 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/16394" type="text/javascript"></script> |
|
วิธีทำสมาธิเบื้องต้น
สมาธิที่ธรรมชาติมอบให้มานั้น ยังไม่พอ เราจำต้องทำให้ถึงที่สุด มีจิตใจก้าวหน้าในทางที่จะมีสมาธิยิ่งขึ้นไปในทุกกรณี สนใจสมาธิ สมกับเราผู้เป็นพุทธบริษัท นับถือพระพุทธศาสนา แล้วจะมีความสุขที่แท้จริง
post ครั้งแรก: Fri 9 February 2007, 2:48 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 14 February 2007, 5:39 pm
|
หน้าที่ 1 - จิตที่เป็นสมาธิ
บัดนี้ที่เรามานั่งอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ในลักษณะอย่างนี้ ขอทำในใจให้ถูกต้องว่า มานั่งอยู่ในที่อันศักดิ์สิทธิ์ คือพื้นดิน พระพุทธเจ้าประสูติกลางดิน ตรัสรู้กลางดิน สอนกลางดิน อยู่กลางดิน แล้วก็นิพพานกลางดิน นั้นถือว่าแผ่นดิน เป็นที่นั่ง ที่นอน ของพระพุทธเจ้า ท่านพระพุทธเจ้าประสูติโคนต้นไม้ต้นสาละ และตรัสรู้โคนต้นไม้ ไม้อัสถะ สอนส่วนใหญ่ใต้ต้นไม้ แล้วก็นิพพานใต้ต้นไม้ บัดนี้เรามาอยู่ในสถานที่เช่นนั้น คือ ใต้ต้นไม้ และกลางดิน เอามือลูบดินดู ในใจก็ให้คิดถึงพระพุทธเจ้า จะได้เกิดความรู้สึกผิดไปจากธรรมดา ที่จะรู้จักธรรมะได้ง่ายเข้า ขอให้เข้าใจว่าไม่มีศาสดาองค์ไหน ศาสนาไหน ตรัสรู้ในโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย แต่ตรัสรู้กลางดิน ขอให้เสพเสนาสนะนี้เป็นพิเศษ มีจิตใจหนักแน่น เหมือนแผ่นดิน อันเป็นที่รองรับวิชาความรู้อันพึงมีพึงได้
วันนี้จะได้พูดกันถึง
เรื่องการทำสมาธิ หรือวิธีการทำสมาธิ ตามที่ได้ปรารภไว้ นี่ก็เป็นเรื่องสมควรอย่างยิ่ง มีเหตุผลอย่างยิ่ง ในการศึกษา เพราะว่าการศึกษาทางรอดในพระพุทธศาสนาก็มีอยู่ ตามขั้นตอนคือ ศีล สมาธิ และปัญญา ความถูกต้องทางกาย ทางวาจา ที่ไม่มีที่ตำหนิก็เรียกว่า ศีล ความถูกต้องทางจิตที่ไม่มีอะไรให้เศร้าหมอง ก็เรียกว่า สมาธิ ความถูกต้องทางปัญญา ก็เรียกว่า ปัญญา ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องศึกษากันเรื่อยไป วันนี้จะพูด เรื่องการทำ
สมาธิ อันเป็นสิกขา ส่วนที่สอง เพื่อประโยชน์แก่การทำหน้าที่ทั่วๆไปด้วย และ
เพื่อประโยชน์ของการประพฤติธรรมในพระพุทธศาสนาด้วย
เรื่องสมาธินี่ยังได้รับความสนใจกันน้อย สนใจกันไม่คุ้มค่าที่มันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก จะด้วยเหตุใดก็สุดแท้ จึงขอบอกกล่าวว่าเป็นสิ่งที่ควรสนใจอย่างยิ่ง เพราะว่า
การทำกิจกรรมใด ด้วยจิตที่เป็นสมาธินั้น ย่อมเป็นผลดีถึงที่สุดเสมอไป ถ้าในชั้นแรกนี่ ก็ให้สนใจ เรื่องสมาธินี่ เป็นสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้มา สิ่งมีชีวิตสามารถทำสมาธิได้ ตามสมควรแก่ฐานะของตน แต่ว่าสมาธิที่ธรรมชาติมอบให้มานั้น ยังไม่พอ ต้องทำให้ถึงที่สุด อย่างคนเราพอตั้งใจจะทำอะไร มันก็มีสมาธิขึ้นมาเอง อย่างทหารจะยิงปืน มันก็เรียกสมาธิขึ้นมาเอง ขึ้นอยู่ว่า จะเรียกได้มากหรือน้อย ถ้ามาก มันก็ทำได้ดี อย่างเด็กๆจับก้อนอิฐขึ้นมาจะขว้างอะไรสักอย่างหนึ่ง มันก็เรียกสมาธิขึ้นมาเอง มันจึงขว้างถูก แต่ถ้ามันได้ฝึกสมาธิให้มากกว่านั้น มากกว่าที่ธรรมชาติให้มา มันก็ดีกว่ามาก มากหลายเท่าทีเดียว จึงจะประสบความสำเร็จ แม้แต่เรื่องอื่นๆ ถ้าทำด้วยจิตที่เป็นสมาธิก็ย่อมได้ผลดีกว่าจิตที่เลื่อนลอย ทีนี้อยากให้ทราบว่าการทำสมาธิในหน้าที่ก็มี หรือจะทำในกิจกรรมทั่วๆไปก็มี ที่ว่าทำในหน้าที่โดยตรง คือผู้นั้นมีหน้าที่ทำสมาธิ ต้องการ และตั้งใจทำสมาธิ อยู่ในที่ที่ทำสมาธิ ทีนี้ทำในที่ทั่วไป ไม่ว่าจะทำอะไรก็ทำด้วยสมาธิ ลองสังเกตให้ดี แม้จะล้างจานข้าว ถ้าล้างด้วยสมาธิ มันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง คือล้างสะอาดที่สุด และจิตเป็นสมาธิ เป็นคุณธรรมที่จะมีเพิ่มขึ้นๆในตน แม้จะกวาดเรือน ซักผ้า ถ้าจิตที่มีสมาธิอยู่ในงานนั้น มันก็จะเป็นสมาธิ แล้วงานนั้นก็ดีด้วย เป็นว่าคนๆนั้นมีจิตใจก้าวหน้าในทางที่จะมีสมาธิยิ่งขึ้นไปในทุกกรณี ขอให้สนใจสมาธิ ไม่ใช่สำหรับคนอยู่ป่าบางคน หรือคนที่จะไปนิพพานแต่บางคน แต่มีประโยชน์ต่อทุกคน แม้ว่าจะอยู่ในโลกนี้ อยู่ด้วยจิตที่เป็นสมาธินั้น ข้อที่หนึ่งมันสบายมาก ข้อที่สองมันป้องกันกิเลส ป้องกันการฟุ้งซ่านทางจิต โรคประสาท โรคนอนไม่หลับ เป็นต้น
ขอให้สนใจสมาธิ สมกับเราผู้เป็นพุทธบริษัท นับถือพระพุทธศาสนา สิ่งใดที่ควรได้จากพระพุทธศาสนา ก็ขอให้ควรได้ จะไม่เสียทีที่เป็นมนุษย์ ได้พบกับพระพุทธศาสนา บางคนที่หงุดหงิด หรือกลุ้มใจ ก็หาวิธีแก้ด้วยเอาบุหรี่มาสูบ ยิ่งไปกว่านั้นก็เอาเหล้ามาดื่ม อันนั้นเป็นความเขลาไม่ได้แก้ความหงุดหงิดแห่งใจ เพียงแต่มันกลบเกลื่อน ปิดทับ กดเอาไว้ พอพ้นจากการกลบเกลื่อน มันก็เป็นเหตุให้แรงมากขึ้น สูบมากขึ้น ดื่มมากขึ้น หรือทำอบายมุขเพิ่มขึ้น ขอให้ใช้วิธีของพุทธบริษัท ถ้าหงุดหงิด ขอให้ไล่ไปเสีย ด้วยการทำสมาธิ ซึ่งไม่ต้องเสียค่าบุหรี่ ไม่ต้องเสียค่าเหล้า สูบมาก ควันไฟมันไปรมปอด ปอดมันเสียเร็ว มันตายเร็ว เพียงแต่ทำสมาธิ ความหงุดหงิด ร้อนใจ ไม่สบายใจใดๆ มันก็ถูกกำจัดเกลี้ยงไป นี่มันดีกว่า ไม่ต้องเสียเงิน และไม่ทำร้ายแก่ร่างกาย และจิตใจ และได้ผลดีกว่า ฉะนั้นให้มองเห็นในข้อนี้ก่อน
คนธรรมดามันต้องมีความรู้สึกที่รบกวนจิตใจ ให้ใจคอไม่โปร่ง ไม่เย็น นั่นแหละมี จึงเรียกกันในวัดว่า
นิวรณ์ทั้งห้า เช่นการคิดถึงเรื่องทางเพศมารบกวน มันก็อาจจะไม่ทำอะไรให้ดีได้ เขียนจดหมายสักฉบับ ก็เขียนไม่ได้ หรือความรู้สึกขัดใจอะไรอยู่ ใจก็ไม่สบาย ทำอะไรดีไม่ได้ บางทีใจเหี่ยว แฟบ มึนงง มันก็ทำไม่ได้ หรือบางทีก็ฟุ้งซ่าน จนทำอะไรก็ไม่ได้ บางทีก็ลังเล ใจแกว่ง ไปหมด อันนี้ก็ทำไม่ได้ เหล่านี้มีอยู่เป็นธรรมดาในหมู่คน เรียกว่า เครื่องรบกวนจิต หรือกั้นจิตไม่ให้รับความสงบ เราอย่าไปสูบบุหรี่ หรือ ดื่มเหล้า กระทำอบายมุข เพื่อกำจัดสิ่งเหล่านั้นเลย หรือแม้แต่ไปดูหนัง ละคร เพื่อให้ใจสบายขึ้น มันเป็นเรื่องผิดธรรมชาติ แล้วมันจะเลวร้ายยิ่งขึ้นไป ขอให้ขจัดด้วยการทำสมาธิ ด้วยวิธีที่ดีที่สุด ที่ผู้มีปัญญาไปค้นพบ ไปสอนมา เรื่อยๆมาจนถึงเราสมัยนี้ ทีนี้อยากจะทำอะไร คิดอะไร ตัดสินใจอะไร ที่ถูกต้องกว่าธรรมดา ก็จงทำสมาธิเถิด เพราะว่าเมื่อจิตเป็นสมาธิแล้วมันผ่องใส มันปลอดโปร่ง มันเห็นสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริงได้ ตามหลักบาลี ที่ว่า ผู้ที่เป็นสมาธิ ย่อมเห็นสิ่งทั้งปวง ตามสิ่งที่เป็นจริง จริงแล้วมันก็ควรเห็นอยู่ตามธรรมชาตินั่นแหละ แต่มันเห็นไม่ได้เพราะมันมีสิ่งที่มาปิดกั้น ที่ว่ามาคือนิวรณ์ทั้งห้า ถ้าขจัดนิวรณ์ไปได้ มันก็เห็น หรือจะเห็นยิ่งขึ้น ก็ทำมากขึ้น และด้วยการตรัสรู้ของพระศาสดา และ
พระอรหันต์ทั้งหลาย รู้เห็นได้ด้วยอำนาจของสมาธิ
ทีนี้ถ้าอยากจะพักผ่อน พักผ่อนมันเป็นสิ่งที่จำเป็น ถ้าพักผ่อนไม่พอ มันก็จะเป็นโรคภัยไข้เจ็บ หรือถ้าไม่ถูกวิธี มันก็อันตราย บางคนบอกว่าอยากให้จิตใจได้พักผ่อน แต่ก็ไปทำอะไรให้จิตใจพักผ่อนไม่ลง เช่น ไปดูหนัง ฟังดนตรี แท้จริงแล้วจิตไม่ได้พักผ่อน เพราะจิตต้องไปรับรู้อารมณ์ แค่ลืมอารมณ์เก่า แต่มารับอารมณ์ใหม่ นั่นไม่ใช่การพักผ่อน ถ้าอยากจะพักผ่อน จงทำสมาธิเถิด เมื่อกายระงับ กายก็พักผ่อน เมื่อจิตระงับ จิตก็พักผ่อน จะพูดเรื่อยๆไปจนถึงความสุข สิ่งที่มีความสุข ที่หาได้ทุกวัน นั้นหาได้จากสมาธิ ไม่ต้องเสียเงินซื้อหา เพียงแค่ หยุด ยุติ ทางจิต ก็เกิดการพักผ่อนลึกซึ้งแล้วรู้สึกเป็นสุข มันเป็นการหลับด้วยจิต ที่มีผลมากกว่าการหลับด้วยกาย ดังนั้นการหลับด้วยสมาธินั้น ตื่นขึ้นย่อมมีกำลังวังชาเพิ่มขึ้น มากกว่าการพักผ่อนทางกาย ถ้าพักผ่อนทางกาย แล้วจิตไม่ได้พักผ่อนอะไร ก็ไม่ได้ผลอะไร มันก็นอนสะดุ้งอยู่นั่นแหละ แม้แต่นอนหลับ แต่ภายในไม่ หยุด ก็มีฟัน ละเมอ ต่างๆนานา ดังนั้นขอให้จงทำสมาธิเถิด แล้วจะมีความสุขที่แท้จริง ไม่ใช่สุขหลอกลวง แล้วเป็นสุขที่ไม่ต้องเสียเงิน แล้วยังได้ผลได้กำไร คือเงินมันเหลือ
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 4 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 13 ก.พ. 2550 (13:36) ขอบคุณที่ให้สิ่งดีๆ ครับ
yodkhad@hotmail.com (IP:202.29.63.5)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 17 ก.พ. 2550 (23:37) 0.0
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 19 ก.พ. 2550 (13:13) อ่านแล้วดีค่ะ