงฆ์ก็คือผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้สำเร็จ พระธรรมไม่เป็นหมัน ถ้าไม่มีใครปฏิบัติหน้าที่ พระธรรมก็เป็นหมันคือไม่ได้ประโยชน์อะไร ต่อเมื่อมีผู้ปฏิบัติหน้าที่ ผู้ปฏิบัติก็ได้รับประโยชน์ พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ได้รับประโยชน์แล้วเป็นตัวอย่างที่ดีให้บุคคลอื่นปฏิบัติตามคำสอนสืบๆกันมา ช่วยเหลือกันมา ให้เวลาปฏิบัติได้รับผลของหน้าที่ พระพุทธ พระทำ พระสงนี้ล้วนแต่เป็นเรื่องของหน้าที่ทั้งนั้น ขอให้เข้าใจให้ดีๆ เราจะไม่มีความทุกข์ จะเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานนี้ เราจะต้องเคารพ สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านเคารพ

2675


ท่านทั้งหลายบางคนอาจจะยังไม่รู้ รู้แต่ว่าเราเคารพพระพุทธเจ้า และก็ไม่รู้ว่าเหนือพระพุทธเจ้าขึ้นไปมีอะไรอีก เหนือพระพุทธเจ้าขึ้นไปก็มีสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านเคารพ สิ่งนั้นคือพระธรรมหรือหน้าที่ ในความหมายที่เรียกว่าหน้าที่ เมื่อพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้แล้วใหม่ๆ ท่านมีคำถามในใจว่าต่อไปนี้จะเคารพใคร ในที่สุดท่านก็ค้นพบว่า เคารพธรรมะ คือหน้าที่คือสิ่งที่ได้ตรัสรู้นั่นแหละ คือหน้าที่และสิ่งที่ต้องปฏิบัติ หน้าที่คือสิ่งที่ต้องปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ ได้นั่นแหละคือหน้าที่ ตถาคตก็เคารพหน้าที่และก็ประกาศก้องออกไปว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์เคารพธรรมะ คือหน้าที่ นั้นในอดีต อนาคต ปัจจุบัน คิดดูให้ดีว่าเหนือพระพุทธเจ้าขึ้นไปยังมีสิ่งที่พระพุทธเจ้าเคารพ แต่เราไม่ค่อยจะรู้จักสิ่งนั้น เคารพอยู่แค่พระพุทธเจ้า ก็เลยไม่ได้ทำหน้าที่ แล้วจงดูพระพุทธเจ้าท่านเคารพหน้าที่เหลือประมาณ

หน้าที่ของท่านเช่นวันหนึ่งๆ รอบวงวันหนึ่งคืนหนึ่ง เช้าให้พร ก่อนสว่างท่านได้ทวนว่าวันนี้จะไปทางไหน จะไปโปรดสัตว์ทางไหน ก็ได้สังเกตเห็นตลอดวันทั่วๆไปว่าที่นั่นมีนี่ ที่นี่มีนั่น วันนี้เหมาะสมที่จะไปโปรดสัตว์ทางไหน ที่ไปโปรดสัตว์จริงๆแปลว่าไปในนามของการ บิณฑบาต ไปบิณฑบาตจะไปในทางนั้นเพื่อได้พบกับคนที่ต้องการจะพบและจะสอน การไปบิณฑบาตนั้นน่ะเป็นหนทางที่จะพบกับคนที่จะสอน เป็นช้างม้าก็มี เป็นเศรษฐี ข้าราชการ ราชา มหากษัตริย์ก็มี เห็นไหม ที่อื่นที่เป็นข้าศึกกันพระพุทธเจ้าก็ยังเสด็จผ่านไป ให้เกิดการพบปะเทศนาหารือสั่งสอน นี่ท่านก็นึกว่าวันนี้จะไปที่ไหน พอสว่างขึ้นมาท่านก็เสด็จไปที่นั่นในฐานะไปบิณฑบาต ได้พบเจ้าของบ้าน ได้ขึ้นไปนั่งในเรือนเจ้าของบ้าน ได้ฉันอาหาร ได้สนทนา ได้พูดจากันจนเป็นเรื่องเป็นราวที่เป็นประโยชน์ บางทีไปโปรดชาวนาที่กำลังไถนาอยู่ก็มี นี่เรียกว่าไปโปรดสัตว์แท้ๆ ไม่ใช่ที่เข้าใจว่าโปรดสัตว์น่ะคือไปบิณฑบาต ที่จริงการบิณฑบาตน่ะเพื่อเป็นโอกาสให้ได้ โปรดสัตว์ ท่านจึงไปโปรดสัตว์ตามที่ท่านนึกค้นคิดหาไว้ก่อนสว่างไว้ว่าวันนี้จะไปไหน บางทีจนสายจนเที่ยงกว่าจะได้กลับวัด ตอนเที่ยงก็พักผ่อนเพราะแดดร้อนซึ่งเป็นธรรมดา ตอนบ่ายตอนเย็นก็สอนประชาชนที่ไปที่วัด ท่านสอนไม่เห็นแก่พักผ่อน พอค่ำลงก็สอนภิกษุสามเณรที่อยู่ในวัด พอดึกเข้าก็สอนเทวดาและแก้ปัญหาเทวดา เทวดานี่คือพวกราชา มหากษัตริย์โดยสมมติว่าเป็นสมมติเทพหรือเทวดาที่ลงมาจากสวรรค์โดยทรงเป็นอุปปัติเทพก็ตาม เข้ามาในเวลาดึก มันเป็นธรรมเนียมอย่างนั้น เลยดึกไป เทวดากลับแล้ว จึงจะได้พักผ่อนนิดหน่อย พอก่อนหัวรุ่งไปก็เล็งญาณสอดส่องไปว่าวันนี้จะไปที่ไหน ทำอย่างนี้ทุกวันๆ ดูท่านทำหน้าที่ ครบวงจร ทำหน้าที่จริงจังมากกกว่าพวกเรามาก

ที่เห็นว่าท่านเคารพหน้าที่ของพระพุทธเจ้า ท่านจึงทำหน้าที่ของพระพุทธเจ้า ถ้าท่านไม่ทำหน้าที่ของพระพุทธเจ้า ท่านก็ไม่เป็นพระพุทธเจ้าสิ พูดง่ายๆอย่างนี้แหละ แต่ท่านยืนยันว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์เคารพหน้าที่ และสิ่งสูงสุดที่พระพุทธเจ้าเคารพเราไม่ค่อยสนใจ เราไม่ค่อยรู้จัก เรารู้จักแค่พระพุทธเจ้าเท่านั้นเอง ไม่รู้จักว่าที่อยู่เหนือพระพุทธเจ้าขึ้นไปคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าเคารพ แล้วเราก็เลยไม่เคารพสิ่งนั้น บางทีไม่รู้จักด้วยซ้ำไปว่าเป็นสิ่งสูงสุดจนพระพุทธเจ้าก็เคารพ ฉะนั้นต่อไปนี้ก็ขอให้สนใจ เข้าใจว่ามันมีสิ่งที่พระพุทธเจ้าเคารพ เราจงเคารพสิ่งนั้น แล้วจะหมดปัญหา จะดับทุกข์ได้โดยประการทั้งปวง ตัวเองก็จะรอด คนอื่นก็จะรอด ทั้งโลกก็จะรอดถ้าเคารพสิ่งนั้น พระพุทธเจ้าท่านเสด็จโปรดสัตว์ไม่ใช่นั่งรถเที่ยวเหมือนเดี๋ยวนี้ แม้แต่รถก็ไม่มี เกวียนก็ไม่นั่ง เสด็จดำเนินด้วยพระบาท หนทางเป็นโยชน์ๆ เสด็จไปเพื่อโปรดสัตว์ วันที่จะปรินิพพานอยู่แล้ว วันนั้นก็ยังดำเนินเป็นโยชน์ๆทั้งๆที่จะนิพพานอยู่แล้ว ตอนกลางวันก็เดินเป็นโยชน์ๆ ค่ำลงก็นิพพาน กำลังจะปรินิพพานหยกๆแล้วยังมีปริพาชกคนหนึ่งมาทูลถามปัญหาขอให้โปรด จะนิพพานอยู่หยกๆแล้ว พระสงฆ์ทั้งหลายไล่ปริพาชกคนนั้นให้ออกไปอย่ามากวน พระพุทธเจ้าท่านได้ยินบอกว่าอย่าไล่เขา บอกให้เขามา ให้มาพูดมาสอนปริพาชกได้สำเร็จได้บวชเป็นพระอรหันต์ในที่สุด ดูสิ ไม่กี่นาทีจะนิพพานอยู่แล้วยังทำหน้าที่ของท่าน

เรียกได้ว่าท่านทำหน้าที่จนวาระสุดท้าย พูดภาษาธรรมดาชาวบ้านก็คือทำงานจนตาย ดูที่ท่านเคารพหน้าที่เถิด สิ่งสูงสุดที่พระพุทธเจ้าเคารพนั้นคือหน้าที่ ฉะนั้นขอให้เราทั้งหลายทุกคนรู้จักสิ่งนี้ แล้วก็เคารพหน้าที่ ก็จะได้ชื่อว่าเคารพสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงเคารพ ดูตัวอย่างพระพุทธองค์ได้ทรงทำหน้าที่พระพุทธองค์อย่างไร เราก็ต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ให้มากที่สุด ให้สุดความสามารถที่สุดอย่างนั้น ธรรมะ ธรรมะ คำนี้แปลว่าหน้าที่ มีพูดกันอยู่ก่อนพระพุทธเจ้าเกิด ฟังให้ดีๆนะ ตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้าเกิด เขาใช้พูดกันอยู่แล้ว เขาหมายถึงหน้าที่ คือสิ่งสูงสุดที่ถ้าไม่ทำแล้วมันตาย ถ้าไม่ทำหน้าที่แล้วมันตาย หน้าที่ทุกชนิดเรียกว่าธรรมะทั้งนั้น จะเป็นมนุษย์คนแรกที่ว่าพ้นจากความป่าเถื่อนแล้วจะสังเกตเห็นหน้าที่ที่มนุษย์ต้องกระทำ เราจะเรียกมันว่าธรรมะ ธรรมะ ธรรมะ แปลว่าหน้าที่ แต่ตัวหนังสือหรือคำพูด ธรรมะนี้ แปลว่าสิ่งที่ยกชูขึ้นไว้ ทรงขึ้นไว้ ชูขึ้นไว้ในกิริยานั้นเรียกว่าธรรมะ ยกขึ้นไว้ชูขึ้นไว้ไม่ให้พลัดตกลงไป เป็นภาษาอินเดียโบราณตั้งแต่นู้น เรียกว่า ธรรมะ ถ้าเป็นภาษาไทยเราเรียกว่าหน้าที่ หน้าที่นั้นแหละคือสิ่งที่ยกเราขึ้นไว้ไม่ให้พลัดตกลงไปในความทุกข์ เช่นเดียวกับธรรมะ แปลว่าสิ่งที่ทรงผู้ปติบัดไว้ไม่ให้พลัดตกลงไปในความทุกข์ ธรรมะกับหน้าที่เป็นคำเดียวกัน มีความหมายอย่างเดียวกัน แล้วก็ต้องทำ ถ้าไม่ทำก็คือตาย


หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 2 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 12 ก.พ. 2550 (07:19)
ขอแสดงความยินดีผู้ที่ทำหัวข้อนี้ขึ้นมา เพื่อให้บุคคลทั้งหลายได้อ่าน เพื่อว่าจะได้เป็นวิทยาทานต่อไปครับ..ง
ทุ่งรวงทอง เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 140 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 24 ก.พ. 2550 (22:29)
ขอบคุณผู้ที่นำบดความนี้มาเผยแพร่ ให้ทุกท่านได้ทำหน้าที่ ของพุทธบริษัทที่ถูกต้องด้วยเทอญ
สาธุ
Phat-offside เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 9,266 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

การเป็นพุทธบริษัทที่ถูกต้อง [19,004]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [520,417]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [371,671]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [281,271]
Global Warming { English } [117,272]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.