 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/17794" type="text/javascript"></script> |
|
ระบบเน็ตเวอร์ก ความเร็วสูง แบบ ADSL
รูปแบบของการให้บริการอินเทอร์เน็ตได้รับการพัฒนาเรื่อยมา สอดคล้องกับความร้อนแรงของการแข่งขัน จนนำไปสู่การเสนอรูปแบบและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม เร็วกว่าเดิม และดีกว่าเดิมนั้นคือ ADSL
post ครั้งแรก: Tue 13 February 2007, 1:45 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 21 February 2007, 3:20 pm
|
หน้าที่ 3 - ความแตกต่างของ CAP และ DMT
หลักการทำงานและความแตกต่างของ CAP และ DMT
CAP (Carrierless Amplitude/Phase Modulation) เป็นเทคนิคที่ถูกพัฒนาขึ้นมาในช่วงแรก ซึ่งจะแบ่งย่านความถี่ออกเป็น 3 ช่วงกว้าง ๆ คือ ส่วนของการส่งข้อมูลแบบUpstream ,การส่งข้อมูลแบบ Downstream และ ส่วนของการส่งสัญญาณเสียง (Pots) ทำให้สายโทรศัพท์เพียงเส้นเดียวสามารถรับส่งสัญญาณเสียงและข้อมูลได้ในเวลาเดียวกัน Modem ที่มีการผสมสัญญาณแบบ CAP สามารถยอมรับ การสื่อสารข้อมูลในระบบ
ATM หรือแบบ
Packet รวมทั้ง การรับส่งข้อมูลแบบ
Synchronous Bit ได้อีกด้วย
CAP ได้นิยามมาตรฐานการทำงานของการสื่อสารข้อมูล 2 แบบ แบบแรกได้แก่ Class A ซึ่งสามารถขนถ่ายข้อมูลแบบ
Packet หรือแบบ
Cell ได้ ซึ่งช่องสัญญาณนี้ไม่ค่อยอ่อนไหวในเรื่องของ Delay มากนัก ส่วนแบบที่สองเรียกว่า Class B Service ซึ่งเป็นช่องสัญญาณที่ใช้ขนถ่ายข้อมูลที่ค่อนข้างเปราะบางต่อปัญหา Delay โดยช่องสัญญาณนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อขนถ่ายข้อมูลแบบ Bit Synchronous ตัวอย่าง เช่น สัญญาณ ISDN ที่ความเร็ว 16 kbps เป็นต้น ซึ่ง Class B นี้จะกำหนดให้ระบบ FEC(Forward Error Correction) เป็นเพียง Option เท่านั้น และช่องสัญญาณข้อมูลทั้งสองเมื่อรวมเข้ากับ EOC (Embedded Operations Channel) แล้วจากนั้นก็ป้อนเข้าสู่ ADSL Modem
DMT (Discrete Multitone) สำหรับ ระบบ DMT นั้น สายทองแดงคู่จะสามารถรองรับ Bandwidth ขนาด 1 MHz ที่อาจถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนที่ 1 สำหรับช่องสัญญาณเสียง และอีกส่วนหนึ่งสำหรับช่องสัญญาณข้อมูล ซึ่งจะมีการแบ่งแต่ละช่วงความถี่ ออกเป็นช่วงเล็ก ๆ อีกโดยเรียกว่า Bin ซึ่งแต่ละ Bin จะถูกแบ่งออกเป็น Bin ละ 4 KHz ซึ่งเทคนิคนี้จะมีคุณสมบัติพิเศษคือ มันจะสามารถเลือกย่านความถี่ที่เหมาะสม กับสภาพแวดล้อมและคุณภาพสายในขณะนั้นได้โดยอัตโนมัติ เช่นเมื่อใดที่เราใช้โทรศัพท์ เสียงจะถูกส่งผ่านไปทางช่องสัญญาณเสียงที่มีความถี่ต่ำกว่า 4 KHz ขณะที่ ADSL จะใช้ช่วงสัญญาณที่สูงกว่า ทำให้ข้อมูลคอมพิวเตอร์สามารถอยู่แยกออกต่างหากจากข้อมูลเสียง ข้อมูลที่ส่งจากคอมพิวเตอร์ไปยังอินเทอร์เน็ต จะใช้ช่องสัญญาณหลาย ๆ ช่องสัญญาณรวมกัน เพื่อให้ได้อัตราการรับส่งข้อมูลดีที่สุด ขณะที่สัญญาณที่ส่งมาจากอินเทอร์เน็ตไปยังคอมพิวเตอร์ จะใช้ช่องสัญญาณอีกกลุ่ม ทำให้สามารถคุยโทรศัพท์ขณะที่ Download ข้อมูลได้โดยไม่ทำให้อัตราความเร็วของการ Download นั้นลดลงแต่อย่างไร แนวความคิดพื้นฐานของการแยก Bandwidth ที่มีอยู่ให้เป็นช่องสัญญาณย่อย ๆ เป็นจำนวนมาก และสามารถทำงานได้โดยไม่กวนกัน ดังนั้น ในแต่ละช่องสัญญาณมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด และถ้าหากว่าช่องสัญญาณย่อยใด ไม่มีการส่งข้อมูลใด ๆ ก็สามารถปิดทิ้งเมื่อใดก็ได้ ซึ่งปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีนี้ถือเป็นเทคโนโลยีมาตรฐานในการเข้ารหัสสัญญาณของ ADSL
ADSL Modem ที่ทำงานบนพื้นฐานของ DMT เราสามารถมองว่า ภายในประกอบด้วย Modem ขนาดจิ๋วจำนวน 256 ตัว แต่ละตัวมีความถี่ช่องสัญญาณที่ 4 KHz ซึ่งทำงานพร้อมกันในเวลาเดียว โดยระบบ DMT จะใช้คลื่นพาหลายตัวที่สร้าง ช่องสัญญาณย่อยเหล่านี้ขึ้นมา ซึ่งช่องสัญญาณเหล่านี้ จะมีการผสมสัญญาณเองโดยอิสระ ด้วยความถี่ที่ใช้ผสมสัญญาณ ซึ่งสอดคล้องกับความถี่กลางของช่องสัญญาณย่อย ๆ โดยกระบวนการที่เกิดขึ้นนี้เป็นแบบขนานกัน ช่องสัญญาณย่อยแต่ละช่องนี้ จะทำการผสมสัญญาณโดยใช้วิธีการแบบ QAM และสามารถนำพาข้อมูล 0 15 บิตต่อ 1 สัญลักษณ์ ต่อ 1 Hz โดยจำนวนของบิตที่สามารถขนส่งได้อย่างแท้จริง ขึ้นอยู่กับลักษณะพิเศษของสายสัญญาณ และบางช่องสัญญาณย่อยอาจสามารถถูกละทิ้ง หากมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นจากภายนอก
รูป แสดงความแตกต่างของการทำงานแบบ CAP และ DMT
ประโยชน์จากการใช้บริการ ADSL
สามารถคุยโทรศัพท์พร้อมกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ ด้วยสายโทรศัพท์เส้นเดียวกัน โดยไม่หยุดชะงัก
ท่านสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตด้วยความเร็วเป็น 140 เท่าเมื่อเทียบกับการใช้ Modem แบบ Analog ธรรมดา
การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจะถูกเปิดอยู่เสมอ (Always on Access) ที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากการส่งถ่ายข้อมูลถูกแยกออกจากการ เรียกเข้ามาของ Voice หรือ Fax ดังนั้นการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจะไม่ถูกกระทบกระเทือนแต่อย่างใด
ไม่มีปัญหาเนื่องจากสายไม่ว่าง ไม่ต้อง Connect ให้ยุ่งยาก
ADSL ต่างจาก Cable Modem ตรงที่ ADSL จะมีสายสัญญาณพิเศษเฉพาะเพื่อเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ขณะที่ Cable Modem เป็นการ Share ใช้สายสัญญาณกับคนอื่น
Bandwidth จะมีขนาดคงที่ ขณะที่ Cable Modem จะถูกบั่นทอนลงตามปริมาณการใช้งาน
สายสัญญาณที่ผู้ให้บริการ ADSL เป็นสายสัญญาณอิสระไม่ต้องไป Share ใช้งานกับใครด้วยเหตุนี้ จึงมีความน่าเชื่อถือ และมีความปลอดภัยสูง
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 4 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 26 ก.พ. 2550 (17:55) ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดความเร็วในการรับข้อมูลของระบบADSLจะมีความเร็วเป็น2เท่าของการส่งใช่ไหมครับ
ผมสงสัยว่าทำไมเขาเลือกให้เป็น2เท่าทำไมไม่เป็น4เป็น8มันมีอะไรเป็นตัวแปรสำคัญหรือเปล่าครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 1 มี.ค. 2550 (16:35) ผมเคยใช้อินเตอร์เน็ทแบบใยแก้วนำแสงซึ่งเรียกว่า adsl เหมือนกันแต่สายเคเบิ้ลของระบบนั้นคือที่เรียกว่าใยแก้วนำแสงนันเองไม่ใช่สายโทรศัพท์อย่างนี้ และมันก็ให้ความเร็วที่สูงมาก ก็เลยสงสัยว่ามันเป็นอย่างเดียวกันหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อนของผมเอง?
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 11 ต.ค. 2550 (01:15) คุณลูกรัตนโกสินทร์
เทคโนโลยี ADSL นั้นมากับสายโทรศัพท์เท่านั้นครับ ความเร็วสูงสุดถ้าเป็น ADSL2 นั้นอยู่ที่ ดาวโหลด 24 Mbps แต่ต้องอยู่ใกล้กับจุดจ่ายสัญญาณมากๆ เท่านั้นจึงจะได้เร็วแบบนี้
หากคุณข้างบนยืนยันว่าเป็นใยแก้วจริง แต่เรียกว่า ADSL ผมว่าน่าจะเป็นแบบระบบผสม ซึ่งผู้ให้บริการใช้ใยแก้วเป็นระบบหลัก เมื่อสายไฟเบอร์เข้าใกล้ในบริเวณชุมชนหนึ่งๆ ก็จะแปลงให้มากับสายโทรศัพท์ แบ่งกันหลายๆบ้าน เดี๋ยวนี้ก็มีระบบ VDSL แล้วซึ่งเร็วกว่า ADSL อีก แต่อย่าเอาไปปนกับอินเตอร์เนตที่ให้บริการโดยบริษัทเคเิบิ้ลทีวี นั้นเป็นคนละเทคโนโลยีกัน
คุณเคยใช้อินเตอร์เนตแบบนั้นที่ไหนครับ (ไม่น่าเป็นเมืองไทย) ถ้าไม่ใช่ญี่ปุ่นหรือเกาหลีละก็ สายใยแก้วที่มาถึงบ้านเลยนั้นเพิ่งจะมีกัน ตั้งแต่ปี 2006-2007 มานี้เอง (เช่นในอเมริกา) แต่ถ้าใยแก้วนำแสงที่มาถึงบ้านเลยจะเรียกเทคโนโลยีว่า PON (Passive Optical Network) เช่น EPON, GPON, BPON
ukris
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 5 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 11 ต.ค. 2550 (01:26) คุณ Timestopper
ไม่จำเป็นต้องเป็น 2 เท่า ที่จริงแล้ว 4 เท่าหรือ 8 เท่าอย่างที่คุณคิดน่าจะใกล้เคียงความเป็นจริงมากกว่า เช่น 8 Mbps down / 1 Mbps up
ตัวแปรก็ขึ้นอยู่กับการแบ่งช่องความถี่หรือ bandwidth ล่ะครับว่าจะให้ดาวโหลดหรืออัพโหลดเท่าไหร่
ถ้าคุณลองดูหน้าที่ 4 ของบทความนี้ จะเห็นว่าความถี่ที่ ADSL ใช้นั้นสูงสุดที่ประมาณ 1.1 MHz แต่ต้องแบ่งไปใ้ห้โทรศัพท์ปกติ และอัพโหลดด้วย คงกำหนดมาเป็นมาตรฐานมาแล้ว
เร็วมากเร็วน้อยคงขึ้นอยู่กับว่าใช้ modulation แบบไหนด้วย
ukris
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 5 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว