คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/17819" type="text/javascript"></script>
Horn ri-an Choenzar
นานมาแล้วทางตอนใต้ของ ลีพัสมิลเวลท์ มีอาณาจักรหนึ่งซึ่งเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดของยุคสมัยตั้งโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางทะเลทรายสีทองร้อนระอุ อาณาจักรที่งดงามยิ่งกว่าสถานที่ใดในพิภพ ที่ซึ่งก่อตั้งขึ้นในนาม เฟซธีนา..
ผู้เขียน: kuraira ชมแล้ว: 14,992 ครั้ง
post ครั้งแรก: Sat 17 February 2007, 6:28 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 29 April 2008, 11:07 pm
สารบัญ

หน้าที่ 1 - บทนำ [ผืนฟ้าที่ร่ำไห้]

 


          นานมาแล้วทางตอนใต้ของ ลีพัสมิลเวลท์ มีอาณาจักรหนึ่งซึ่งเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดของยุคสมัยตั้งโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางทะเลทรายสีทองร้อนระอุ อาณาจักรที่งดงามยิ่งกว่าสถานที่ใดในพิภพ ที่ซึ่งก่อตั้งขึ้นในนาม เฟซธีนา อุดมไปด้วยพรรณไม้นานาชนิดใจกลางของเมืองนี้มีเสาศิลาขนาดใหญ่ยักษ์ตั้งเด่นสง่าอยู่แห่งหนึ่ง นับเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธ์อันทรงคุณค่าที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เว้นกระทั่งคนหรือสัตว์สามารถขอพรได้หนึ่งข้อและเป็นจริง ผู้คนทั่วทั้งในอาณาบริเวณต่างก็มาที่นี่เพื่อจุดประสงค์นี้


 


          พวกเขาขอสิ่งต่างๆ เงินทอง เพื่อความเป็นอยู่ที่ดี พลังพิเศษ รูปโฉมอันงดงาม สมบัติสิ่งของ


อาวุธต่างๆมากมายซึ่งแต่ละชิ้นล้วนเป็นสิ่งที่มีอานุภาพร้ายแรงทั้งสิ้นและด้วยเหตุนี้เองจึงได้ก่อให้เกิดมหาสงครามขึ้น


 


          ต่อมาได้มีเจ้าชายองค์หนึ่งขอพรแลกชีวิตของตนโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ผลลัพธ์ที่ได้คือดาบศิลาโคเอนซาร์ ตามตำนานกล่าวขานถึงความร้ายกาจของมันไว้ว่า เป็นดาบแห่งเทพวิหาร  เพียงแค่ได้แกว่งไกวหรือฟาดฟันหนเดียวเวลาก็จะหยุดเดินในทันทีและเหลือเพียงความหลุดลอยที่ยากจะสิ้นสุด โลกได้รับรู้ว่าสิ่งนี้ไม่ควรบังเกิดขึ้นในเวลาต่อมา


 


          ผู้คนมากมายที่มีความละโมบอันแกร่งกล้าแก่งแย่งชิงดาบเล่มนั้นจนเกิดสงครามแห่งประวัติศาสตร์ อัศวินผู้องอาจนามว่า เดนซาโคเบลิอุส สู้รบด้วยความห้าวหาญมอบความปราชัยแด่อสูรกายในร่างมนุษย์ผู้ละโมบกัดกินได้สำเร็จ ภายในฝ่ามือกุมดาบพินาศแห่งชัยไว้


 


          เสร็จสิ้นสงความเบื้องหน้ามีเพียงซากศพมนุษย์ที่ไร้ค่าส่งกลิ่นคาว โคเบลิอุสเงื้อดาบหยุดเวลา เขาออกเดินทางและนำดาบเล่มนั้นซ่อนไว้ยังดินแดนลี้ลับ


 


          เวลาล่วงเลยผ่านเนิ่นนานถึงเจ็ดสิบทศวรรษ เป็นเวลาที่อาณาจักรแห่งนี้ถึงคราวสงบสุข เรื่องราวในอดีตนั้นก็ยังคงขับขานไปในแนวทางของเทวะตำนาน


 


          ส่วนลึกของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเมืองกีชาร์ เด็กชายอายุแปดขวบนัยน์ตาสีฟ้าหม่นหมองกับผมสีน้ำทะเลสดกำลังนั่งอยู่ที่ระเบียงบ้านไม้เล็กๆหลังหนึ่งซึ่งกว้างขวางไม่ได้ครึ่งของบ้านหลังอื่นๆ เด็กคนนี้มีชื่อเรียกที่แต่งขึ้นโดยใครสักคนซึ่งไร้ตัวตนว่า ริค แทร์


 


          เด็กน้อยกำพร้าแต่แบเบาะ ผู้ที่รับเลี้ยงเขาไว้เป็นชายสูงวัย อายุอานามนั้นราวๆห้าสิบปลายๆ ชายผู้เป็นพ่อบุญธรรมรับเลี้ยงเด็กคนนี้มาเป็นเวลาสองเดือนเศษ ทว่าน่าแปลกที่เด็กชายกลับเข้ากับใครๆในหมู่บ้านไม่ได้เลย แม้แต่เด็กๆรุ่นราวคราวเดียวกัน อาจเป็นเพราะนัยน์ตาคู่เลื่อนลอย หรือเพราะอุ้งมือน้อยๆที่หยาบกระด้างนั้นก็เป็นได้


 


          จนอยู่มาวันหนึ่งวันนั้นที่อากาศร้อนอบอ้าวในยามเช้า ริคน้อยหาชายผู้อุปถัมภ์ของเขาไม่พบยามลืมตาตื่นอย่างที่เคยเป็นมา เด็กชายตื่นตัวเสียจนลนลาน เขาไม่เคยอยู่ห่างจากพ่อเป็นเวลานานเท่านี้มาก่อน เด็กน้อยจึงเริ่มออกตามหาตั้งแต่เช้าจรดเย็น


 


              กระทั่งตกดึกก็ยังไร้วี่แวว ในคืนนี้กลับกลายเป็นค่ำคืนที่เงียบสงัดและวังเวง แต่ไม่นานนักก็เริ่มมีฝนตกปอยๆและหนักขึ้นเรื่อยๆเหมือนดั่งผืนฟ้ากำลังร้องให้คร่ำครวญ เสียงฟ้าร้องกระหน่ำก้องกังวาน อัสนีบาตฝ่าลงกลางหมู่บ้านนั้น ซึ่งห่างจากเท้าเด็กชายเพียงไม่กี่ฟุต ผู้คนในหมู่บ้านต่างแห่กันมาล้อมวงดูสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างฉงน ข้างๆตัวของเด็กชายนั้น ศพชายสูงวัยที่เละทั้งร่างอย่างน่าอนาถจมอยู่ในพื้นดินเฉอะชื้น เด็กชายร้องไห้ในแบบของเขา การร้องไห้ที่ไร้น้ำตา.. เป็นเช่นนี้มาตลอด


 


                สายฟ้าฟาดเมื่อครู่นี้ทำให้พื้นดินแตกระแหง และทำให้ศพชายผู้นั้นซึ่งเดิมถูกฝังอยู่ใต้ดินหลบสายตาของเด็กน้อยเมื่อช่วงกลางวันผุดขึ้นมาจากผืนดิน เด็กชายเริ่มมีปากเสียงกับชาวบ้านรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรเกินเลยตามคำสั่งของพ่อบุญธรรมผู้ล่วงลับ เสียงชาวบ้านดังเอ็ดตะโรและเด็กชายมีอารมณ์ฉุนเฉียวมากขึ้นเมื่อชาวบ้านกล่าวถึงสาเหตุการตายในครั้งนี้


 


                ...มันเป็นเพราะเขา เป็นเพราะตัวของเขาเองซึ่งมิใช่ใครอื่น


 


                ด้วยเหตุที่เมื่อกลางวันชาวบ้านลงความเห็นกันว่าทนสภาพที่เป็นอยู่ไม่ไหว สภาพแห่งความหายนะที่เกิดขึ้นตั้งแต่เด็กชายเข้ามา เด็กชายนัยน์ตาสีหม่นเลื่อนลอยคนนั้น เหตุแห่งลางร้าย และอสูรเด็กที่ชาวบ้านเชื่อและสถิตอยู่ในใจว่ามัน.. คือเด็กปิศาจ


 


                เด็กชายเริ่มน้ำตาคลอเบ้าและไหลลงอาบแก้มสีซีด อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขากรีดเสียงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดใจ พื้นธรณีเริ่มครวญครางด้วยกระแสของอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น ท้องฟ้าที่แต่เดิมมีเมฆสีเทาหนาทึบ แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน เหล่าผู้คนในหมู่บ้านรู้สึกถึงภยันตรายที่จะมาเยือน พวกเขาต่างถืออาวุธในมือทั้งจอบและขวานด้วยมือที่สั่นเทิ้มใช่.. สภาพอากาศที่เลวร้าย เหมือนดั่งครั้งแรกที่เจ้าเด็กอสูรคนนั้นมาปารากฎตัวต่อหน้าทุกคนในหมู่บ้าน


 


                มือเล็กๆที่เหี่ยวและหยาบกระด้างเริ่มปริแตกเด็กน้อยยื่นมือนั้นออกมา ผู้คนในหมู่บ้านที่เป็นเป้าหมายกรีดร้องเสียงหลง ร่างกายถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆให้ประจักษ์ต่อสายตาทุกวิญญาณที่ยังคงลมหายใจ.. แต่คงไม่นาน


 


                เสียงแผ่วเบาของเด็กชายค่อยๆแว่วมา


 


                “พวกแกเคยได้ยินเรื่องราวของวิหารเทพไหม”


 


                ชาวบ้านที่ยังชีวิตรอดเริ่มแตกตื่น “อยากรู้ไหมลล่ะว่าที่ฉันเป็นแบบนี้ มันเพราะอะไร..”


 


                “พูดอะไรของแกไอ้เด็กผี หัวหน้าหมู่บ้านตะโกนด้วยเสียงสั่นเครืออย่างหวาดผวา


 


                ผู้คนทั้งหมู่บ้านระดมอาวุธเข้ากระหน่ำแทงร่างบางนั้นของเด็กชาย


 


                “……………………………..”


 


                หากแต่ไม่เสียงกรีดร้องแต่อย่างใด


 


                “มันคือสถานที่ขอพรเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน”


 


                ผู้คนในหมู่บ้านส่งเสียงดังอื้ออึงขึ้นทุกขณะทั้งกรีดร้องด้วยความทรมาน พื้นธรณีแตกออกจนเป็นหุบเหวลึก เสียงผืนฟ้าครางสนั่น สายฟ้าผ่าลงที่กระโจมและบ้านเรือนจนพังพินาศไฟลุกไหม้ท่วมไปทั่วผืนดิน เหล่าชาวบ้านรุมกระหน่ำอาวุธลงใส่เด็กน้อยซึ่งทรุดลงกับพื้น


 


                “ฮึๆ..ฮ่าๆๆๆๆ”


 


                “...ฮึๆ..”


 


                เด็กชายมิได้สีหน้าที่เจ็บปวดที่มากไปกว่าการสูญเสียของบุคคลผู้เดียวที่เขาเคารพนับถือ


 


                “พรที่ข้าขอ...”


 


                “อมตะ..”


 


                หมู่บ้านและรอบๆอาณาบริเวณมอดไหม้ด้วยเพลิงแห่งโทสะที่แผดพุ่ง ไม่เหลือความเป็นแผ่นดินหรือผืนแผ่นฟ้าอีกต่อไป


 


................................................................................................................


 


Horn ri-an Choenzar


 




หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


kuraira
(sfsfss)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 688 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 18 ครั้ง
ได้รับดาว 152 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

Horn ri-an Choenzar [14,993]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [533,938]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [392,037]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [377,350]
Global Warming { English } [142,192]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.